ไม่ต้องไปรพ.! หมอ AI ประจำบ้านพร้อมใช้แล้ว
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในหลายมิติ รวมถึงวงการสาธารณสุข ล่าสุดได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การเข้าถึงบริการสุขภาพเบื้องต้นเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ลดความจำเป็นในการเดินทางไปยังสถานพยาบาลโดยไม่จำเป็น
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- หมอ AI ประจำบ้าน เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับคัดกรองอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์ เพื่อประเมินความรุนแรงและให้คำแนะนำที่เหมาะสม ช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์
- แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดในโรงพยาบาลและลดระยะเวลารอคอยของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง
- ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน LINE โดยเน้นการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูงสุด เนื่องจากไม่มีการร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลในการประเมินอาการ
- นอกจากการประเมินอาการแล้ว ยังมีบริการเสริม เช่น การให้คำแนะนำในการดูแลตนเอง การเชื่อมต่อกับแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และบริการจัดส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
- การพัฒนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี AI ที่จะเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศ ตั้งแต่การดูแลเชิงป้องกันไปจนถึงการรักษาที่ซับซ้อน
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน วงการสาธารณสุขได้นำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน หนึ่งในนั้นคือแนวคิด ไม่ต้องไปรพ.! หมอ AI ประจำบ้านพร้อมใช้แล้ว ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการช่วยประเมินและคัดกรองอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นด้วยตนเองผ่านช่องทางออนไลน์ บริการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความแออัดในสถานพยาบาล และเป็นเครื่องมือให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสมก่อนตัดสินใจไปโรงพยาบาล
บริการดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถมุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการหนักได้อย่างเต็มที่มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เทคโนโลยีสุขภาพ หรือ Smart Home Health Monitoring รูปแบบนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุขของประเทศ
นิยามใหม่ของการดูแลสุขภาพเบื้องต้น
การเกิดขึ้นของ “หมอ AI” ได้เปลี่ยนมุมมองต่อการดูแลสุขภาพเบื้องต้น จากเดิมที่ต้องพึ่งพาสถานพยาบาลเป็นหลัก มาสู่การประเมินอาการด้วยตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน และส่งเสริมการดูแลเชิงป้องกันมากขึ้น
แพลตฟอร์ม Doctor at Home คืออะไร
แพลตฟอร์ม “Doctor at Home” หรือ หมอ AI ประจำบ้าน คือระบบบริการสุขภาพดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นแกนหลักในการทำงาน โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคัดกรองอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นผ่านการตอบแบบสอบถามทีละขั้นตอน ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงบริการผ่านแอปพลิเคชันสนทนาที่แพร่หลายอย่าง LINE ทำให้สะดวกและไม่ซับซ้อน ระบบถูกพัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้มั่นใจว่าคำแนะนำที่ได้มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัย เป้าหมายหลักของแพลตฟอร์มนี้ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่แพทย์ แต่เป็นการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคัดกรองเบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมว่าอาการที่เป็นอยู่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ทันทีหรือไม่ หรือสามารถดูแลตนเองที่บ้านได้
หลักการทำงานเบื้องหลังความอัจฉริยะ
หัวใจสำคัญของ หมอ AI คืออัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบกระบวนการซักประวัติของแพทย์ โดยระบบจะเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับอาการหลัก จากนั้นจะถามคำถามต่อเนื่องที่เจาะลึกมากขึ้นตามคำตอบที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามา เช่น ระยะเวลาที่มีอาการ ลักษณะของอาการ อาการร่วมอื่นๆ เป็นต้น กระบวนการนี้เรียกว่า “Decision Tree” หรือโครงสร้างการตัดสินใจ ซึ่ง AI จะวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดเพื่อประเมินความเสี่ยงและความรุนแรงของโรค หากพบสัญญาณอันตรายหรืออาการที่บ่งชี้ถึงภาวะฉุกเฉิน ระบบจะแนะนำให้ไปโรงพยาบาลโดยทันที แต่หากประเมินแล้วว่าอาการไม่รุนแรง ระบบก็จะให้คำแนะนำในการดูแลตนเองเบื้องต้น พร้อมข้อมูลสุขภาพที่เข้าใจง่าย
ความปลอดภัยของข้อมูลและการรักษาความเป็นส่วนตัว
หนึ่งในข้อกังวลสำคัญของการใช้บริการดิจิทัลคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล แพลตฟอร์ม Doctor at Home ได้ออกแบบโดยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก โดยมีจุดเด่นคือ การไม่ร้องขอข้อมูลส่วนตัวที่สามารถระบุตัวตนได้ เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์ ในขั้นตอนการประเมินอาการ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้บริการได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลสุขภาพของตนจะรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม นโยบายนี้ช่วยสร้างความไว้วางใจและกระตุ้นให้ประชาชนกล้าที่จะเข้ามาใช้บริการเพื่อตรวจสอบสุขภาพของตนเองมากขึ้น
คุณสมบัติหลักและประโยชน์ที่ได้รับ
แพลตฟอร์ม หมอ AI ประจำบ้าน มาพร้อมกับคุณสมบัติที่หลากหลาย ซึ่งล้วนมุ่งเป้าไปที่การสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ใช้งานและระบบสาธารณสุขโดยรวม ตั้งแต่การคัดกรองที่แม่นยำไปจนถึงบริการเสริมที่ครบวงจร
ระบบคัดกรองอาการที่แม่นยำและเป็นขั้นตอน
คุณสมบัติเด่นที่สุดคือระบบการคัดกรองอาการผ่านแบบสอบถามที่เป็นระบบ AI จะนำผู้ใช้งานผ่านชุดคำถามที่ออกแบบมาอย่างดีเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการประเมิน โดยจะให้ความสำคัญกับการตัดกรองอาการที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตออกไปก่อน หากระบบตรวจพบความเสี่ยง ระบบจะแจ้งเตือนและแนะนำให้ผู้ใช้งานรีบไปพบแพทย์ทันที ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการดูแลตนเองผิดวิธีในกรณีที่มีอาการรุนแรงซ่อนอยู่
คำแนะนำในการดูแลตนเองสำหรับอาการไม่รุนแรง
สำหรับกรณีที่อาการเจ็บป่วยถูกประเมินว่าไม่รุนแรงและไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล แพลตฟอร์มจะให้ข้อมูลและคำแนะนำเบื้องต้นในการดูแลตัวเองที่บ้าน เช่น การพักผ่อน การรับประทานอาหารที่เหมาะสม หรือการใช้ยาสามัญประจำบ้านเบื้องต้น คำแนะนำเหล่านี้ถูกรวบรวมและตรวจสอบโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เป็นข้อมูลที่มีมาตรฐานและเชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังมีการให้ความรู้ด้านสุขภาพในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการดูแลสุขภาพของตนเอง (Health Literacy) ได้ดียิ่งขึ้น
บริการสนับสนุนครบวงจรเพื่อการดูแลที่ต่อเนื่อง
นอกจากการประเมินอาการแล้ว แพลตฟอร์มยังเชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ เพื่อการดูแลที่ครบวงจร สำหรับผู้ใช้งานที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) และอาการเข้าเกณฑ์ที่กำหนด จะสามารถเข้าถึงบริการพบแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) เพื่อปรึกษาแพทย์ได้โดยตรงจากที่บ้าน และหากแพทย์วินิจฉัยว่าจำเป็นต้องใช้ยา ก็จะมี บริการจัดส่งยาถึงบ้าน ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกอย่างมาก โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่เคลื่อนไหวไม่สะดวก
ช่องทางการเข้าถึงที่สะดวกสบายผ่าน LINE
การเลือกใช้แอปพลิเคชัน LINE เป็นช่องทางหลักในการให้บริการ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เนื่องจากเป็นแอปพลิเคชันที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยและใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ผู้ที่ต้องการใช้บริการเพียงแค่เพิ่มเพื่อนผ่านบัญชี @Doctorathome หรือ @nhso และเลือกเมนู “Doctor at Home หมอประจำบ้านอัจฉริยะ” ก็สามารถเริ่มต้นการประเมินอาการได้ทันที ความง่ายในการเข้าถึงนี้ช่วยทลายกำแพงทางเทคโนโลยีและทำให้บริการสุขภาพดิจิทัลเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับทุกคน
เป้าหมายสำคัญของแพลตฟอร์มนี้คือการเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่ขั้นต้น ลดความจำเป็นในการเดินทางไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางการแพทย์ของระบบสุขภาพโดยรวม
การเปรียบเทียบการเข้ารับบริการสุขภาพ
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบกระบวนการเข้ารับบริการสุขภาพแบบดั้งเดิมกับการใช้บริการหมอ AI ประจำบ้านได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณลักษณะ | การไปโรงพยาบาล (แบบดั้งเดิม) | หมอ AI ประจำบ้าน (Doctor at Home) |
|---|---|---|
| การเข้าถึง | ต้องเดินทางไปยังสถานพยาบาล มีข้อจำกัดด้านเวลาทำการ | เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแอปพลิเคชัน LINE |
| ระยะเวลารอคอย | อาจใช้เวลานานในการรอคิวเพื่อพบแพทย์ | เริ่มต้นประเมินอาการได้ทันที ไม่ต้องรอคิว |
| ค่าใช้จ่ายแฝง | มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และอาจเสียรายได้จากการลางาน | ไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมินเบื้องต้น และประหยัดค่าเดินทาง |
| กระบวนการ | ซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยแพทย์ และอาจต้องรอผลตรวจ | ประเมินอาการผ่านการตอบคำถามของ AI และให้คำแนะนำทันที |
| ผลลัพธ์สำหรับอาการไม่รุนแรง | ได้รับยาและคำแนะนำจากแพทย์ | ได้รับคำแนะนำในการดูแลตนเอง หรือเชื่อมต่อ Telemedicine และรับยาที่บ้าน |
| ความเป็นส่วนตัว | ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวในเวชระเบียน | ไม่ต้องให้ข้อมูลส่วนตัวในขั้นตอนการประเมินอาการ |
พื้นที่ให้บริการและกลุ่มเป้าหมายหลัก
แม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง แต่ในช่วงเริ่มต้น การให้บริการของ หมอ AI ประจำบ้าน ยังมีขอบเขตพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง
ขอบเขตพื้นที่ให้บริการในปัจจุบัน
แพลตฟอร์ม Doctor at Home ได้เริ่มต้นนำร่องให้บริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนจะขยายครอบคลุมไปยังจังหวัดปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร และนครปฐม การเลือกพื้นที่เหล่านี้ในช่วงแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบระบบและรองรับประชากรในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นสูงและมักประสบปัญหาความแออัดในโรงพยาบาล ทั้งนี้มีแผนที่จะขยายพื้นที่ให้บริการไปยังจังหวัดอื่นๆ ในอนาคต เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพเบื้องต้นได้อย่างเท่าเทียม
กลุ่มบุคคลที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
แม้ว่าบริการนี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้งานได้ แต่มีบางกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงและชัดเจนเป็นพิเศษ ได้แก่:
- ประชาชนทั่วไปที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย: เช่น เป็นไข้หวัด ปวดศีรษะ ท้องเสียเล็กน้อย ที่ไม่แน่ใจว่าควรไปโรงพยาบาลหรือไม่
- กลุ่มคนวัยทำงาน: ที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและไม่สะดวกที่จะลางานเพื่อไปพบแพทย์สำหรับอาการที่ไม่รุนแรง
- ผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง: สามารถใช้แพลตฟอร์มเพื่อประเมินอาการเบื้องต้นของผู้ที่อยู่ในความดูแล เพื่อตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าจะต้องพาไปโรงพยาบาลหรือไม่
- ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ครอบคลุมบริการ: โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการใช้บริการเสริมอย่าง Telemedicine และการรับยาที่บ้าน
บทบาทที่กว้างขึ้นของ AI ในอุตสาหกรรมการแพทย์
“Doctor at Home” เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้ AI ในวงการแพทย์ ในภาพรวมแล้ว AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายมิติ ตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ
การปฏิวัติการวินิจฉัยโรค
AI มีความสามารถโดดเด่นในการวิเคราะห์ข้อมูลภาพทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อน เช่น ภาพเอกซเรย์, CT Scan หรือ MRI โดยสามารถตรวจจับความผิดปกติหรือร่องรอยของโรคที่อาจมองเห็นได้ยากด้วยตามนุษย์ เช่น การตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้น หรือการวิเคราะห์ความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ สิ่งนี้ช่วยให้รังสีแพทย์และแพทย์เฉพาะทางสามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น
การเร่งกระบวนการพัฒนายาและวัคซีน
ในกระบวนการวิจัยและพัฒนายา AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมและชีวภาพจำนวนมหาศาล เพื่อค้นหาสารประกอบที่มีแนวโน้มจะเป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคเป้าหมายได้รวดเร็วกว่าวิธีการแบบดั้งเดิมหลายเท่า นอกจากนี้ยังสามารถช่วยในการออกแบบการทดลองทางคลินิกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการนำยาใหม่ออกสู่ตลาด
มิติใหม่ของการดูแลผู้ป่วยทางไกลและ Smart Home Health
เทรนด์ของ Smart Home Health หรือการดูแลสุขภาพอัจฉริยะที่บ้าน กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) สามารถตรวจวัดสัญญาณชีพต่างๆ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด และส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังระบบคลาวด์ ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้เพื่อตรวจจับสัญญาณความผิดปกติและแจ้งเตือนไปยังทีมแพทย์หรือผู้ดูแลได้ทันที สิ่งนี้ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังหรือผู้สูงอายุที่บ้านมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการต่อยอดจากแนวคิดของ หมอ AI ที่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นไปสู่ระบบนิเวศการดูแลสุขภาพที่บ้านอย่างเต็มรูปแบบ
มุมมองอนาคตและข้อควรพิจารณา
การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในวงการสุขภาพมีศักยภาพมหาศาล แต่ก็ยังมีความท้าทายและข้อจำกัดที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
ข้อจำกัดที่ควรทราบในการใช้งาน
สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ใช้งานต้องตระหนักคือ หมอ AI ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยจากแพทย์ได้ 100% แพลตฟอร์มนี้เป็นเพียงเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น และไม่สามารถจัดการกับภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ได้ ความแม่นยำของการประเมินผลขึ้นอยู่กับความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้ใช้งานป้อนเข้าไป ดังนั้น หากมีอาการรุนแรง, ไม่แน่ใจในอาการของตนเอง, หรือมีโรคประจำตัวที่ซับซ้อน การไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายโดยตรงยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ทิศทางการพัฒนาในอนาคต
ในอนาคตคาดว่าเทคโนโลยี หมอ AI จะมีการพัฒนาไปอีกมาก อาจมีการผนวกรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ Smart Home Health เข้ากับการประเมินอาการเพื่อเพิ่มความแม่นยำ, การขยายขอบเขตการคัดกรองโรคให้ครอบคลุมอาการที่ซับซ้อนมากขึ้น, และการใช้ AI ช่วยในการวางแผนการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล (Personalized Healthcare) นอกจากนี้ การขยายพื้นที่ให้บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศจะเป็นเป้าหมายสำคัญเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข
สรุปภาพรวม
แพลตฟอร์ม หมอ AI ประจำบ้าน หรือ Doctor at Home นับเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยในปัจจุบันได้อย่างตรงจุด ทั้งในด้านการลดความแออัดของโรงพยาบาล การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร และการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลสุขภาพเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น ด้วยการทำงานผ่านระบบ AI ที่เน้นความสะดวกในการใช้งานและความเป็นส่วนตัว ทำให้บริการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนสามารถประเมินอาการเจ็บป่วยของตนเองได้อย่างมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น
นี่คืออีกหนึ่งย่างก้าวที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสุขภาพ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลชีวิตประจำวัน และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การทำความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในการดูแลสุขภาพเชิงรุกและสร้างสังคมที่มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน