Home » เงินสดจะหายไป! รับมืออย่างไรเมื่อไทยใช้เงินบาทดิจิทัล

เงินสดจะหายไป! รับมืออย่างไรเมื่อไทยใช้เงินบาทดิจิทัล

สารบัญ

การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดกำลังเป็นวาระสำคัญในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังศึกษาและพัฒนา “เงินบาทดิจิทัล” หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) อย่างจริงจัง ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบการชำระเงินของประเทศครั้งใหญ่ในอนาคต

ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเงินบาทดิจิทัล

  • เงินบาทดิจิทัลเป็นสกุลเงินที่ออกโดยธนาคารกลาง มีมูลค่าเทียบเท่าเงินสด 1:1 และทำงานบนเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อความปลอดภัยและโปร่งใส
  • การมาถึงของเงินบาทดิจิทัลมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทางเลือกในการชำระเงิน ลดต้นทุนการจัดการเงินสด และเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายภาครัฐ
  • ประชาชนและภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและเรียนรู้การใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมได้อย่างราบรื่นในสังคมไร้เงินสด
  • ความท้าทายที่สำคัญคือการสร้างความเข้าใจและทักษะทางดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มที่อาจเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี
  • ธนาคารแห่งประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการทดสอบและรวบรวมข้อมูล เพื่อกำหนดแนวทางการใช้งานที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศก่อนนำมาใช้จริงในวงกว้าง

เผยแพร่เมื่อ: 8 กันยายน 2568

บทนำสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของระบบการเงินไทย

ประเด็นที่ว่า เงินสดจะหายไป! รับมืออย่างไรเมื่อไทยใช้เงินบาทดิจิทัล ได้กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง การพัฒนานี้ไม่ใช่เพียงกระแสเทคโนโลยี แต่เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังขับเคลื่อนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ การเกิดขึ้นของเงินบาทดิจิทัล หรือที่รู้จักในชื่อสากลว่า Central Bank Digital Currency (CBDC) ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการดำเนินธุรกิจของคนไทยทุกคนในระยะยาว การทำความเข้าใจถึงหลักการทำงาน ผลกระทบ และแนวทางการเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากความต้องการพัฒนาระบบการเงินให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเท่าทันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น การลดการพึ่งพาเงินสดในรูปแบบธนบัตรและเหรียญกษาปณ์จะช่วยลดต้นทุนมหาศาลในการพิมพ์ จัดเก็บ และขนส่ง ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินและการคลังได้อย่างตรงจุดและวัดผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กลุ่มเป้าหมายที่ต้องให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้ครอบคลุมตั้งแต่ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ทุกภาคส่วนล้วนมีบทบาทในการปรับตัวเพื่อรองรับระบบนิเวศทางการเงินใหม่ที่จะเกิดขึ้น

เจาะลึก: เงินบาทดิจิทัล (CBDC) คืออะไร?

นิยามและหลักการทำงานพื้นฐาน

เงินบาทดิจิทัล (Retail CBDC) คือ สกุลเงินในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งถือเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเช่นเดียวกับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ใช้กันในปัจจุบัน จุดเด่นที่สำคัญคือมีมูลค่าเทียบเท่าเงินบาทปกติในอัตรา 1:1 เสมอ โดยมีสินทรัพย์ของธนาคารกลางหนุนหลัง ทำให้มีความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพสูงสุด แตกต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น

หลักการทำงานของเงินบาทดิจิทัลนั้นอาศัยเทคโนโลยีการประมวลผลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology: DLT) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “บล็อกเชน” (Blockchain) เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การทำธุรกรรมมีความปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้สูง ผู้ใช้งานจะสามารถทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่เชื่อมต่อกับระบบกลางที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. การแลกเปลี่ยนจากเงินสดหรือเงินในบัญชีธนาคารมาเป็นเงินบาทดิจิทัล จะสามารถทำได้ผ่านช่องทางของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ

เปรียบเทียบเงินบาทดิจิทัลกับเงินรูปแบบอื่น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติของเงินบาทดิจิทัลกับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่คุ้นเคยกันดี และคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) จะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างที่สำคัญได้

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างเงินบาทดิจิทัล เงินอิเล็กทรอนิกส์ และคริปโทเคอร์เรนซี
คุณสมบัติ เงินบาทดิจิทัล (CBDC) เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) คริปโทเคอร์เรนซี
ผู้ออก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภาคเอกชนที่ได้รับใบอนุญาต ระบบกระจายศูนย์ (ไม่มีผู้ออกกลาง)
สถานะทางกฎหมาย เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ไม่ใช่เงิน แต่เป็นมูลค่าเงินที่บันทึกไว้ ไม่ใช่เงิน ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
เสถียรภาพของมูลค่า มีเสถียรภาพสูง (1:1 กับเงินบาท) มีเสถียรภาพสูง (เทียบเท่าเงินบาท) มีความผันผวนสูงมาก
ความเสี่ยง ความเสี่ยงต่ำที่สุด (หนุนโดยธนาคารกลาง) ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของผู้ออก ความเสี่ยงด้านราคาและเทคโนโลยีสูง
เทคโนโลยีพื้นฐาน บล็อกเชน (DLT) ระบบคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ บล็อกเชน (DLT)

ผลกระทบของการมาถึงของเงินบาทดิจิทัล

ผลกระทบของการมาถึงของเงินบาทดิจิทัล

ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้จะสร้างประโยชน์ในหลายมิติ ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับประเทศ ดังนี้

  • เพิ่มทางเลือกและลดการพึ่งพิงภาคเอกชน: ประชาชนและธุรกิจจะมีช่องทางการชำระเงินดิจิทัลที่ออกโดยรัฐ ซึ่งมีความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสูงสุด เป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากบริการของภาคเอกชน และช่วยลดความเสี่ยงจากการผูกขาดตลาดของผู้ให้บริการรายใหญ่
  • ลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด: ระบบเศรษฐกิจโดยรวมจะสามารถประหยัดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์ การจัดเก็บ การขนส่ง และการทำลายธนบัตร ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่มีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี
  • เพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายภาครัฐ: รัฐบาลสามารถส่งผ่านนโยบายความช่วยเหลือหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปยังประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง รวดเร็ว และแม่นยำขึ้น ผ่านระบบเงินบาทดิจิทัล ซึ่งช่วยลดการรั่วไหลและสามารถติดตามประสิทธิผลของนโยบายได้ดีขึ้น
  • ส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน: การมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่ทันสมัยจากภาครัฐ จะเป็นรากฐานสำคัญให้ภาคเอกชนสามารถพัฒนาบริการและนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ (FinTech) ต่อไปได้

ความท้าทายและการปรับตัวที่ต้องเผชิญ

แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดก็มาพร้อมกับความท้าทายที่ต้องมีการวางแผนรับมืออย่างรอบคอบ ประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” (Digital Divide) ซึ่งกลุ่มประชากรบางส่วน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ขาดทักษะด้านเทคโนโลยี อาจประสบปัญหาในการเข้าถึงและใช้งานระบบชำระเงินดิจิทัล การสร้างความรู้ความเข้าใจและออกแบบระบบที่ใช้งานง่ายสำหรับทุกคนจึงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กและพ่อค้าแม่ค้า จำเป็นต้องลงทุนในอุปกรณ์และเรียนรู้ระบบการรับชำระเงินแบบใหม่ ซึ่งอาจเป็นภาระในช่วงแรก การสนับสนุนจากภาครัฐและสถาบันการเงินในการให้ความรู้และลดอุปสรรคในการเข้าถึงเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เงินสดจะหายไป! รับมืออย่างไรเมื่อไทยใช้เงินบาทดิจิทัล

การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกภาคส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุด

แนวทางสำหรับประชาชนทั่วไป

สำหรับประชาชนทั่วไป การเตรียมตัวสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการสร้างความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมดิจิทัลในปัจจุบัน เช่น การใช้ Mobile Banking หรือแอปพลิเคชัน e-Wallet เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ การทำความเข้าใจพื้นฐานเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม การไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และการสังเกตกลโกงออนไลน์ เป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล การเปิดใจเรียนรู้และติดตามข่าวสารจากช่องทางที่น่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงิน จะช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ได้อย่างมั่นใจเมื่อถึงเวลา

แนวทางสำหรับผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ

ผู้ประกอบการควรเริ่มศึกษาและวางแผนการนำระบบรับชำระเงินดิจิทัลเข้ามาใช้ในธุรกิจ ตั้งแต่การติดตั้งเครื่องรับชำระเงิน (EDC) หรือการใช้ QR Code Payment ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ นอกจากนี้ การปรับปรุงระบบบัญชีให้รองรับการกระทบยอดธุรกรรมดิจิทัลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดในการบริหารจัดการทางการเงิน ในอนาคตเมื่อเงินบาทดิจิทัลถูกนำมาใช้จริง การมีระบบที่พร้อมรองรับจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปได้ทันท่วงที

การสนับสนุนผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง

การเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภาครัฐและสถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในการออกแบบโครงการให้ความรู้และจัดอบรมทักษะดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี การพัฒนาระบบหรือแอปพลิเคชันที่มีส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User Interface) ที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย และมีฟังก์ชันช่วยเหลือที่เข้าถึงได้สะดวก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างทางดิจิทัลและสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งานทุกกลุ่มสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไร้เงินสดได้อย่างเท่าเทียม

เทคโนโลยีและความปลอดภัยเบื้องหลังเงินบาทดิจิทัล

บทบาทสำคัญของเทคโนโลยีบล็อกเชน

หัวใจของเงินบาทดิจิทัลคือการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือ Distributed Ledger Technology (DLT) ซึ่งเป็นระบบการบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ แทนที่จะเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ที่เซิร์ฟเวอร์กลางแห่งเดียว ข้อมูลธุรกรรมจะถูกคัดลอกและจัดเก็บในเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายๆ แห่งพร้อมกัน ทำให้การปลอมแปลงหรือแก้ไขข้อมูลทำได้ยากมาก คุณสมบัตินี้ช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบการชำระเงินได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยให้ระบบมีความทนทานสูง สามารถทำงานต่อไปได้แม้คอมพิวเตอร์บางส่วนในเครือข่ายจะขัดข้อง

มาตรการสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นส่วนตัว

ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานเป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดในการออกแบบเงินบาทดิจิทัล ข้อมูลธุรกรรมจะถูกเข้ารหัสเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ การออกแบบระบบยังคำนึงถึงการป้องกันการผูกขาดและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในทางที่ไม่เหมาะสมโดยผู้ให้บริการภาคเอกชนบางราย ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการพัฒนา CBDC เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกทางการเงินดิจิทัลที่เป็นกลางและปลอดภัยภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลาง

อนาคตและทิศทางการพัฒนาระบบการเงินของไทย

สถานะโครงการทดสอบและการพัฒนาในปัจจุบัน

ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพัฒนา โดยได้มีการจัดทำโครงการทดสอบ (Pilot Test) การใช้งาน Retail CBDC ในวงจำกัด เพื่อประเมินประสิทธิภาพของเทคโนโลยี วิเคราะห์ผลกระทบในเชิงลึกต่อระบบเศรษฐกิจการเงิน และที่สำคัญคือการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน ข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากโครงการทดสอบเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงและกำหนดแนวทางการนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้งานจริงในวงกว้างต่อไปในอนาคต

วิสัยทัศน์สู่สังคมไร้เงินสดอย่างยั่งยืน

แม้ว่าเงินสดจะยังคงมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่แนวโน้มของโลกกำลังมุ่งสู่สังคมไร้เงินสดอย่างชัดเจน วิสัยทัศน์ของประเทศไทยคือการมีระบบนิเวศทางการชำระเงินที่หลากหลาย มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ซึ่งเงินบาทดิจิทัลจะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายนั้น การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลิกใช้เงินสด แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต สร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

บทสรุปและแนวทางการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเงินบาทดิจิทัลและการก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบเป็นการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการลดต้นทุน แม้จะมีความท้าทายในเรื่องการปรับตัวและการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยี แต่ด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบและการเตรียมความพร้อมที่ดีจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

ดังนั้น การเริ่มต้นศึกษา ทำความเข้าใจ และเปิดรับเทคโนโลยีการชำระเงินดิจิทัลตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่นและใช้ประโยชน์สูงสุดจากระบบการเงินแห่งอนาคตที่กำลังจะมาถึง