ดราม่าภาษีเที่ยวภูเก็ต! คนท้องถิ่น-นักท่องเที่ยวเสียงแตก
ประเด็น ดราม่าภาษีเที่ยวภูเก็ต! คนท้องถิ่น-นักท่องเที่ยวเสียงแตก ได้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงสำคัญในสังคมออนไลน์และในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการจัดการการท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางระดับโลก เมื่อข้อเสนอในการจัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยวและจำกัดโควต้าการเข้าพื้นที่เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและจัดการปัญหาภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) ได้ก่อให้เกิดมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ
ภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบัน
แนวคิดการจัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งภายหลังจากที่ภูเก็ตฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์โรคระบาดและเผชิญกับการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ แม้จะนำมาซึ่งรายได้มหาศาล แต่ก็มาพร้อมกับผลกระทบเชิงลบที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และภาระที่ตกอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัด การถกเถียงครั้งนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนในระยะยาว
- ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ: ภูเก็ตสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวหลายหมื่นล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น
- ผลกระทบเชิงลบ: ปัญหาอาชญากรรม พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยว และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นราคาที่ต้องจ่ายจากภาวะ Overtourism
- ความเห็นที่แตกต่าง: คนในพื้นที่และผู้ประกอบการกังวลต่อผลกระทบด้านค่าครองชีพและรายได้ ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
- เป้าหมายของภาครัฐ: นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการยกระดับภูเก็ตให้เป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพสูง (Premium Destination) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ภูเก็ต: ไข่มุกอันดามันที่เผชิญความท้าทาย
ภูเก็ตเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยชายหาดที่สวยงาม วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทำให้สามารถดึงดูดนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ก็ได้นำมาซึ่งความท้าทายที่ซับซ้อนและต้องการการจัดการอย่างเร่งด่วน
ความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว
ข้อมูลสถิติยืนยันถึงสถานะความเป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของภูเก็ตได้อย่างชัดเจน ในช่วงต้นปี 2567 เพียงเดือนเดียว มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่จังหวัดภูเก็ตเกือบล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นสูงถึง 45,195 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนและธุรกิจจำนวนมากในพื้นที่ ตั้งแต่โรงแรมขนาดใหญ่ ร้านอาหาร ผู้ให้บริการทัวร์ ไปจนถึงร้านค้าขนาดเล็กและคนขับรถบริการสาธารณะ รายได้จากการท่องเที่ยวได้สร้างงานและกระจายความมั่งคั่งไปสู่ชุมชนอย่างกว้างขวาง ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดมีความคึกคักและเติบโตอย่างต่อเนื่อง
เงาของความสำเร็จ: ผลกระทบจากภาวะ Overtourism
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขรายได้มหาศาลกลับมีปัญหาที่ซ่อนอยู่มากมาย การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็วจนเกินขีดความสามารถในการรองรับ หรือที่เรียกว่าภาวะ Overtourism ได้ส่งผลกระทบในหลายมิติ ปัญหาด้านสังคมเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด โดยมีรายงานคดีความที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวสูงถึงกว่า 400 คดีในเดือนเดียว นอกจากนี้ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม เช่น กรณีนักท่องเที่ยวหญิงชาวอิสราเอลที่แสดงพฤติกรรมไม่เคารพสถานที่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ก็ได้สร้างความไม่พอใจและความกังวลให้กับคนในพื้นที่และผู้ประกอบการ
ภาวะ Overtourism ไม่เพียงสร้างความตึงเครียดให้กับทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย
นอกเหนือจากปัญหาสังคมแล้ว ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวภูเก็ตก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก ชายหาดที่เคยขาวสะอาดต้องเผชิญกับปัญหาขยะ ปะการังในแนวชายฝั่งเสื่อมโทรมจากการทำกิจกรรมทางน้ำที่ขาดการควบคุม ขณะที่ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การจัดการขยะ น้ำประปา และการจราจร ก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ปัญหาเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าหากไม่มีมาตรการจัดการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ ความสวยงามและเสน่ห์ของภูเก็ตอาจลดน้อยลงในระยะยาว
เสียงสะท้อนจากสองฟากฝั่ง: ความเห็นที่แตกต่าง
ข้อเสนอเรื่องการจัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยวได้เผยให้เห็นถึงรอยร้าวทางความคิดระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักสองกลุ่ม คือ กลุ่มคนท้องถิ่นและผู้ประกอบการ กับกลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลและมุมมองที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์และผลกระทบที่แตกต่างกัน
มุมมองของคนท้องถิ่นและผู้ประกอบการ
สำหรับคนในพื้นที่และผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ความกังวลหลักมุ่งไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการดังกล่าว แม้จะยอมรับว่าการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็วนำมาซึ่งปัญหา แต่พวกเขาก็กลัวว่าการเก็บภาษีเพิ่มเติมอาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นที่ไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และการจ้างงานในภาคบริการ
ผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก หรือคนขับรถแท็กซี่ มีความกังวลว่ารายได้ของพวกเขาอาจลดลงหากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนรู้สึกว่าพวกเขาอาจไม่ได้รับประโยชน์จากรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้อย่างเต็มที่ และกังวลว่าค่าครองชีพในพื้นที่จะสูงขึ้นไปอีกจากนโยบายที่มุ่งเน้นตลาดนักท่องเที่ยวระดับบนเพียงอย่างเดียว ความรู้สึกว่าคนท้องถิ่นอาจต้องแบกรับภาระทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง
มุมมองของนักท่องเที่ยว
ในฝั่งของนักท่องเที่ยว ความเห็นก็แตกออกเป็นสองทางเช่นกัน กลุ่มหนึ่งมองว่าการเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นภาระและทำให้งบประมาณในการเดินทางสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น พวกเขารู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในการมาเที่ยวภูเก็ตนั้นค่อนข้างสูงอยู่แล้ว การเพิ่มภาษีเข้ามาอีกอาจทำให้การท่องเที่ยวขาดความสะดวกและไม่น่าดึงดูดใจเท่าเดิม โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มที่เดินทางแบบประหยัด
อย่างไรก็ตาม ยังมีนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้าใจและยอมรับแนวคิดดังกล่าว โดยมองว่าหากเงินภาษีที่จ่ายไปถูกนำไปใช้เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว และพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้ดีขึ้น ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อรักษาความสวยงามของภูเก็ตไว้ให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สำหรับพวกเขาแล้ว ภาษีนักท่องเที่ยวจึงไม่ใช่ภาระ แต่เป็นค่าธรรมเนียมเพื่อความยั่งยืนที่สมเหตุสมผล
| กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย | เหตุผลสนับสนุน/ข้อดี | เหตุผลคัดค้าน/ข้อกังวล |
|---|---|---|
| คนท้องถิ่น | อาจได้รับประโยชน์จากงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม | กังวลว่านักท่องเที่ยวจะลดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ และค่าครองชีพอาจสูงขึ้น |
| ผู้ประกอบการท่องเที่ยว | การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืนจะสร้างผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว | กลัวว่าต้นทุนที่สูงขึ้นจะลดความสามารถในการแข่งขันกับจุดหมายปลายทางอื่น |
| นักท่องเที่ยว | เงินภาษีช่วยรักษาสภาพแวดล้อมและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้ดีขึ้น | เป็นภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทำให้งบประมาณการเดินทางสูงขึ้น |
| ภาครัฐ | เป็นแหล่งรายได้เพื่อนำมาจัดการปัญหา Overtourism และส่งเสริมความยั่งยืน | ต้องเผชิญแรงกดดันจากทุกฝ่ายและต้องสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินภาษี |
เจาะลึกแนวคิด “ภาษีนักท่องเที่ยว”
แนวคิดเรื่องการจัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยว หรือบางครั้งเรียกว่าค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว เป็นมาตรการที่ถูกนำมาใช้ในหลายเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการท่องเที่ยวและสร้างความยั่งยืน โดยมีหลักการและเป้าหมายที่ชัดเจน
หลักการและเป้าหมายของมาตรการ
หลักการพื้นฐานของภาษีนักท่องเที่ยวคือการให้ “ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย” (User Pays Principle) กล่าวคือ ผู้ที่เดินทางเข้ามาใช้ทรัพยากรและสร้างผลกระทบต่อพื้นที่ควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรเหล่านั้น โดยเป้าหมายหลักของมาตรการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างรายได้ แต่ครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์หลายด้าน:
- การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม: นำรายได้ไปใช้ในโครงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การอนุรักษ์แนวปะการัง การจัดการขยะ และการบำบัดน้ำเสีย
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ปรับปรุงและบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะที่ต้องรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น ถนน ระบบขนส่งมวลชน และแหล่งท่องเที่ยวสาธารณะ
- การจัดการจำนวนนักท่องเที่ยว: การกำหนดค่าธรรมเนียมอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่
- การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น: นำรายได้ไปสนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชน การศึกษา และสาธารณสุข เพื่อลดผลกระทบทางลบที่คนท้องถิ่นต้องเผชิญ
รูปแบบการจัดเก็บอาจแตกต่างกันไปในแต่ละที่ เช่น การเก็บเพิ่มในค่าที่พักโรงแรม, การรวมไว้ในตั๋วเครื่องบิน, หรือการเก็บเป็นค่าธรรมเนียมเข้าเมืองโดยตรง ซึ่งการจะเลือกใช้รูปแบบใดจำเป็นต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและผลกระทบต่อทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ
วิสัยทัศน์สู่การเป็น “Premium Destination”
สำหรับภูเก็ต มาตรการภาษีนักท่องเที่ยวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของภาครัฐที่ต้องการผลักดันให้จังหวัดก้าวสู่การเป็น “Premium Destination” หรือจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง วิสัยทัศน์นี้ไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกอย่างมีราคาแพงขึ้น แต่เป็นการยกระดับคุณภาพของประสบการณ์การท่องเที่ยวโดยรวม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
การเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ (Mass Tourism) ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Quality Tourism) ถือเป็นเป้าหมายระยะยาวที่จะช่วยลดปัญหา Overtourism และสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของภูเก็ตได้ ซึ่งภาษีนักท่องเที่ยวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว โดยรายได้ที่จัดเก็บได้จะถูกนำกลับมาลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแหล่งท่องเที่ยวและบริการต่างๆ ทำให้ภูเก็ตสามารถรักษาความน่าดึงดูดใจและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกต่อไปได้
บทวิเคราะห์: ความท้าทายและทางออกที่เป็นไปได้
ความขัดแย้งทางความคิดในประเด็นภาษีเที่ยวภูเก็ตสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่สำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้นกับความยั่งยืนในระยะยาว การจะผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้านและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนในพื้นที่และผู้ประกอบการ ภาครัฐจำเป็นต้องสื่อสารอย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของมาตรการและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการบริหารจัดการงบประมาณที่ได้มา ต้องมีกลไกที่ตรวจสอบได้ว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาจังหวัดและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามที่ได้ประกาศไว้จริง
นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในกระบวนการตัดสินใจก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การรับฟังความคิดเห็นและข้อกังวลของพวกเขา และนำมาปรับใช้ในนโยบาย จะช่วยลดแรงต่อต้านและทำให้มาตรการได้รับการยอมรับมากขึ้น อาจมีการพิจารณาแนวทางอื่นร่วมด้วย เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวกระจายตัวไปยังเมืองรอง หรือการออกมาตรการควบคุมกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ควบคู่ไปกับการเก็บภาษี
อนาคตของการท่องเที่ยวภูเก็ต
ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นดราม่าเรื่องภาษีเที่ยวภูเก็ตเป็นเพียงภาพสะท้อนของคำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ อนาคตของการท่องเที่ยวภูเก็ตควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร การเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งโดยขาดการวางแผนและการจัดการที่มีประสิทธิภาพอาจนำไปสู่การสูญเสียเสน่ห์และทรัพยากรที่เคยเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวในระยะยาว
การหาจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการเป็นจุดหมายปลายทางที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคนกับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ใส่ใจต่อความยั่งยืน คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาคำตอบ การถกเถียงในปัจจุบันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทบทวนและออกแบบทิศทางการท่องเที่ยวของภูเก็ตใหม่ เพื่อให้ “ไข่มุกแห่งอันดามัน” สามารถส่องประกายงดงามได้อย่างยั่งยืนสำหรับคนรุ่นหลังต่อไป