Home » นักแต่งเพลงตกงาน? AI ‘เพลงทิพย์’ ยึดชาร์ต

นักแต่งเพลงตกงาน? AI ‘เพลงทิพย์’ ยึดชาร์ต

สารบัญ

การเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้สร้างแรงกระเพื่อมในหลากหลายอุตสาหกรรม และล่าสุดวงการเพลงไทยก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อโปรเจกต์ ‘เพลงทิพย์ AI’ สามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงที่กลายเป็นกระแสไวรัลและทะยานขึ้นสู่ชาร์ตเพลงได้อย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้นำมาซึ่งคำถามที่น่าขบคิดว่า อนาคตของอาชีพนักแต่งเพลงจะเป็นอย่างไรต่อไป

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตา

  • ประสิทธิภาพของ AI: ปัญญาประดิษฐ์สามารถประพันธ์เพลงที่มีคุณภาพ ทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และการมิกซ์เสียงได้ในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งถือเป็นความท้าทายโดยตรงต่อกระบวนการสร้างสรรค์แบบดั้งเดิม
  • ข้อจำกัดและความเป็นมนุษย์: แม้ AI จะมีความรวดเร็วและต้นทุนต่ำ แต่ยังขาดความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นจุดแข็งของนักแต่งเพลงที่เป็นมนุษย์
  • การปรับตัวคือทางรอด: นักแต่งเพลงไทยไม่ได้กำลังจะตกงานโดยตรง แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องปรับตัว เรียนรู้ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือ และเน้นสร้างสรรค์ผลงานที่ต้องอาศัยความเป็นมนุษย์อย่างเข้มข้น
  • การสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ: โครงการอย่าง Songwriter Thailand Showcase 2025 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของวงการในการสร้างพื้นที่และส่งเสริมให้นักแต่งเพลงสามารถพัฒนาศักยภาพและประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

ปรากฏการณ์เพลง AI: คลื่นลูกใหม่สั่นสะเทือนวงการดนตรี

คำถามที่ว่า นักแต่งเพลงตกงาน? AI ‘เพลงทิพย์’ ยึดชาร์ต ไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อสนทนาที่เกินจริง แต่เป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมดนตรีทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงได้เอง กำลังท้าทายขนบธรรมเนียมและกระบวนการทำงานที่เคยเป็นมานับทศวรรษ ปรากฏการณ์นี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างถึงนิยามของศิลปะ คุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ และอนาคตของบุคลากรในสายอาชีพดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักแต่งเพลงผู้เป็นต้นน้ำของผลงานเพลงทั้งปวง

ณ วันที่ 11 กันยายน 2025 สถานการณ์นี้ได้ทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อค่ายเพลงหลายแห่งเริ่มทดลองนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิตอย่างจริงจัง จนเกิดเป็นเพลงไวรัลที่ได้รับความนิยมในชั่วข้ามคืน สิ่งนี้สร้างทั้งความตื่นเต้นและความกังวลไปพร้อมกัน สำหรับผู้บริโภค มันคือความแปลกใหม่ที่น่าสนใจ แต่สำหรับคนทำงานในวงการ มันคือสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ บทความนี้จะสำรวจปรากฏการณ์ดังกล่าวในทุกมิติ ตั้งแต่ศักยภาพของ AI ในการสร้างสรรค์ดนตรี ไปจนถึงแนวทางการปรับตัวของนักแต่งเพลงไทยเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายและคว้าโอกาสในยุคใหม่นี้

‘เพลงทิพย์ AI’ คืออะไร?

‘เพลงทิพย์ AI’ เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงบทเพลงที่ถูกสร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ตั้งแต่การประพันธ์เนื้อร้อง การสร้างสรรค์ทำนอง การเรียบเรียงดนตรี ไปจนถึงการสังเคราะห์เสียงร้องที่มีลักษณะคล้ายเสียงมนุษย์ กระบวนการนี้ทำงานโดยการป้อนข้อมูลมหาศาล ซึ่งอาจเป็นคลังเพลงหลายล้านเพลงจากทั่วโลก เข้าไปให้ AI เรียนรู้และวิเคราะห์หารูปแบบ (Pattern) ที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของคอร์ด แนวเมโลดี้ที่ติดหู หรือการใช้คำศัพท์ในเนื้อเพลงที่ได้รับความนิยม

เมื่อ AI เรียนรู้จนเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้แล้ว มันจะสามารถนำองค์ประกอบต่างๆ มาผสมผสานและสร้างเป็นผลงานเพลงชิ้นใหม่ขึ้นมาได้ตามคำสั่งที่ป้อนเข้าไป จุดเด่นที่น่าทึ่งคือความเร็วในการทำงาน โดย AI บางตัวสามารถสร้างเพลงที่มีคุณภาพดี พร้อมเสียงร้องและมิกซ์เสียงที่สมบูรณ์ได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ในกรอบเวลาเดียวกัน ความสามารถนี้ทำให้การผลิตเพลงมีต้นทุนที่ต่ำลงและมีความรวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เบื้องหลังความสำเร็จที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม

การที่เพลงซึ่งสร้างโดย AI สามารถกลายเป็นกระแสไวรัลและติดชาร์ตได้นั้น มีปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ประการแรกคือ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก AI สามารถประมวลผลข้อมูลเทรนด์ดนตรีล่าสุดบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งหรือโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างเพลงที่มีแนวโน้มจะถูกใจผู้ฟังกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่าการคาดเดาของมนุษย์ มันสามารถจับคู่แนวเพลงที่กำลังมาแรงเข้ากับจังหวะที่กระตุ้นการมีส่วนร่วม และใช้คำศัพท์ที่กำลังเป็นที่นิยมในโลกออนไลน์มาประกอบเป็นเนื้อเพลงได้อย่างลงตัว

ประการที่สองคือ ความแปลกใหม่และความน่าสนใจของเทคโนโลยี ผู้ฟังจำนวนมากให้ความสนใจในฐานะที่เป็นนวัตกรรมใหม่ การโปรโมตโดยใช้คำว่า “เพลงนี้แต่งโดย AI” กลายเป็นจุดขายที่ดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่ต่ำลงยังเปิดโอกาสให้มีการทดลองสร้างสรรค์ผลงานเพลงในรูปแบบที่หลากหลายและเผยแพร่สู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว เพื่อทดสอบการตอบรับจากผู้ฟังโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงินที่สูงเหมือนในอดีต ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เพลงจาก AI ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นได้จริง แต่ยังสามารถแข่งขันในตลาดเพลงกระแสหลักได้อย่างน่าจับตามอง

สมรภูมิความคิดสร้างสรรค์: มนุษย์ vs. ปัญญาประดิษฐ์

สมรภูมิความคิดสร้างสรรค์: มนุษย์ vs. ปัญญาประดิษฐ์

การมาถึงของ AI ในวงการดนตรีได้เปิดสมรภูมิแห่งการเปรียบเทียบระหว่างศักยภาพของเครื่องจักรกับจิตวิญญาณของมนุษย์ แม้ว่าเทคโนโลยีจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันน่าทึ่ง แต่ก็ยังมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนในมิติของความคิดสร้างสรรค์และอารมณ์ความรู้สึก การทำความเข้าใจข้อดีและข้อจำกัดของทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคต

เปรียบเทียบศักยภาพการสร้างสรรค์บทเพลง

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบความสามารถระหว่างนักแต่งเพลงที่เป็นมนุษย์และ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานเพลงได้ดังนี้:

ตารางเปรียบเทียบคุณลักษณะระหว่างการสร้างสรรค์เพลงโดยมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์
คุณลักษณะ นักแต่งเพลง (มนุษย์) ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ความเร็วในการผลิต ช้า (ใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงหลายวัน) รวดเร็วมาก (หลักนาที)
ต้นทุน สูง (ค่าตอบแทน, ค่าลิขสิทธิ์) ต่ำ (ค่าบริการแพลตฟอร์ม)
ความคิดสร้างสรรค์ ไร้ขีดจำกัด, สามารถสร้างสิ่งใหม่จากศูนย์ อิงจากข้อมูลที่มีอยู่, สร้างสรรค์ภายใต้กรอบข้อมูล
ความลึกซึ้งทางอารมณ์ ลึกซึ้ง, ถ่ายทอดจากประสบการณ์ชีวิตจริง จำกัด, เป็นการจำลองหรือเลียนแบบอารมณ์
ความเป็นเอกลักษณ์ สูง, มี “ลายเซ็น” หรือสไตล์เฉพาะตัว ต่ำ, อาจมีรูปแบบที่ซ้ำซ้อนหรือคล้ายคลึงกับข้อมูลต้นแบบ
การตีความบริบท ยอดเยี่ยม, เข้าใจวัฒนธรรมและสถานการณ์สังคม จำกัด, ขาดความเข้าใจในความหมายเชิงลึก

จากตารางจะเห็นได้ว่า AI มีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจนในด้านความเร็วและประสิทธิภาพในการผลิต แต่ในมิติที่เกี่ยวข้องกับความเป็นศิลปะ เช่น ความลึกซึ้งทางอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ และการสร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มนุษย์ยังคงเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

เสียงสะท้อนจากคนในวงการ: AI แทนที่ได้จริงหรือ?

มุมมองจากนักแต่งเพลงและผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพดนตรีส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นว่า AI ไม่สามารถเข้ามาแทนที่บทบาทของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมากเพียงใดก็ตาม หัวใจสำคัญของบทเพลงที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ฟังได้อย่างลึกซึ้งนั้นมาจาก “เรื่องราว” และ “จิตวิญญาณ” ที่ผู้สร้างสรรค์ใส่ลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิต ความเจ็บปวด ความสุข หรือการสังเกตการณ์สังคมอย่างมีวิจารณญาณ

แม้ AI จะเข้ามามีบทบาท แต่ยังไม่ต้องกลัว AI มากเกินไป เพราะ AI ไม่สามารถแทนที่ความรู้และทักษะลึกซึ้งของคนทำเพลงได้ทั้งหมด และการเรียนรู้วิชาดนตรีจริงยังคงสำคัญสำหรับการทำเพลงที่มีคุณภาพและความสร้างสรรค์

ทักษะด้านทฤษฎีดนตรี การเรียบเรียงเสียงประสาน และความเข้าใจในพลวัตของดนตรีที่ซับซ้อน ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการศึกษาและฝึกฝนเป็นเวลานาน AI อาจสร้างทำนองที่ไพเราะได้ แต่มันอาจไม่เข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนคีย์ในท่อนบริดจ์จึงสามารถสร้างผลกระทบทางอารมณ์ต่อผู้ฟังได้อย่างมหาศาล หรือทำไมการเลือกใช้เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งจึงสื่อถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวได้ดีกว่าอีกชนิดหนึ่ง จุดนี้เองที่ฝีมือและความเชี่ยวชาญของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ทางรอดและอนาคตของนักแต่งเพลงไทยในยุคดิจิทัล

สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้นำไปสู่บทสรุปว่านักแต่งเพลงจะตกงาน แต่กำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ นักสร้างสรรค์ต้องมองหาแนวทางในการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับเทคโนโลยี และใช้ประโยชน์จากมันเพื่อยกระดับผลงานของตนเองให้ก้าวไปอีกขั้น

เปลี่ยนคู่แข่งให้เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพ

แนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการเปลี่ยนมุมมองต่อ AI จาก “คู่แข่ง” มาเป็น “ผู้ช่วย” หรือเครื่องมือสร้างสรรค์ (Creative Tool) ที่ทรงพลัง นักแต่งเพลงสามารถใช้ AI ในขั้นตอนต่างๆ ของการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ เช่น:

  • การระดมสมอง (Brainstorming): ใช้ AI สร้างแนวคิดทำนองหรือโครงสร้างคอร์ดเบื้องต้นหลายๆ แบบในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาต่อยอด
  • การสร้างดนตรีประกอบ (Backing Tracks): สั่งให้ AI สร้างดนตรีประกอบในแนวเพลงที่ต้องการ เพื่อให้นักแต่งเพลงสามารถโฟกัสไปที่การเขียนเนื้อร้องและทำนองหลักได้อย่างเต็มที่
  • การทดลองและค้นหาแนวทางใหม่: AI สามารถผสมผสานแนวเพลงที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ เพื่อสร้างซาวด์ดนตรีที่แปลกใหม่ ซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจให้นักแต่งเพลงค้นพบสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

การทำงานในลักษณะนี้จะช่วยลดเวลาในขั้นตอนที่ต้องทำซ้ำๆ และเปิดโอกาสให้นักแต่งเพลงได้ใช้เวลาและพลังสมองไปกับส่วนที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

ตอกย้ำคุณค่าที่ AI ไม่อาจเลียนแบบ: จิตวิญญาณและเรื่องราว

ในโลกที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่ถูกผลิตขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่จะทำให้ผลงานมีความโดดเด่นและคงอยู่ได้ยาวนานคือ “ความเป็นมนุษย์” นักแต่งเพลงต้องหันกลับมาเน้นย้ำในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ นั่นคือการเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ส่วนตัว การสะท้อนภาพสังคมและวัฒนธรรมไทยอย่างมีมิติ และการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนและจริงใจ บทเพลงที่สามารถทำให้ผู้ฟังรู้สึกเชื่อมโยงได้ในระดับบุคคลจะยังคงมีคุณค่าเสมอ ไม่ว่าจะถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยใดก็ตาม

การรวมตัวเพื่อสร้างความยั่งยืน: Songwriter Thailand Showcase 2025

การปรับตัวไม่ได้เกิดขึ้นในระดับปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในระดับโครงสร้างของอุตสาหกรรมด้วย การเกิดขึ้นของโครงการอย่าง Songwriter Thailand Showcase 2025 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการตอบสนองต่อความท้าทายนี้ โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่ให้นักแต่งเพลงได้แสดงศักยภาพ สร้างเครือข่าย และแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพนักแต่งเพลงอย่างยั่งยืน

กิจกรรมลักษณะนี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมและให้กำลังใจคนในอาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศให้สังคมและตลาดได้เห็นถึงคุณค่าของงานฝีมือที่สร้างโดยมนุษย์ เป็นการสร้างแบรนด์ให้กับ “ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์” เพื่อให้สามารถแข่งขันและอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งได้

ภูมิทัศน์ใหม่ของอุตสาหกรรมดนตรีไทย

การเข้ามาของ AI กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมดนตรีไทยไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของบทบาทอาชีพและประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมพร้อมรับมือ

บทบาทใหม่ที่รอคอย: จากผู้สร้างสู่ผู้กำกับความคิดสร้างสรรค์

ในอนาคต บทบาทของนักแต่งเพลงอาจขยายขอบเขตออกไปจากการเป็น “ผู้สร้าง” (Creator) เพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็น “ผู้กำกับความคิดสร้างสรรค์” (Creative Director) หรือ “ผู้คัดสรร” (Curator) มากขึ้น พวกเขาอาจไม่ได้เริ่มต้นเขียนเพลงจากหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า แต่เริ่มต้นจากการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายที่ชัดเจน จากนั้นจึงใช้ AI เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์วัตถุดิบเบื้องต้น ก่อนที่จะนำมาขัดเกลา ปรับแก้ และเติมเต็มในส่วนที่ต้องอาศัยอารมณ์และความเป็นศิลปิน เพื่อให้ได้ผลงานสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบ ทักษะที่สำคัญในอนาคตจึงไม่ใช่แค่การเขียนเพลง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสื่อสารกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการมีวิสัยทัศน์ทางศิลปะที่ชัดเจน

ความท้าทายด้านกฎหมายและจริยธรรมที่ต้องเผชิญ

การเติบโตของเพลงที่สร้างโดย AI ยังนำมาซึ่งคำถามสำคัญด้านกฎหมายและจริยธรรมที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เช่น ใครคือเจ้าของลิขสิทธิ์ของเพลงที่ AI สร้างขึ้น? ระหว่างผู้พัฒนา AI, ผู้ใช้งานที่ป้อนคำสั่ง, หรือตัว AI เอง? และหาก AI เรียนรู้จากผลงานเพลงที่มีลิขสิทธิ์อยู่แล้ว จะถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่? ประเด็นเหล่านี้เป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องมีการวางกรอบกฎหมายให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายในอุตสาหกรรม และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บทสรุป: ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

ปรากฏการณ์ ‘เพลงทิพย์ AI’ ที่กำลังยึดครองพื้นที่บนชาร์ตเพลง ไม่ใช่สัญญาณของการสิ้นสุดอาชีพนักแต่งเพลง แต่เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นยุคใหม่ที่ท้าทายและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม คำกล่าวที่ว่า “นักแต่งเพลงจะตกงาน” อาจเป็นการมองสถานการณ์เพียงด้านเดียว ความจริงแล้ว นี่คือจุดเปลี่ยนที่บังคับให้บุคลากรในวงการดนตรีต้องพัฒนาและปรับตัวครั้งใหญ่

ปัญญาประดิษฐ์ได้พิสูจน์แล้วว่ามันคือเครื่องมือที่ทรงพลัง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม มันยังไม่สามารถแทนที่สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในงานศิลปะได้ นั่นคือ “หัวใจ” และ “จิตวิญญาณ” ของมนุษย์ อนาคตของวงการเพลงไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่างมนุษย์หรือ AI แต่อยู่ที่การแสวงหาจุดสมดุลที่ทั้งสองสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว นักแต่งเพลงที่เปิดใจเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และในขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นที่จะขัดเกลาฝีมือในการถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จะเป็นผู้ที่สามารถยืนหยัดและประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมดนตรีที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล การสนับสนุนและให้คุณค่ากับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เคย เพื่อให้วงการเพลงยังคงเป็นพื้นที่ของศิลปะที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาต่อไป