Home » ล้ำ! โดรนบินว่อนส่งของทั่วกรุงเทพแล้ว

ล้ำ! โดรนบินว่อนส่งของทั่วกรุงเทพแล้ว

สารบัญ

แนวคิดเรื่องโดรนส่งของกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีการจราจรหนาแน่น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงมีความซับซ้อนกว่าภาพฝันของการจัดส่งที่รวดเร็วและไร้ขีดจำกัด การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านกฎระเบียบและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

  • การทดสอบโดรนขนส่งเชิงพาณิชย์ในกรุงเทพฯ ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการประยุกต์ใช้กับธุรกิจขนส่งและ E-commerce
  • การปรากฏตัวของโดรนที่ไม่สามารถระบุที่มาได้สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว นำไปสู่การออกมาตรการควบคุมที่เข้มงวดจากภาครัฐ
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกประกาศสำคัญในปี 2568 เพื่อควบคุมการใช้งานโดรน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาบริการโดรนส่งของในประเทศ
  • อนาคตของโดรนส่งของในไทยขึ้นอยู่กับการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีกับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของชาติ
  • ผลกระทบต่อระบบนิเวศการจัดส่งสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานขับขี่หรือไรเดอร์ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาในระยะยาว เมื่อเทคโนโลยีนี้มีความพร้อมใช้งานในวงกว้าง

ภาพรวมสถานการณ์โดรนส่งของในปัจจุบัน

วลีที่ว่า ล้ำ! โดรนบินว่อนส่งของทั่วกรุงเทพแล้ว ได้จุดประกายความสนใจและจินตนาการถึงอนาคตของธุรกิจเดลิเวอรี่ในประเทศไทยอย่างมาก ภาพของอากาศยานไร้คนขับที่บินส่งสินค้าและอาหารได้อย่างรวดเร็วภายใน 15 นาที กลายเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี 2568 ที่หลายคนคาดหวัง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ ณ ปลายปี 2568 ความจริงที่เกิดขึ้นนั้นมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ การพัฒนาเทคโนโลยีโดรนส่งของในกรุงเทพฯ เป็นการเดินทางที่ผสมผสานระหว่างการทดลองที่ประสบความสำเร็จในเชิงเทคนิค กับอุปสรรคด้านกฎระเบียบและความปลอดภัยที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

ความสำคัญของเทคโนโลยีโดรนส่งของทวีความรุนแรงขึ้นในบริบทของเมืองใหญ่ที่มีปัญหาการจราจรติดขัดอย่างกรุงเทพมหานคร การขนส่งทางอากาศเฉพาะจุดสามารถลดระยะเวลาและต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อธุรกิจ E-commerce และบริการจัดส่งด่วน อย่างไรก็ตาม การจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานจริงได้อย่างแพร่หลายนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยี, ภาคธุรกิจ, และหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ เพื่อสร้างกรอบการทำงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน ตั้งแต่การทดสอบนำร่องไปจนถึงข้อจำกัดทางกฎหมาย จึงเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินทิศทางและอนาคตของนวัตกรรมการขนส่งนี้ในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นยุคใหม่: การทดสอบโดรนขนส่งเชิงพาณิชย์

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของการขนส่งทางอากาศในเมืองได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย แม้จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่การสาธิตและทดสอบโดรนขนส่งสินค้าได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่สามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และ E-commerce ได้ การทดสอบเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการปูทางไปสู่การสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบที่จำเป็นสำหรับการใช้งานในอนาคต

กรณีศึกษา: ซิสทรอนิกส์กับ DJI FlyCart 30

เหตุการณ์สำคัญที่ถือเป็นก้าวแรกของการนำโดรนขนส่งมาใช้งานอย่างจริงจังในกรุงเทพฯ คือการสาธิตการบินของโดรนรุ่น DJI FlyCart 30 โดยบริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 การทดสอบครั้งนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการบินโดรนขนส่งที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัมใจกลางกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก และดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ทั้งการขึ้นทะเบียนโดรนและนักบิน ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของหน่วยงานกำกับดูแล

ในการสาธิตดังกล่าว โดรนได้ทำการขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในภารกิจที่มีความสำคัญและต้องการความรวดเร็วเป็นพิเศษ เช่น การส่งเวชภัณฑ์ไปยังโรงพยาบาลหรือพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก การทดสอบนี้ไม่เพียงพิสูจน์ความสามารถของตัวโดรน แต่ยังเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการขนส่งภายในเมืองอย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับยุคใหม่ของการขนส่งทางอากาศ

นัยสำคัญของการทดสอบต่อธุรกิจเดลิเวอรี่

ความสำเร็จของการทดสอบโดยซิสทรอนิกส์ได้ส่งสัญญาณบวกไปยังภาคธุรกิจ E-commerce และธุรกิจเดลิเวอรี่ในประเทศไทย มันแสดงให้เห็นว่าอุปสรรคทางเทคนิคในการใช้โดรนขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักมากในสภาพแวดล้อมของเมืองใหญ่สามารถก้าวข้ามได้ หากมีการวางแผนและการจัดการที่ดี การขนส่งทางอากาศมีศักยภาพในการแก้ปัญหาคอขวดของระบบโลจิสติกส์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดส่งสินค้าใน “ไมล์สุดท้าย” (Last-mile delivery) ที่มักประสบปัญหาจากสภาพการจราจร

การทดสอบโดรนขนส่งที่ถูกกฎหมายครั้งแรกในกรุงเทพฯ ถือเป็นการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ สำหรับการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือต้องการความเร่งด่วน เช่น อุปกรณ์การแพทย์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าพรีเมียม

อย่างไรก็ตาม การทดสอบเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เส้นทางสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก ทั้งในด้านการขยายพื้นที่ให้บริการ การจัดการฝูงบินโดรนจำนวนมาก และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับสาธารณชนและหน่วยงานภาครัฐ

ปรากฏการณ์โดรนปริศนา: ความท้าทายด้านความปลอดภัยที่มองไม่เห็น

ปรากฏการณ์โดรนปริศนา: ความท้าทายด้านความปลอดภัยที่มองไม่เห็น

ในขณะที่การพัฒนาโดรนขนส่งเชิงพาณิชย์กำลังดำเนินไปในทิศทางที่น่าพอใจ ประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการปรากฏตัวของโดรนจำนวนมากที่ไม่สามารถระบุที่มาและวัตถุประสงค์ได้ ปรากฏการณ์นี้ได้สร้างความกังวลอย่างกว้างขวางและกลายเป็นความท้าทายสำคัญต่อความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของชาติ

การปรากฏตัวของอากาศยานไร้คนขับที่ไม่ระบุที่มา

มีรายงานการพบเห็นโดรนจำนวนมากบินว่อนในหลายพื้นที่ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง เช่น ฉะเชิงเทรา และปากช่อง โดรนเหล่านี้มีลักษณะแตกต่างจากโดรนที่ใช้งานทั่วไป โดยบางลำมีการติดตั้งกล้องและระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งที่ซับซ้อน แต่กลับไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับเจ้าของหรือวัตถุประสงค์ในการบิน ทำให้เกิดคำถามขึ้นในหมู่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ว่าโดรนเหล่านี้เป็นโดรนส่งของจากบริษัทเอกชนที่ทดสอบระบบ หรือเป็นโดรนที่มีเจตนาอื่นแอบแฝง

การที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ควบคุมโดรนเหล่านี้ได้สร้างความเสี่ยงในหลายมิติ ตั้งแต่การละเมิดความเป็นส่วนตัวจากการบันทึกภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต ไปจนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหากโดรนเหล่านี้ทำงานผิดพลาดและตกลงในพื้นที่ชุมชนหรือสถานที่สำคัญ การขาดการควบคุมและตรวจสอบย้อนกลับทำให้การจัดการกับปัญหาโดรนปริศนาเป็นไปได้ยาก และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีโดรนโดยรวม

ผลกระทบต่อความมั่นคงและการบินพลเรือน

สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการตรวจพบโดรนบินในลักษณะผิดปกติใกล้พื้นที่อ่อนไหว เช่น บริเวณกองบิน 21 จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเขตความมั่นคงที่สำคัญ เหตุการณ์นี้ได้ยกระดับปัญหาจากความกังวลของประชาชนไปสู่ประเด็นความมั่นคงของประเทศ การบินของโดรนที่ไม่ได้รับอนุญาตในบริเวณใกล้เคียงสนามบินหรือเขตทหารถือเป็นการคุกคามโดยตรงต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือนและการปฏิบัติการทางทหาร

เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นช่องโหว่ในการควบคุมและกำกับดูแลห้วงอากาศของประเทศ และเป็นปัจจัยเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทบทวนมาตรการที่มีอยู่และพิจารณาบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากอากาศยานไร้คนขับที่ไม่ประสงค์ดีหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

มาตรการควบคุมเข้ม: เมื่อ กพท. ประกาศห้ามบินโดรน

จากความกังวลด้านความปลอดภัยที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการปรากฏตัวของโดรนปริศนาและเหตุการณ์ในพื้นที่อ่อนไหว ในที่สุดหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินของประเทศก็ได้ออกมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อควบคุมสถานการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีโดรน

รายละเอียดและขอบเขตของประกาศฉบับปี 2568

ในช่วงต้นปี 2568 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกประกาศฉุกเฉินสั่งห้ามการบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศเป็นการชั่วคราว มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อปัญหาโดรนผิดปกติที่ตรวจพบในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตความมั่นคง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงทั้งหมด รวมถึงทบทวนกรอบกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานโดรนในปัจจุบัน

ประกาศฉบับนี้มีขอบเขตครอบคลุมการใช้งานโดรนทุกรูปแบบ ตั้งแต่การใช้งานเพื่อการสันทนาการ การถ่ายภาพ ไปจนถึงการทดสอบเพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ ซึ่งหมายความว่าแผนการพัฒนาและทดสอบบริการโดรนส่งของของภาคเอกชนต้องหยุดชะงักลงทันที การบังคับใช้มาตรการที่ครอบคลุมในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความมั่นคงเป็นอันดับแรก แม้จะต้องแลกมาด้วยการชะลอตัวของนวัตกรรมก็ตาม

ผลกระทบต่อธุรกิจ E-commerce และอนาคตธุรกิจเดลิเวอรี่

การประกาศห้ามบินโดรนส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการลงทุนและพัฒนาของบริษัทเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม E-commerce ที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำโดรนมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งสินค้า โครงการนำร่องต่างๆ ต้องถูกระงับ และแผนการเปิดตัวบริการเชิงพาณิชย์ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่สำคัญที่สุด ทำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบอีกครั้ง

ในระยะยาว มาตรการนี้อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในด้านนวัตกรรมโลจิสติกส์ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มากกว่า อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกมุมหนึ่ง ช่วงเวลาที่การพัฒนาหยุดชะงักนี้อาจเป็นโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้กลับมาทบทวนและร่วมกันออกแบบระบบนิเวศการบินโดรนที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงมิติทางเทคนิค กฎหมาย และสังคมไปพร้อมกัน เพื่อให้การกลับมาของเทคโนโลยีโดรนในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เปรียบเทียบศักยภาพโดรน: จากกรุงเทพฯ สู่เวทีโลก

เพื่อทำความเข้าใจบริบทของเทคโนโลยีโดรนในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น การเปรียบเทียบโดรนประเภทต่างๆ ที่ถูกกล่าวถึง ทั้งที่ใช้งานในการทดสอบในประเทศ และที่ให้บริการเชิงพาณิชย์ในต่างประเทศ จะช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างของศักยภาพและวัตถุประสงค์การใช้งานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ตารางเปรียบเทียบคุณลักษณะและวัตถุประสงค์ของโดรนประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในประเทศไทยและบริการในต่างประเทศ
คุณสมบัติ DJI FlyCart 30 (ทดสอบในไทย) Amazon Prime Air (บริการในต่างประเทศ) โดรนปริศนา (พบในไทย)
น้ำหนักบรรทุก (Payload) มากกว่า 25 กิโลกรัม ไม่เกิน 2.3 กิโลกรัม ไม่ทราบแน่ชัด
วัตถุประสงค์หลัก ขนส่งเชิงพาณิชย์และภารกิจเฉพาะทาง (เช่น การแพทย์) เน้นของหนัก จัดส่งสินค้า E-commerce ขนาดเล็กและน้ำหนักเบาให้ผู้บริโภคโดยตรง ไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เป็นประเด็นด้านความปลอดภัย
สถานะทางกฎหมาย มีการขึ้นทะเบียนและขออนุญาตบินทดสอบอย่างถูกต้อง ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ที่กำหนด ผิดกฎหมาย เนื่องจากไม่สามารถระบุตัวตนและไม่ได้รับอนุญาต
ลักษณะการใช้งาน การขนส่งระหว่างจุด (Point-to-Point) สำหรับภาคธุรกิจ (B2B) การจัดส่งถึงหน้าบ้านผู้บริโภค (B2C) ในระยะทางสั้นๆ การบินสำรวจหรือลาดตระเวนในพื้นที่ต่างๆ โดยไม่ทราบเจตนา

จากตารางจะเห็นได้ว่า โดรนที่ถูกนำมาทดสอบในไทยอย่างเป็นทางการมุ่งเน้นไปที่การขนส่งสินค้าหนักสำหรับภาคธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากโมเดลของ Amazon ที่เน้นการส่งของชิ้นเล็กๆ ให้กับผู้บริโภคโดยตรง ในขณะที่โดรนปริศนาที่พบเห็นนั้นอยู่นอกกรอบของการใช้งานทั้งสองแบบ และกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความซับซ้อนให้กับภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบของไทย

อนาคตของไรเดอร์และสมดุลของระบบนิเวศการจัดส่ง

การเข้ามาของเทคโนโลยีโดรนส่งของย่อมทำให้เกิดคำถามถึงผลกระทบต่อกลุ่มพนักงานขับขี่ หรือ “ไรเดอร์” ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของธุรกิจเดลิเวอรี่ในปัจจุบัน มีความกังวลว่าโดรนอาจเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์และทำให้ไรเดอร์จำนวนมากต้องตกงาน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากศักยภาพและข้อจำกัดของเทคโนโลยีในปัจจุบัน แนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในระยะกลางคือการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับโดรน มากกว่าการทดแทนกันโดยสิ้นเชิง

โดรนมีข้อได้เปรียบในด้านความเร็วและการเดินทางข้ามอุปสรรคทางกายภาพ จึงเหมาะสำหรับการขนส่งระหว่างศูนย์กระจายสินค้า (Hub-to-Hub) หรือการขนส่งข้ามเขตที่การจราจรติดขัด ในทางกลับกัน ไรเดอร์ยังคงมีความยืดหยุ่นและความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนในการจัดส่งถึงหน้าประตูบ้านหรืออาคารสำนักงานได้ดีกว่า เช่น การติดต่อกับผู้รับ การหาห้องพักในคอนโดมิเนียม หรือการจัดการกับพัสดุที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

ดังนั้น โมเดลที่เป็นไปได้ในอนาคตคือระบบผสมผสาน (Hybrid Model) ที่โดรนทำหน้าที่ขนส่งสินค้าระยะไกลมายังจุดพักหรือศูนย์กระจายสินค้าย่อยในแต่ละพื้นที่ จากนั้นไรเดอร์จะทำหน้าที่รับช่วงต่อในการจัดส่งสินค้าในไมล์สุดท้ายไปยังผู้รับแต่ละราย โมเดลนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ ลดเวลาการจัดส่ง และยังคงรักษาบทบาทของไรเดอร์ในระบบนิเวศไว้ได้ อย่างไรก็ดี ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่การใช้โดรนเชิงพาณิชย์ยังไม่เกิดขึ้นจริง ผลกระทบต่อกลุ่มไรเดอร์จึงยังไม่เกิดขึ้น และอาชีพนี้ยังคงเป็นกลไกหลักของอุตสาหกรรมเดลิเวอรี่ต่อไปในระยะใกล้นี้

สรุป: ทิศทางของเทคโนโลยีโดรนส่งของในประเทศไทย

สรุปแล้ว ภาพของโดรนที่บินส่งของว่อนทั่วกรุงเทพฯ นั้นยังคงเป็นภาพอนาคตที่ต้องใช้เวลาในการไปให้ถึง แม้ว่าจะมีการทดสอบที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง แต่เส้นทางสู่การใช้งานจริงในวงกว้างกลับต้องหยุดชะงักลงด้วยความท้าทายด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์โดรนปริศนา ซึ่งนำไปสู่การออกมาตรการควบคุมที่เข้มงวดจากภาครัฐในปี 2568

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ อนาคตของเทคโนโลยีโดรนส่งของในประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของทุกภาคส่วนในการร่วมกันพัฒนากรอบกฎหมายและมาตรฐานการปฏิบัติงานที่รัดกุม สามารถแยกแยะระหว่างการใช้งานที่ถูกกฎหมายและเป็นประโยชน์ออกจากการใช้งานที่เป็นภัยคุกคามได้ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและยั่งยืนจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของโดรนให้สามารถเข้ามาปฏิวัติวงการโลจิสติกส์และ E-commerce ของไทยได้อย่างแท้จริงในวันข้างหน้า