แบงก์ชาติเริ่มใช้บาทดิจิทัล สแกนจ่ายไม่ผ่านแอป
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า แบงก์ชาติเริ่มใช้บาทดิจิทัล สแกนจ่ายไม่ผ่านแอป ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติระบบการชำระเงินของประเทศครั้งสำคัญ เงินบาทดิจิทัลนี้เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC) สำหรับภาคประชาชน ทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินมีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแอปพลิเคชันของธนาคารพาณิชย์อีกต่อไป
ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสู่เงินบาทดิจิทัล
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศเริ่มใช้เงินบาทดิจิทัลสำหรับภาคประชาชน (Retail CBDC) อย่างเป็นทางการแล้วทั่วประเทศ
- การใช้งานเน้นความสะดวกสบายผ่านการสแกนจ่ายด้วย QR Code โดยตรงจากกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ที่ภาครัฐเป็นผู้ดูแล
- เงินบาทดิจิทัลมีสถานะเทียบเท่าเงินสด สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย มีความมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากเป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรง
- โครงการนี้เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาและต่อยอดจาก “โครงการอินทนนท์” และการทดสอบในวงจำกัดกับผู้ใช้งานกว่า 10,000 รายในช่วงปี 2565-2566
- เป้าหมายหลักคือการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน เพิ่มความโปร่งใส ลดต้นทุน และส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว
บทนำสู่ยุคใหม่ของเงินบาท
การประกาศให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้งานเงินบาทดิจิทัลถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของธนาคารแห่งประเทศไทยในการพัฒนาระบบการเงินให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีและบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การที่แบงก์ชาติเริ่มใช้บาทดิจิทัล สแกนจ่ายไม่ผ่านแอป ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มช่องทางการชำระเงินใหม่ แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลแห่งอนาคต ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจโดยรวม การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการศึกษา วิจัย และทดสอบอย่างเข้มข้นมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะมีความเสถียร ปลอดภัย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาเงินสด สร้างทางเลือกในการชำระเงินที่เข้าถึงง่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เงินบาทดิจิทัล (CBDC) คืออะไร?
เงินบาทดิจิทัล คือ สกุลเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกและรับรองโดยธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง มีมูลค่าเทียบเท่ากับธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันแบบ 1:1 ซึ่งหมายความว่าเงินบาทดิจิทัล 1 บาท มีค่าเท่ากับเงินสด 1 บาทเสมอ แนวคิดนี้จัดอยู่ในประเภทของสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) ซึ่งแตกต่างจากคริปโทเคอร์เรนซีอย่างบิตคอยน์โดยสิ้นเชิง เนื่องจาก CBDC มีหน่วยงานกลางกำกับดูแลและมีมูลค่าคงที่
นิยามและความแตกต่างจากเงินรูปแบบอื่น
เพื่อให้เข้าใจแนวคิดของเงินบาทดิจิทัลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบกับเงินในรูปแบบอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคยได้ดังนี้:
- เงินสด (Cash): เป็นเงินในรูปแบบกายภาพ (ธนบัตรและเหรียญ) ออกโดยธนาคารกลาง ถือเป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรง และเป็นสื่อกลางในการชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender)
- เงินฝากธนาคารพาณิชย์ (Commercial Bank Deposits): คือเงินในบัญชีธนาคารที่เราใช้ทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร หรือบัตรเดบิต เงินส่วนนี้ถือเป็นหนี้สินของธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่ของธนาคารกลางโดยตรง มีความเสี่ยงจากการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์นั้นๆ
- เงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Money): คือเงินที่ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ให้บริการเอกชน (เช่น วอลเล็ตต่างๆ) เงินส่วนนี้เป็นหนี้สินของบริษัทเอกชนผู้ออก E-Money
- เงินบาทดิจิทัล (Retail CBDC): เป็นเงินในรูปแบบดิจิทัลที่อยู่ในวอลเล็ตโดยตรง ถือเป็นหนี้สินของธนาคารแห่งประเทศไทยเช่นเดียวกับเงินสด ทำให้มีความปลอดภัยสูงสุดและมีสถานะเป็น Legal Tender
| คุณสมบัติ | เงินบาทดิจิทัล (CBDC) | เงินฝากธนาคาร | เงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Money) |
|---|---|---|---|
| ผู้ออก | ธนาคารแห่งประเทศไทย | ธนาคารพาณิชย์ | บริษัทเอกชน |
| รูปแบบ | ดิจิทัล | ดิจิทัล (ในระบบบัญชี) | ดิจิทัล (ในวอลเล็ต) |
| ระดับความเสี่ยง | ต่ำที่สุด (ความเสี่ยงระดับประเทศ) | ความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ | ความเสี่ยงของบริษัทเอกชน |
| สถานะทางกฎหมาย | ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย | ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย | ใช้ชำระค่าสินค้า/บริการในวงจำกัด |
สถานะทางกฎหมายและความน่าเชื่อถือ
จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของเงินบาทดิจิทัลคือความน่าเชื่อถือ เนื่องจากมีสถานะเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) เช่นเดียวกับธนบัตร นั่นหมายความว่าทุกร้านค้าและบุคคลในประเทศต้องยอมรับการชำระเงินด้วยเงินบาทดิจิทัล การที่เงินบาทดิจิทัลเป็นหนี้สินโดยตรงของธนาคารกลาง ทำให้ผู้ถือครองไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านเครดิตหรือความเสี่ยงที่สถาบันการเงินผู้ออกจะล้มละลาย ซึ่งแตกต่างจากเงินฝากในธนาคารพาณิชย์หรือ E-Money ของภาคเอกชน ด้วยเหตุนี้ เงินบาทดิจิทัลจึงถือเป็นเงินดิจิทัลรูปแบบที่มีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับประชาชน
จากโครงการอินทนนท์สู่การใช้งานจริงทั่วประเทศ
การเปิดตัวเงินบาทดิจิทัลสู่สาธารณะในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่ยาวนานและรอบคอบ โดยมีรากฐานมาจาก “โครงการอินทนนท์” ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่ศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ CBDC ในประเทศไทย
เส้นทางการพัฒนาและความร่วมมือ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มศึกษาแนวคิด CBDC มาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้ชื่อ “โครงการอินทนนท์” ในระยะแรก โครงการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบชำระเงินระหว่างสถาบันการเงิน (Wholesale CBDC) โดยร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 8 แห่ง และบริษัท R3 ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการชำระเงินดิจิทัล เพื่อสร้างและทดสอบแบบจำลองระบบการโอนเงินระหว่างธนาคารด้วยสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดย ธปท. ความสำเร็จในระยะแรกได้สร้างความรู้ความเข้าใจและเป็นรากฐานสำคัญในการขยายผลสู่การพัฒนา CBDC สำหรับภาคประชาชน (Retail CBDC) ในเวลาต่อมา
ขั้นตอนการทดสอบในวงจำกัด (Pilot Phase)
ก่อนที่จะเปิดให้ใช้งานในวงกว้าง ธปท. ได้ดำเนินการทดสอบ Retail CBDC ในวงจำกัด หรือที่เรียกว่า Pilot Phase ในช่วงปลายปี 2565 ถึงกลางปี 2566 โดยมีกลุ่มผู้ใช้งานที่ได้รับคัดเลือกจำนวนประมาณ 10,000 คน ซึ่งประกอบด้วยประชาชนทั่วไปและร้านค้าในพื้นที่ที่กำหนด การทดสอบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมจริง ศึกษาพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค และรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงระบบให้มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด การทดสอบครอบคลุมกิจกรรมพื้นฐาน 3 ด้าน ได้แก่ การเติมเงิน (Top-up) การโอนเงิน (Transfer) และการชำระค่าสินค้าและบริการ (Payment) ซึ่งผลการทดสอบเป็นที่น่าพอใจและยืนยันถึงความพร้อมของเทคโนโลยี
บทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลที่ได้รับจากการทดสอบในวงจำกัดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเปิดตัวเงินบาทดิจิทัลอย่างเป็นทางการ บทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้ประกอบด้วย:
- ความเสถียรของเทคโนโลยี: ระบบสามารถรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความเสถียรสูง
- ประสบการณ์ผู้ใช้งาน: ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในความสะดวกและความรวดเร็วของการสแกนจ่ายโดยตรง และมองว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
- ความปลอดภัย: มาตรการรักษาความปลอดภัยที่นำมาใช้สามารถป้องกันการทุจริตและภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ตามมาตรฐาน
- การออกแบบนโยบาย: ธปท. ได้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปออกแบบเงื่อนไขและข้อกำหนดในการใช้งานที่เหมาะสม เช่น วงเงินการถือครอง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์
การผ่านขั้นตอนการทดสอบอย่างเข้มข้นทำให้มั่นใจได้ว่า การเปิดตัวเงินบาทดิจิทัลสู่สาธารณะจะดำเนินไปอย่างราบรื่น และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ
กลไกการทำงาน: สแกนจ่ายโดยตรง ไม่ผ่านแอปธนาคาร
หัวใจสำคัญที่ทำให้เงินบาทดิจิทัลแตกต่างและน่าสนใจคือกลไกการใช้งานที่ถูกออกแบบมาให้มีความเรียบง่ายและเป็นอิสระจากระบบของธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม ทำให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่สะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) จากภาครัฐ
ในการใช้งานเงินบาทดิจิทัล ประชาชนจะต้องดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ที่พัฒนาและดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐโดยตรง วอลเล็ตนี้จะทำหน้าที่เหมือนกระเป๋าสตางค์สำหรับเก็บเงินบาทดิจิทัลโดยเฉพาะ ทำให้การทำธุรกรรมเป็นการโอนเงินบาทดิจิทัลโดยตรงระหว่างวอลเล็ตของผู้จ่ายและผู้รับ ซึ่งแตกต่างจากการใช้แอปธนาคารในปัจจุบันที่ต้องผ่านระบบของธนาคารพาณิชย์เป็นตัวกลาง แนวทางนี้ช่วยลดภาระการมีหลายแอปพลิเคชัน และสร้างมาตรฐานกลางในการชำระเงินดิจิทัลของประเทศ
ขั้นตอนการใช้งานสำหรับประชาชน
การเริ่มต้นใช้งานเงินบาทดิจิทัลถูกออกแบบมาให้ง่ายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้:
- ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน: ติดตั้งแอปพลิเคชันวอลเล็ตเงินบาทดิจิทัลอย่างเป็นทางการจาก App Store หรือ Google Play Store
- ยืนยันตัวตน (KYC): ทำการยืนยันตัวตนผ่านช่องทางที่กำหนด เช่น ผ่านแอปพลิเคชัน หรือจุดบริการที่รองรับ เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการสวมรอย
- เติมเงินเข้าวอลเล็ต: ทำการแลกเปลี่ยนเงินจากบัญชีธนาคารพาณิชย์มาเป็นเงินบาทดิจิทัลในวอลเล็ต ซึ่งสามารถทำได้ผ่านช่องทางต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับระบบ
- สแกนเพื่อจ่าย: ใช้ฟังก์ชันสแกน QR Code ในวอลเล็ตเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ ณ ร้านค้าที่รองรับ ซึ่งเงินจะถูกโอนจากวอลเล็ตของผู้ซื้อไปยังวอลเล็ตของร้านค้าโดยตรงและทันที
ความแตกต่างจากระบบพร้อมเพย์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
แม้ว่าประสบการณ์ของผู้ใช้งานในการสแกน QR Code จะคล้ายคลึงกับระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) แต่ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ระบบพร้อมเพย์เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานในการ “สับสวิตช์” หรือส่งคำสั่งโอนเงินระหว่างบัญชีของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ แต่เงินยังคงเป็นเงินฝากที่อยู่ในระบบของธนาคารพาณิชย์ ในขณะที่การจ่ายด้วยเงินบาทดิจิทัล คือการโอน “ตัวเงิน” ที่เป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรงจากกระเป๋าหนึ่งไปยังอีกกระเป๋าหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านบัญชีธนาคารพาณิชย์ในขั้นตอนการชำระเงิน ซึ่งทำให้ระบบมีความเป็นอิสระและอาจมีต้นทุนที่ต่ำกว่าในระยะยาว
ผลกระทบเชิงบวกและความท้าทายของบาทดิจิทัล
การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้ในวงกว้างย่อมส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งในด้านบวกที่เป็นประโยชน์ต่อภาคส่วนต่างๆ และในด้านความท้าทายที่ต้องมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
ประโยชน์ต่อภาคประชาชนและร้านค้า
- ความสะดวกและรวดเร็ว: การชำระเงินทำได้ง่ายและรวดเร็วผ่านการสแกน QR Code จากวอลเล็ตเดียว ลดความยุ่งยากในการจัดการหลายบัญชีหรือหลายแอป
- ต้นทุนต่ำ: มีแนวโน้มที่ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมจะต่ำกว่าช่องทางอื่น ๆ เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ
- ความปลอดภัยสูงสุด: เงินในวอลเล็ตมีความปลอดภัยเทียบเท่าการถือเงินสด ไม่มีความเสี่ยงจากสถาบันการเงินล้มละลาย
- การเข้าถึงบริการทางการเงิน: เป็นช่องทางสำหรับผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารให้สามารถเข้าถึงระบบการชำระเงินดิจิทัลได้ง่ายขึ้น
ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและภาครัฐ
- เพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน: สร้างระบบการชำระเงินกลางที่มีความทันสมัยและรองรับนวัตกรรมทางการเงินในอนาคต
- ความโปร่งใสและตรวจสอบได้: ธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนระบบดิจิทัลสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ช่วยลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน การฟอกเงิน และเศรษฐกิจนอกระบบ
- การดำเนินนโยบายที่ตรงจุด: ภาครัฐสามารถส่งผ่านนโยบายความช่วยเหลือทางการเงินไปยังประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นผ่านวอลเล็ตดิจิทัลโดยตรง
- ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล: เป็นการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาในระยะยาว
แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่การใช้เงินบาทดิจิทัลก็มาพร้อมกับความท้าทายที่ต้องให้ความสำคัญ:
- ความปลอดภัยทางไซเบอร์: ระบบกลางต้องมีมาตรการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน
- ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล: ต้องมีกฎหมายและกลไกที่ชัดเจนในการคุ้มครองข้อมูลธุรกรรมส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้เกิดการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด
- ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide): ต้องมีมาตรการสนับสนุนกลุ่มประชากรที่อาจเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
- ผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์: หากประชาชนจำนวนมากโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากไปเก็บในรูปแบบเงินบาทดิจิทัล อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและบทบาทของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ ธปท. ต้องบริหารจัดการอย่างสมดุล
บทสรุป: ก้าวต่อไปของประเทศไทยในโลกการเงินดิจิทัล
การที่แบงก์ชาติเริ่มใช้บาทดิจิทัล สแกนจ่ายไม่ผ่านแอป ถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ของระบบการเงินไทย เป็นการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดสู่การปฏิบัติจริงที่จับต้องได้ ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสและประโยชน์มหาศาลในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มตัว เงินบาทดิจิทัลไม่เพียงแต่เป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยในการใช้จ่าย แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการกำกับดูแลและให้ความรู้ ภาคเอกชนในการพัฒนานวัตกรรมต่อยอด และภาคประชาชนในการเปิดรับและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ การเปิดตัวเงินบาทดิจิทัลในวันนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ในโลกการเงินดิจิทัลของประเทศไทย ผู้ใช้งานควรศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจถึงวิธีการใช้งานและประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมทางการเงินนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ