“`html
เริ่มแล้ว! แบงก์ชาติเปิดใช้ ‘เงินบาทดิจิทัล’
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมถึงระบบการเงินของประเทศ ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สร้างหมุดหมายสำคัญด้วยการริเริ่มโครงการพัฒนาและทดสอบสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางสำหรับภาคประชาชน หรือ Retail Central Bank Digital Currency (Retail CBDC) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “เงินบาทดิจิทัล” โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการชำระเงิน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการเงินให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในอนาคต
- เงินบาทดิจิทัลคือสกุลเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง มีสถานะเทียบเท่าเงินสด (ธนบัตรและเหรียญ) และมีความปลอดภัยสูงสุด
- ธปท. ได้เริ่มโครงการทดสอบการใช้งานในวงจำกัด (Pilot Test) ตั้งแต่ช่วงปี 2565–2566 โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและกลุ่มตัวอย่างประชาชนเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย
- การพัฒนานี้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการใช้จ่ายด้วยสกุลเงินดิจิทัล
- ความเคลื่อนไหวของไทยเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มระดับโลกที่ธนาคารกลางหลายประเทศกำลังศึกษาและพัฒนา CBDC ของตนเอง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเสถียรภาพของระบบการเงิน
- แม้จะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้ในวงกว้างยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและประเมินผล เพื่อให้แน่ใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างแท้จริง
เริ่มแล้ว! แบงก์ชาติเปิดใช้ ‘เงินบาทดิจิทัล’ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการปรับตัวของระบบการเงินไทยให้เข้ากับภูมิทัศน์การเงินโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางสำหรับภาคประชาชน (Retail CBDC) นี้ ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนในวงกว้าง การริเริ่มโครงการทดสอบโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ระบบนิเวศทางการเงินใหม่ ที่ซึ่งเงินสดในรูปแบบดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญควบคู่ไปกับเงินในรูปแบบเดิม
ภาพรวมและความสำคัญของเงินบาทดิจิทัล
การเกิดขึ้นของเงินบาทดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสำหรับอนาคต การพัฒนานี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น และการแข่งขันในเวทีการเงินโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้น การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังและผู้ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้
เหตุผลที่เงินบาทดิจิทัลกลายเป็นวาระสำคัญ
เหตุผลหลักที่ทำให้เงินบาทดิจิทัลมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันมีหลายมิติ ประการแรก คือการตอบสนองต่อแนวโน้มสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด การมีเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางโดยตรง จะช่วยเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสูงสุดสำหรับประชาชน นอกเหนือจากการใช้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ของภาคเอกชน ประการที่สอง คือการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระบบการชำระเงินโดยรวม การทำธุรกรรมผ่านเงินบาทดิจิทัลสามารถทำได้รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการจัดการเงินสดจริง ประการสุดท้าย คือการเปิดประตูสู่นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ (Financial Innovation) โดยเงินบาทดิจิทัลสามารถตั้งโปรแกรมเงื่อนไขการใช้งานได้ (Programmability) ซึ่งจะช่วยต่อยอดไปสู่บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เช่น การโอนเงินแบบมีเงื่อนไข หรือการชำระเงินแบบอัตโนมัติที่มีความซับซ้อน
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผลกระทบในวงกว้าง
การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้จะส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือ ประชาชนทั่วไป ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากทางเลือกในการชำระเงินที่สะดวก ปลอดภัย และอาจมีต้นทุนต่ำลง กลุ่มที่สองคือ ภาคธุรกิจและร้านค้า จะสามารถรับชำระเงินได้ง่ายขึ้น ลดภาระการจัดการเงินสด และสามารถเข้าถึงข้อมูลการชำระเงินเพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อยอดทางธุรกิจได้ กลุ่มที่สามคือ ผู้ให้บริการทางการเงินและภาคเอกชน จะมีโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ บนโครงสร้างพื้นฐานของเงินบาทดิจิทัล และกลุ่มสุดท้ายคือ ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาครัฐ ซึ่งจะสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินและการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนที่สามารถกำหนดเงื่อนไขและติดตามผลได้อย่างแม่นยำ
เจาะลึก: เงินบาทดิจิทัล (Retail CBDC) คืออะไร?
เพื่อให้เข้าใจถึงศักยภาพและผลกระทบของเงินบาทดิจิทัลอย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจนิยามและหลักการทำงานพื้นฐานของมัน รวมถึงความแตกต่างจากเงินดิจิทัลประเภทอื่นที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนเป้าหมายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งไว้ในการพัฒนาโครงการนี้
นิยามและหลักการทำงานเบื้องต้น
เงินบาทดิจิทัล หรือ Retail CBDC คือ เงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีสถานะเป็นหนี้สินของ ธปท. โดยตรง ซึ่งหมายความว่ามีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยสูงสุดเทียบเท่ากับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน ต่างจากเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ที่เป็นหนี้สินของธนาคารพาณิชย์นั้นๆ หรือเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่เป็นหนี้สินของผู้ให้บริการภาคเอกชน
ในทางปฏิบัติ เงินบาทดิจิทัลจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) บนสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ผู้ใช้งานสามารถนำเงินฝากในธนาคารมาแลกเป็นเงินบาทดิจิทัลได้ในอัตรา 1:1 และสามารถใช้จ่าย โอน หรือรับเงินบาทดิจิทัลได้ทันที คล้ายคลึงกับการใช้แอปพลิเคชัน mobile banking หรือ e-Wallet แต่มีความแตกต่างที่สำคัญคือ เงินที่ทำธุรกรรมนั้นเป็นเงินที่ออกโดยธนาคารกลางโดยตรง
เปรียบเทียบเงินบาทดิจิทัล, เงินฝากธนาคาร, และ e-Money
เพื่อความชัดเจน สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติของเงินแต่ละประเภทได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | เงินบาทดิจิทัล (Retail CBDC) | เงินฝากธนาคาร | เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) |
|---|---|---|---|
| ผู้ออก | ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) | ธนาคารพาณิชย์ | ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) |
| รูปแบบ | ดิจิทัล (โทเคนหรือบัญชี) | ดิจิทัล (ยอดในบัญชี) | ดิจิทัล (ยอดในวอลเล็ต) |
| สถานะทางกฎหมาย | เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) | เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (ผ่านระบบธนาคาร) | มูลค่าเทียบเท่าเงินบาทที่เก็บไว้ล่วงหน้า |
| ความเสี่ยงด้านเครดิต | ไม่มี (ความเสี่ยงต่ำที่สุด) | มีความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ (Credit Risk) | มีความเสี่ยงของผู้ให้บริการ (Credit Risk) |
| ดอกเบี้ย | โดยทั่วไปไม่มีดอกเบี้ย (เหมือนเงินสด) | มีดอกเบี้ย (ขึ้นอยู่กับประเภทบัญชี) | ไม่มีดอกเบี้ย |
เป้าหมายหลักในการพัฒนาของธนาคารแห่งประเทศไทย
ธปท. ได้กำหนดวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาเงินบาทดิจิทัลไว้หลายประการ ได้แก่:
- เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแห่งอนาคต: เพื่อรองรับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
- เพิ่มทางเลือกการเข้าถึงบริการทางการเงิน: สำหรับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่
- ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ: ในระบบการชำระเงินของประเทศโดยรวม
- ส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน: เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถพัฒนาบริการใหม่ๆ บนแพลตฟอร์ม CBDC ได้
- เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย: ทำให้ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินและการคลังได้อย่างตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โครงการทดสอบและแนวทางการดำเนินงานของ ธปท.
ธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการพัฒนาเงินบาทดิจิทัลด้วยความรอบคอบ โดยเน้นการศึกษาและทดสอบอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย เสถียรภาพ และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อส่วนรวมก่อนการนำไปใช้งานในวงกว้าง
ขั้นตอนการทดสอบในวงจำกัด (Pilot Program)
ในช่วงปี 2565-2566 ธปท. ได้เริ่มโครงการทดสอบ Retail CBDC ในวงจำกัด หรือที่เรียกว่า Pilot Program โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 10,000 คน ซึ่งประกอบด้วยประชาชนทั่วไปและร้านค้า โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินหลายแห่ง เพื่อทดสอบการใช้งานในสถานการณ์จริง ตั้งแต่การเติมเงิน การโอนเงิน ไปจนถึงการชำระค่าสินค้าและบริการ การทดสอบนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่ใช้, ศึกษาพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้, และระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข
การทดสอบในวงจำกัดนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทั้งการใช้งานพื้นฐานและการพัฒนานวัตกรรมต่อยอดในอนาคต
Foundation Track: การวางรากฐานการใช้งาน
Foundation Track เป็นการทดสอบฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานของเงินบาทดิจิทัล โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้งานในชีวิตประจำวันเพื่อเป็นทางเลือกแทนเงินสด กิจกรรมหลักในส่วนนี้คือการทดสอบการรับ-จ่าย-โอนเงินบาทดิจิทัลระหว่างบุคคลกับบุคคล (P2P) และระหว่างบุคคลกับร้านค้า (P2M) เป้าหมายของ Track นี้คือการพิสูจน์ว่าระบบมีความเสถียร สามารถรองรับธุรกรรมจำนวนมากได้ และมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ผู้ใช้ทั่วไป เพื่อสร้างความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานก่อนที่จะขยายผลต่อไป
Innovation Track: เปิดประตูสู่นวัตกรรมการเงิน
ในขณะที่ Foundation Track มุ่งเน้นไปที่ความเสถียรของการใช้งานพื้นฐาน, Innovation Track ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน นักพัฒนา และฟินเทคสตาร์ทอัพได้เข้ามาทดลองสร้างสรรค์นวัตกรรมและบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ บนแพลตฟอร์มเงินบาทดิจิทัล ธปท. เปิดให้ผู้ที่สนใจนำเสนอแนวคิดและกรณีศึกษา (Use Case) ที่น่าสนใจ เพื่อนำมาทดลองพัฒนาจริง เช่น การสร้างระบบการชำระเงินแบบมีเงื่อนไข (Programmable Payment), การโอนจ่ายเงินสวัสดิการภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ, หรือการนำไปประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Internet of Things (IoT) ซึ่ง Track นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของเงินบาทดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
นโยบายภาครัฐและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล
นอกเหนือจากการผลักดันโดยธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว การพัฒนาเงินบาทดิจิทัลยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในฐานะเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ
โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสกุลเงินดิจิทัล
หนึ่งในนโยบายที่โดดเด่นและสร้างความสนใจในวงกว้างคือ แผนการจ่ายเงินดิจิทัลของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับฐานราก โครงการนี้มีแผนที่จะมอบเงินดิจิทัลให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายกว่า 50 ล้านคน ด้วยวงเงินรวมประมาณ 5 แสนล้านบาท แนวคิดหลักคือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของการใช้จ่ายภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยมีสภาพคล่องและรายได้เพิ่มขึ้น แม้ว่ารายละเอียดของโครงการจะยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการใช้เทคโนโลยีสกุลเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการคลัง
แหล่งที่มาของงบประมาณและกรอบเวลาดำเนินการ
สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่นี้ แหล่งที่มาของงบประมาณจะมาจากการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินประจำปีและอาจรวมถึงรายได้จากรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลได้วางกรอบระยะเวลาในการดำเนินโครงการไว้ประมาณ 2 ปี เพื่อให้การอัดฉีดเม็ดเงินเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและไม่สร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางการคลังมากจนเกินไป การดำเนินโครงการนี้ยังถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการใช้สกุลเงินดิจิทัลในระดับประเทศ ซึ่งจะให้ข้อมูลและบทเรียนอันมีค่าต่อการพัฒนาเงินบาทดิจิทัลในระยะต่อไป
บริบทระดับโลกและความท้าทายในอนาคต
การพัฒนาเงินบาทดิจิทัลของไทยไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสธารการเงินโลกที่ธนาคารกลางหลายประเทศต่างกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การเดินทางสายนี้ยังเต็มไปด้วยความท้าทายและประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
การแข่งขันในการพัฒนา CBDC ทั่วโลก
ปัจจุบัน ธนาคารกลางทั่วโลกกว่า 90% กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา วิจัย หรือทดลองสกุลเงินดิจิทัลของตนเอง ประเทศจีนถือเป็นผู้นำในเรื่องนี้ โดยได้เปิดตัวและทดลองใช้งานเงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) ในหลายเมืองตั้งแต่ปี 2565 การรุดหน้าของจีนได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยต้องเร่งพัฒนา CBDC ของตนเอง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, ปกป้องอำนาจอธิปไตยทางการเงิน (Monetary Sovereignty), และเตรียมความพร้อมสำหรับระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนในอนาคตที่อาจใช้ CBDC เป็นสื่อกลาง
ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาที่สำคัญ
แม้ว่าเงินบาทดิจิทัลจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและความท้าทายที่ ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ประเด็นสำคัญได้แก่:
- ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity): ระบบต้องมีความมั่นคงปลอดภัยสูงเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์และการปลอมแปลง
- ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy): ต้องมีการออกแบบระบบที่สมดุลระหว่างการป้องกันการใช้งานที่ผิดกฎหมาย (เช่น การฟอกเงิน) กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน
- ผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน: หากประชาชนแห่ถอนเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์มาถือครองเงินบาทดิจิทัลในปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ (Disintermediation)
- ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide): ต้องมีมาตรการรองรับเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงและใช้งานเงินบาทดิจิทัลได้
ทิศทางของเงินบาทดิจิทัลและสังคมไร้เงินสดของไทย
ธปท. ได้ย้ำอยู่เสมอว่ายังไม่มีแผนที่จะออกใช้เงินบาทดิจิทัลในวงกว้างในอนาคตอันใกล้นี้ โดยจะยังคงมุ่งเน้นไปที่การศึกษา ทดลอง และประเมินผลกระทบในด้านต่างๆ อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป เงินบาทดิจิทัลไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเงินสดหรือเงินฝากธนาคารทั้งหมด แต่จะทำหน้าที่เป็นอีก “ทางเลือก” หนึ่งในการชำระเงินในระบบนิเวศการเงินของไทย ทิศทางในอนาคตคือการสร้างระบบการเงินที่หลากหลาย ซึ่งมีทั้งเงินสด, เงินฝาก, e-Money และเงินบาทดิจิทัล ทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะนำพาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดที่สมบูรณ์และยั่งยืนยิ่งขึ้น
บทสรุปและก้าวต่อไปของการเงินดิจิทัลในประเทศไทย
การริเริ่มโครงการเงินบาทดิจิทัลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยนับเป็นย่างก้าวที่สำคัญและท้าทายอย่างยิ่งสำหรับอนาคตทางการเงินของประเทศ จากการทดสอบในวงจำกัดสู่การเชื่อมโยงกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีในการเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศในยุคดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การพัฒนาที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการศึกษา ทำความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การติดตามความคืบหน้าและทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเงินบาทดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน เพื่อให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแห่งอนาคตนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ