ศาลใช้ AI ‘อ่านสำนวน’ ลดคดีล้นศาล
- จุดเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรมไทย: เมื่อ AI ก้าวสู่การพิจารณาคดี
- เบื้องหลังเทคโนโลยี: AI ทำงานอย่างไรในสำนวนคดี
- โครงการ ‘ดุลพาห AI’: ก้าวสำคัญของศาลยุติธรรมไทย
- จากศาลยุคเก่าสู่ศาลอัจฉริยะ: วิสัยทัศน์และเป้าหมายในอนาคต
- ความท้าทายและข้อควรพิจารณาทางจริยธรรม
- ทิศทางของกฎหมาย AI ในระดับสากล
- สรุป: อนาคตกระบวนการยุติธรรมไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์
การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการยุติธรรมของไทยได้กลายเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านปริมาณคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การนำร่องใช้เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาระบบศาลให้มีความทันสมัยและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับประชาชน
- ปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์และสรุปสำนวนคดีโดยอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาในการพิจารณาคดีได้อย่างมีนัยสำคัญ
- เทคโนโลยีหลักที่ใช้ประกอบด้วย การแปลงเสียงเป็นข้อความ (Speech to Text), การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และการรู้จำอักขระด้วยแสง (OCR) เพื่อจัดการข้อมูลทั้งในรูปแบบเสียงและเอกสาร
- เป้าหมายระยะยาวคือการสร้างระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบและพัฒนาไปสู่การเป็น “ศาลอัจฉริยะ” (Smart Court) ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการอำนวยความยุติธรรม
- แม้จะมีประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังคงมีความท้าทายในประเด็นด้านความถูกต้อง อคติของ AI และการรักษาบทบาทการตัดสินใจของมนุษย์ในกระบวนการยุติธรรม
การที่ศาลใช้ AI ‘อ่านสำนวน’ ลดคดีล้นศาล ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูประบบงานยุติธรรมในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาคดีสะสมที่มีมายาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความล่าช้าในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน การนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลในสำนวนคดี ไม่ว่าจะเป็นคำให้การของพยาน หลักฐานเอกสาร หรือบันทึกการพิจารณาคดี จะช่วยให้ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงประเด็นสำคัญได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการนำนวัตกรรมมาใช้ แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับกระบวนการยุติธรรมให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล
จุดเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรมไทย: เมื่อ AI ก้าวสู่การพิจารณาคดี
ปัญหา “คดีล้นศาล” เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของระบบยุติธรรมไทยมานานหลายทศวรรษ ปริมาณคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลมีจำนวนมากกว่าบุคลากรและทรัพยากรที่มีอยู่ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดี กระทบต่อสิทธิของคู่ความในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สำนักงานศาลยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้เริ่มศึกษาและนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีศักยภาพในการจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2563 โดยสำนักงานศาลปกครองได้ริเริ่มความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการพัฒนาและนำร่องใช้ AI เพื่อช่วยในงานธุรการคดี ความร่วมมือนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การลดปริมาณงานเอกสาร แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างต้นแบบของระบบงานศาลยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์โดยตรงคือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ศาล และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนคู่ความ ที่จะได้รับบริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เบื้องหลังเทคโนโลยี: AI ทำงานอย่างไรในสำนวนคดี
การที่ AI สามารถ “อ่าน” และ “สรุป” สำนวนคดีได้นั้น อาศัยการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีหลายแขนง เพื่อแปลงข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างจากเอกสารและไฟล์เสียงให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เทคโนโลยีเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยย่อยข้อมูลมหาศาลให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
การแปลงเสียงเป็นข้อความ (Speech to Text)
ในกระบวนพิจารณาคดี มีการบันทึกเสียงคำเบิกความของพยาน การไต่สวน และการสืบพยานต่างๆ เป็นจำนวนมาก ในอดีต การถอดความจากไฟล์เสียงเหล่านี้ต้องใช้เจ้าหน้าที่ในการพิมพ์ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย เทคโนโลยี Speech to Text เข้ามาปฏิวัติขั้นตอนนี้โดยสิ้นเชิง ระบบ AI จะรับฟังไฟล์เสียงและแปลงออกมาเป็นข้อความโดยอัตโนมัติด้วยความรวดเร็วและความแม่นยำสูง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ แต่ยังทำให้ข้อมูลคำให้การอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่พร้อมสำหรับการวิเคราะห์ในขั้นตอนต่อไปได้ทันที
การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP): หัวใจของการ ‘อ่านสำนวน’
เทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ หรือ Natural Language Processing (NLP) คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ AI สามารถ “เข้าใจ” เนื้อหาในสำนวนคดีได้ หลังจากที่ข้อมูลทั้งหมดถูกแปลงเป็นข้อความดิจิทัลแล้ว NLP จะทำหน้าที่วิเคราะห์โครงสร้างประโยค ความหมายของคำศัพท์ และบริบททางกฎหมายที่ซับซ้อน ความสามารถของ NLP ในบริบทของศาลยุติธรรม ได้แก่:
- การสรุปความ (Summarization): AI สามารถอ่านเอกสารหลายร้อยหน้าและสรุปประเด็นสำคัญของแต่ละฝ่าย เช่น คำฟ้อง คำให้การสู้คดี หรือข้อโต้แย้งหลักๆ ออกมาเป็นย่อหน้าที่กระชับ
- การสกัดข้อมูล (Information Extraction): ระบบสามารถดึงข้อมูลสำคัญที่ระบุไว้ล่วงหน้า เช่น ชื่อบุคคล สถานที่ วันเวลาที่เกิดเหตุ หรือจำนวนเงินที่เรียกร้องค่าเสียหาย ออกมาจากเอกสารโดยอัตโนมัติ
- การวิเคราะห์ความเชื่อมโยง (Entity Recognition): AI สามารถระบุและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ปรากฏในสำนวน ช่วยให้ผู้พิพากษามองเห็นภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความและพยานได้ชัดเจนขึ้น
เทคโนโลยีนี้ช่วยลดเวลาที่ผู้พิพากษาต้องใช้ในการอ่านเอกสารจำนวนมาก ทำให้สามารถมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ประเด็นข้อกฎหมายและการใช้ดุลพินิจได้อย่างเต็มที่
การรู้จำอักขระด้วยแสง (OCR): เปลี่ยนกองกระดาษสู่ข้อมูลดิจิทัล
ก่อนที่ NLP จะทำงานได้ ข้อมูลต้องอยู่ในรูปแบบดิจิทัลเสียก่อน แต่สำนวนคดีจำนวนมากยังคงอยู่ในรูปแบบของเอกสารกระดาษ เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกอนาล็อกและดิจิทัล ระบบ OCR จะทำการสแกนเอกสารกระดาษและแปลงภาพของตัวอักษรให้กลายเป็นไฟล์ข้อความที่คอมพิวเตอร์สามารถแก้ไข ค้นหา และนำไปประมวลผลต่อได้ การนำ OCR มาใช้ทำให้กองเอกสารสำนวนคดีขนาดใหญ่สามารถถูกแปลงเป็นดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสร้างระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์
โครงการ ‘ดุลพาห AI’: ก้าวสำคัญของศาลยุติธรรมไทย
หนึ่งในโครงการนำร่องที่สะท้อนให้เห็นถึงการนำ AI มาใช้อย่างเป็นรูปธรรมคือ “ดุลพาห AI” ซึ่งเป็นโครงการที่ศาลยุติธรรมพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์และสรุปสำนวนคดีโดยเฉพาะ ชื่อ “ดุลพาห” ซึ่งหมายถึงแขนแห่งความยุติธรรม สะท้อนถึงเป้าหมายของโครงการที่ต้องการให้ AI เป็นเครื่องมือหรือ “แขน” ที่ช่วยเสริมการทำงานของผู้พิพากษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ปัญญาประดิษฐ์ในโครงการ ‘ดุลพาห AI’ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ตัดสินคดีแทนมนุษย์ แต่เพื่อเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่สามารถจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ช่วยให้ผู้พิพากษามีเวลามากขึ้นในการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ซับซ้อน เพื่อนำไปสู่คำพิพากษาที่มีคุณภาพและเป็นธรรม
หลักการทำงานของดุลพาห AI คือการนำสำนวนคดีที่ถูกแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลแล้วเข้าสู่ระบบ จากนั้น AI จะใช้เทคนิค NLP ในการวิเคราะห์เนื้อหาทั้งหมดเพื่อสรุปประเด็นสำคัญ จัดลำดับเหตุการณ์ และระบุพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับแต่ละประเด็น ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นรายงานสรุปที่กระชับและเป็นระบบ ช่วยให้ผู้พิพากษาสามารถทำความเข้าใจภาพรวมของคดีได้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียดของสำนวนฉบับเต็ม โครงการนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ากับกระบวนการพิจารณาคดีหลัก และเป็นต้นแบบสำหรับการขยายผลไปยังศาลอื่นๆ ทั่วประเทศในอนาคต
| ขั้นตอน | กระบวนการแบบดั้งเดิม | กระบวนการที่ใช้ AI ช่วย |
|---|---|---|
| การจัดการเอกสาร | จัดการเอกสารกระดาษเป็นหลัก ค้นหาข้อมูลได้ยากและใช้เวลามาก | แปลงเอกสารเป็นดิจิทัลด้วย OCR ทำให้ค้นหาและเข้าถึงข้อมูลได้ทันที |
| การถอดความ | เจ้าหน้าที่ต้องฟังและพิมพ์บันทึกการพิจารณาคดีด้วยตนเอง | ใช้เทคโนโลยี Speech to Text แปลงเสียงเป็นข้อความอัตโนมัติ รวดเร็วและลดภาระงาน |
| การสรุปประเด็น | ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ต้องอ่านสำนวนทั้งหมดเพื่อสรุปประเด็นด้วยตนเอง | AI (NLP) วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ ข้อโต้แย้ง และหลักฐานที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น |
| ระยะเวลาที่ใช้ | ใช้เวลานานในการอ่านและทำความเข้าใจสำนวนที่มีความหนาหลายร้อยหน้า | ลดระยะเวลาในการทำความเข้าใจภาพรวมของคดีได้อย่างมีนัยสำคัญ |
| ความเสี่ยงจากความผิดพลาด | มีความเสี่ยงจากการตกหล่นของข้อมูลสำคัญเนื่องจากปริมาณเอกสารมหาศาล | ช่วยลดความเสี่ยงในการมองข้ามรายละเอียดเล็กน้อย แต่ยังต้องมีการตรวจสอบโดยมนุษย์ |
จากศาลยุคเก่าสู่ศาลอัจฉริยะ: วิสัยทัศน์และเป้าหมายในอนาคต
การนำ AI มาใช้ในการอ่านสำนวนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในภาพใหญ่ โดยมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งไปสู่การสร้าง “ศาลอัจฉริยะ” (Smart Court) ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ เพื่ออำนวยความยุติธรรมที่โปร่งใส รวดเร็ว และเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน
แผนพัฒนาระยะยาวสู่ Smart Admin Court
สำนักงานศาลปกครองได้วางแผนการพัฒนาระบบงานดิจิทัลอย่างเป็นขั้นตอน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในแต่ละระยะ เริ่มจากการสร้างรากฐานของ “ศาลปกครองอิเล็กทรอนิกส์” (e-Admin Court) ให้ครบวงจรภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่การยื่นฟ้อง การส่งเอกสาร การพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการบังคับคดี
หลังจากนั้นเป้าหมายต่อไปคือการยกระดับสู่การเป็น “ศาลปกครองอัจฉริยะ” (Smart Admin Court) ภายในปี พ.ศ. 2575 ซึ่งในขั้นนี้ AI และนวัตกรรมดิจิทัลอื่นๆ จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ใช่แค่ในงานธุรการ แต่ยังรวมถึงการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางคดีในเชิงลึก เพื่อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด วิสัยทัศน์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงระบบศาลให้ก้าวทันโลกและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมยุคใหม่ได้
ผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความรวดเร็ว
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดของการนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลมาใช้ คือการเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินคดี เมื่อกระบวนการที่เคยต้องใช้แรงงานคนและใช้เวลานานถูกทำให้เป็นอัตโนมัติ ปริมาณงานที่เจ้าหน้าที่และผู้พิพากษาสามารถจัดการได้ในแต่ละวันก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดจำนวนคดีสะสมในระบบ นอกจากนี้ ความแม่นยำของ AI ในการจัดการข้อมูลยังช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากมนุษย์ (Human Error) ทำให้กระบวนการมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรศาลเท่านั้น แต่ยังช่วยคืนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ผ่านการบริการที่รวดเร็วและมีมาตรฐาน
ความท้าทายและข้อควรพิจารณาทางจริยธรรม
แม้ว่าการใช้ AI ในศาลจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายและประเด็นทางจริยธรรมที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจำเป็นต้องมีกลไกการกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกใช้อย่างเป็นธรรมและไม่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา
ปัญหาอคติของ AI (AI Bias)
หนึ่งในข้อกังวลที่สำคัญที่สุดคือปัญหา “อคติของ AI” (AI Bias) เนื่องจาก AI เรียนรู้จากข้อมูลในอดีต หากข้อมูลที่ใช้สอน AI (เช่น คำพิพากษาในอดีต) มีอคติบางอย่างแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอคติทางเพศ เชื้อชาติ หรือสถานะทางสังคม AI ก็อาจเรียนรู้และทำซ้ำอคตินั้นในการวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น การคัดเลือกข้อมูลที่ใช้ฝึกสอน AI การตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของระบบอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ตอกย้ำความไม่เท่าเทียมในสังคม
ความโปร่งใสและบทบาทของผู้พิพากษา
อีกประเด็นที่สำคัญคือความโปร่งใสในการทำงานของ AI หรือที่เรียกว่า “ปัญหาตู้ดำ” (Black Box Problem) ซึ่งหมายถึงการที่เราไม่สามารถอธิบายได้ว่า AI คิดหรือตัดสินใจอย่างไรจึงได้ผลลัพธ์นั้นออกมา ในบริบททางกฎหมาย การที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของข้อสรุปจาก AI ได้ อาจทำให้เกิดข้อกังขาต่อความน่าเชื่อถือ ดังนั้น จึงต้องมีการพัฒนาระบบ AI ที่สามารถอธิบายการทำงานของตนเองได้ (Explainable AI – XAI)
ท้ายที่สุด สิ่งที่ต้องย้ำคือบทบาทของ AI เป็นเพียง “ผู้ช่วย” เท่านั้น การใช้ดุลพินิจ การตีความกฎหมาย และการตัดสินใจชี้ขาดในคดีจะต้องยังคงเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์แต่เพียงผู้เดียว เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่การไตร่ตรองเชิงคุณธรรมและจริยธรรมของมนุษย์ได้
ทิศทางของกฎหมาย AI ในระดับสากล
การนำ AI มาใช้ในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก หลายประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เริ่มทดลองและนำ AI มาใช้ในรูปแบบต่างๆ กัน ตัวอย่างเช่น ในศาลของประเทศอังกฤษมีการทดลองใช้ AI เพื่อช่วยผู้พิพากษาในการร่างคำพิพากษาในคดีที่ไม่ซับซ้อน โดย AI จะสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นโครงร่างให้ผู้พิพากษานำไปปรับแก้และตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย
ในขณะเดียวกัน นานาประเทศกำลังถกเถียงและพยายามสร้างกรอบกฎหมายและจริยธรรมเพื่อกำกับการใช้ AI (กฎหมาย AI) เพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนาและการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จะเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคม การเคลื่อนไหวของศาลไทยในการนำ AI มาใช้อย่างระมัดระวังจึงสอดคล้องกับทิศทางของโลก ที่มองว่าเทคโนโลยีสามารถเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมได้ หากมีการกำกับดูแลและวางกรอบการใช้งานที่เหมาะสม
สรุป: อนาคตกระบวนการยุติธรรมไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์
การที่ศาลใช้ AI ‘อ่านสำนวน’ ลดคดีล้นศาล นับเป็นย่างก้าวที่ท้าทายและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของกระบวนการยุติธรรมไทย การนำเทคโนโลยีอย่าง Speech to Text, NLP และ OCR มาประยุกต์ใช้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลา และแก้ไขปัญหาคดีสะสมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่ใหญ่กว่าในการมุ่งสู่การเป็นศาลอัจฉริยะ (Smart Court) ที่ทันสมัยและเข้าถึงได้
อย่างไรก็ตาม การเดินทางสู่ยุคดิจิทัลของศาลยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความแม่นยำและปราศจากอคติ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคลากรและประชาชน รวมถึงการวางกรอบกติกาทางกฎหมายและจริยธรรมที่รัดกุม การสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกับการรักษาไว้ซึ่งหลักการพื้นฐานของความยุติธรรมและการใช้ดุลพินิจของมนุษย์ จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของกระบวนการยุติธรรมไทยในทศวรรษหน้าและต่อไปในอนาคต