Home » AI ‘ลูกทิพย์’ เฝ้าผู้สูงวัย ปลอดภัย 24 ชม.






AI ‘ลูกทิพย์’ เฝ้าผู้สูงวัย ปลอดภัย 24 ชม.


AI ‘ลูกทิพย์’ เฝ้าผู้สูงวัย ปลอดภัย 24 ชม.

สารบัญ

ในยุคที่โครงสร้างครอบครัวและสังคมเปลี่ยนแปลงไป การดูแลผู้สูงอายุกลายเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับหลายครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อลูกหลานต้องทำงานห่างไกลจากบ้าน ด้วยเหตุนี้ นวัตกรรม AI ‘ลูกทิพย์’ เฝ้าผู้สูงวัย ปลอดภัย 24 ชม. จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยลดความกังวลและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยอยู่ตามลำพัง เทคโนโลยีนี้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเหตุการณ์ผิดปกติ เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที

  • เทคโนโลยี AI ทำหน้าที่เฝ้าระวังและดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดภาระและสร้างความอุ่นใจให้ผู้ดูแล
  • ระบบใช้เซ็นเซอร์ที่ไม่ใช่กล้องในการตรวจจับความเคลื่อนไหว ทำให้สามารถรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้สูงอายุได้อย่างสูงสุด
  • AI เรียนรู้พฤติกรรมปกติของผู้สูงอายุแต่ละบุคคล เพื่อตรวจจับความผิดปกติ เช่น การหกล้ม หรือการไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน และแจ้งเตือนทันที
  • นวัตกรรมนี้เป็นคำตอบที่สำคัญในการรับมือกับความท้าทายของสังคมสูงวัย ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและปลอดภัยในบ้านของตนเอง
  • นอกจากการเฝ้าระวังแล้ว เทคโนโลยี AI ยังสามารถประยุกต์ใช้ในรูปแบบอื่นๆ เช่น เป็นเพื่อนคุยแก้เหงา หรือช่วยแจ้งเตือนการทานยา

ความท้าทายของสังคมสูงวัยกับบทบาทของเทคโนโลยี

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุส่งผลกระทบต่อมิติต่างๆ ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ดียิ่งขึ้น

นิยามและความสำคัญของสังคมสูงวัย

สังคมสูงวัย หมายถึง สังคมที่มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในอัตราที่สูง การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากอัตราการเกิดที่ลดลงและอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้น ซึ่งนำมาสู่ความท้าทายหลายประการ เช่น ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ความต้องการบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลที่มีทักษะเฉพาะทาง รวมถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียว ดังนั้น การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นวาระสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และระดับครอบครัว

เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Health Tech) และบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยติดตามสภาวะสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

ช่องว่างในการดูแล: เมื่อลูกหลานต้องทำงานไกลบ้าน

ในอดีต ครอบครัวขยายทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการดูแลผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบัน สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปทำให้คนวัยทำงานจำนวนมากต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อประกอบอาชีพ ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต้องอาศัยอยู่ตามลำพัง หรืออยู่กับคู่สมรสที่อยู่ในวัยเดียวกัน สิ่งนี้สร้าง “ช่องว่างในการดูแล” (Care Gap) และความกังวลใจให้กับลูกหลานที่อยู่ห่างไกล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอยู่ประจำวัน การทานยา ไปจนถึงความเสี่ยงจากเหตุฉุกเฉิน เช่น การหกล้ม หรืออาการป่วยกำเริบ

ความห่วงใยนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงการดูแลจากระยะไกลได้ เทคโนโลยี AI ดูแลผู้สูงอายุจึงเข้ามาตอบโจทย์ปัญหานี้โดยตรง โดยทำหน้าที่เปรียบเสมือน “ดวงตา” และ “ผู้ช่วย” ที่คอยเฝ้าระวังแทนคนในครอบครัว ช่วยให้ลูกหลานสามารถรับรู้ความเป็นไปและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ทำความรู้จัก AI ‘ลูกทิพย์’: นวัตกรรมดูแลผู้สูงวัยจากระยะไกล

ทำความรู้จัก AI 'ลูกทิพย์': นวัตกรรมดูแลผู้สูงวัยจากระยะไกล

แนวคิด ‘ลูกทิพย์ AI’ เกิดขึ้นจากการผสมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), อุปกรณ์ตรวจวัด (Sensors) และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (IoT – Internet of Things) เพื่อสร้างระบบนิเวศการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านอย่างชาญฉลาดและครบวงจร ระบบนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นผู้ช่วยเสมือนจริงที่คอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

แนวคิดเบื้องหลัง ‘ลูกทิพย์ AI’ คืออะไร?

หัวใจสำคัญของ ‘ลูกทิพย์ AI’ คือระบบที่เรียกว่า Well-Living Systems ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นเพื่อการดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ระบบนี้มีศูนย์กลางการประมวลผลที่เรียกว่า LANAH (Learning and Need-Anticipating Hub) ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ติดตั้งไว้ในบ้าน และใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อเรียนรู้และคาดการณ์ความต้องการหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ

เป้าหมายหลักของระบบไม่ใช่แค่การตรวจจับเหตุฉุกเฉิน แต่เป็นการเฝ้าระวังเชิงรุก (Proactive Monitoring) โดย AI จะสร้างแบบแผนพฤติกรรม (Behavioral Pattern) ของผู้สูงอายุแต่ละคนขึ้นมา เช่น เวลานอน เวลาตื่น เวลาเข้าห้องน้ำ หรือพื้นที่ที่ใช้งานบ่อยในบ้าน เมื่อใดก็ตามที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากแบบแผนที่เรียนรู้ไว้ ระบบจะประเมินสถานการณ์และส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลหรือคนในครอบครัวทันที

ระบบ Well-Living Systems ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์แจ้งเตือน แต่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่เรียนรู้และเข้าใจกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ เพื่อมอบการดูแลที่เฉพาะบุคคล ปลอดภัย และเคารพในความเป็นส่วนตัวสูงสุด

หลักการทำงานของระบบ Well-Living Systems

การทำงานของระบบ Well-Living Systems แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักที่ทำงานประสานกันอย่างลงตัว ได้แก่ การเรียนรู้พฤติกรรม, การใช้เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และระบบการแจ้งเตือน

การเรียนรู้พฤติกรรมด้วยปัญญาประดิษฐ์

เมื่อติดตั้งระบบในช่วงแรก AI จะเริ่มเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุในแต่ละวัน เช่น การเคลื่อนไหวในห้องต่างๆ ระยะเวลาที่ใช้ในห้องน้ำ ความถี่ในการลุกจากเตียงตอนกลางคืน เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้าง “เส้นฐานพฤติกรรมปกติ” (Baseline Behavior) เมื่อเวลาผ่านไป AI จะเรียนรู้และปรับปรุงความเข้าใจเกี่ยวกับกิจวัตรของผู้สูงอายุให้แม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้สามารถแยกแยะระหว่างพฤติกรรมปกติกับสัญญาณของความผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น หากผู้สูงอายุเข้าห้องน้ำนานกว่าปกติมาก หรือไม่มีการเคลื่อนไหวในตอนเช้าตามเวลาที่เคยเป็น ระบบจะมองว่าเป็นสัญญาณเตือนและดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

เซ็นเซอร์อัจฉริยะ: ผู้พิทักษ์ที่ไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว

หนึ่งในข้อกังวลหลักของการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังคือเรื่องความเป็นส่วนตัว ระบบ Well-Living Systems ได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยเลือกใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (Occupancy Sensor) และเซ็นเซอร์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่มีกล้องวิดีโอในการเก็บข้อมูล ทำให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกว่าถูกจับจ้องหรือถูกละเมิดพื้นที่ส่วนตัว เซ็นเซอร์เหล่านี้จะถูกติดตั้งตามจุดสำคัญต่างๆ ของบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ และห้องนั่งเล่น เพื่อตรวจจับการมีอยู่และการเคลื่อนไหว โดยข้อมูลที่ส่งไปยังระบบกลางจะเป็นเพียงข้อมูลเชิงสถานะ (เช่น “มีคนอยู่ในห้องน้ำ”, “ไม่มีการเคลื่อนไหวในห้องนอน”) ซึ่งเพียงพอสำหรับ AI ในการวิเคราะห์โดยไม่จำเป็นต้องเห็นภาพจริง

ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินผ่าน LANAH App

เมื่อ AI ตรวจพบความผิดปกติที่อาจบ่งชี้ถึงเหตุฉุกเฉิน เช่น การล้ม (ตรวจจับจากการไม่มีการเคลื่อนไหวหลังเข้าห้องน้ำ) หรือการไม่ลุกจากเตียงในตอนเช้า ระบบ LANAH จะส่งการแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชัน LANAH App บนสมาร์ทโฟนของผู้ดูแลหรือสมาชิกในครอบครัวที่กำหนดไว้ทันที การแจ้งเตือนจะระบุประเภทของเหตุการณ์และตำแหน่งที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ดูแลสามารถประเมินสถานการณ์และดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์เข้าไปสอบถาม หรือการติดต่อหน่วยบริการฉุกเฉินในกรณีที่จำเป็น ซึ่งช่วยลดระยะเวลาที่สำคัญ (Golden Hour) ในการให้ความช่วยเหลือได้อย่างมาก

ประโยชน์และข้อดีของการใช้ AI ‘ลูกทิพย์’

การนำเทคโนโลยี AI ‘ลูกทิพย์’ มาใช้ในการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านมอบประโยชน์หลายด้าน ไม่เพียงแต่กับตัวผู้สูงอายุเอง แต่ยังรวมถึงครอบครัวและผู้ดูแลด้วย

เพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือการยกระดับความปลอดภัย ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการหกล้ม ซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บรุนแรงได้ ระบบเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงช่วยให้สามารถตรวจจับเหตุการณ์เหล่านี้ได้ทันที แม้จะเกิดขึ้นในเวลากลางคืนหรือในขณะที่ไม่มีใครอยู่ด้วย การแจ้งเตือนที่รวดเร็วช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์ได้ทันท่วงที ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลการรักษาและการฟื้นตัว นอกจากนี้ ระบบยังสามารถตรวจจับสัญญาณของปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น อาการเหนื่อยหอบ หรือการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับแพทย์ในการประเมินสุขภาพโดยรวม

สร้างความอุ่นใจให้ครอบครัวและผู้ดูแล

สำหรับลูกหลานที่อยู่ห่างไกล ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจและการทำงาน การมีระบบ AI ‘ลูกทิพย์’ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดูแลเปรียบเสมือนการมี “ตาที่สาม” คอยสอดส่องดูแลคนที่รักอยู่เสมอ ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลได้อย่างมาก ผู้ดูแลสามารถตรวจสอบสถานะความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชันได้ตลอดเวลา และมั่นใจได้ว่าจะได้รับการแจ้งเตือนทันทีหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น สิ่งนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้น โดยยังคงความรู้สึกเชื่อมโยงและสามารถให้การดูแลจากระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่งเสริมความเป็นอิสระและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องการที่จะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของตนเองที่เต็มไปด้วยความทรงจำและความคุ้นเคย การมีระบบดูแลความปลอดภัยที่ดีช่วยให้ความต้องการนี้เป็นจริงได้นานขึ้น เทคโนโลยีนี้ช่วยส่งเสริมความเป็นอิสระ (Independence) โดยลดความจำเป็นที่จะต้องมีผู้ดูแลอยู่ด้วยตลอดเวลา ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่ายังสามารถควบคุมชีวิตของตนเองได้ และไม่เป็นภาระของลูกหลาน การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิต ลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า และช่วยรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวม

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI อื่นๆ ในการดูแลผู้สูงอายุ

นอกเหนือจากระบบเฝ้าระวังในบ้านอย่าง Well-Living Systems แล้ว เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในหลากหลายมิติ

อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Smart Wearables)

อุปกรณ์สวมใส่ เช่น นาฬิกาอัจฉริยะ หรือสายรัดข้อมือ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อุปกรณ์เหล่านี้สามารถติดตามข้อมูลสุขภาพที่สำคัญได้อย่างต่อเนื่อง เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ, ระดับออกซิเจนในเลือด, รูปแบบการนอนหลับ และการนับก้าวเดิน บางรุ่นยังมีฟังก์ชันตรวจจับการล้ม (Fall Detection) และปุ่มขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (SOS Button) ซึ่งจะส่งตำแหน่งและสัญญาณเตือนไปยังผู้ดูแลทันทีเมื่อถูกกดหรือเมื่อตรวจพบการล้มอย่างรุนแรง

หุ่นยนต์ผู้ช่วยและเพื่อนคุยแก้เหงา

หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่หลากหลาย ตั้งแต่การช่วยเหลือในงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ เช่น การหยิบของ ไปจนถึงการเป็นเพื่อนคุยเพื่อลดความเหงาและภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุ หุ่นยนต์บางตัวสามารถโต้ตอบบทสนทนาพื้นฐาน เปิดเพลง เล่านิทาน หรือแม้กระทั่งเชื่อมต่อวิดีโอคอลกับครอบครัวได้ ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและสร้างความเพลิดเพลินในแต่ละวัน

แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพและการสื่อสาร

แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและมีประโยชน์อย่างมาก มีแอปพลิเคชันจำนวนมากที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เช่น แอปพลิเคชันเตือนให้ทานยาตามเวลา, แอปพลิเคชันบันทึกข้อมูลสุขภาพส่วนตัว (เช่น ความดันโลหิต, ระดับน้ำตาลในเลือด), และแอปพลิเคชันฝึกสมองเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม นอกจากนี้ แอปพลิเคชันสำหรับการสื่อสารยังช่วยให้ผู้สูงอายุติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนฝูงได้ง่ายขึ้น ลดความรู้สึกห่างไกลและโดดเดี่ยว

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยี AI สำหรับการดูแลผู้สูงอายุ
ประเภทเทคโนโลยี หน้าที่หลัก ประโยชน์สำคัญ ตัวอย่างการใช้งาน
ระบบเฝ้าระวังในบ้าน (AI ‘ลูกทิพย์’) ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติและเหตุฉุกเฉิน ความปลอดภัย 24 ชม. โดยเคารพความเป็นส่วนตัว ระบบ Well-Living Systems ที่ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการล้ม
อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ ติดตามสัญญาณชีพและกิจกรรมทางกาย ตรวจจับปัญหาสุขภาพแบบเรียลไทม์ พกพาสะดวก นาฬิกาอัจฉริยะวัดอัตราการเต้นหัวใจและตรวจจับการล้ม
หุ่นยนต์ผู้ช่วย ช่วยเหลือด้านกายภาพและเป็นเพื่อนคุย ลดภาระงานบ้าน ลดความเหงาและภาวะซึมเศร้า หุ่นยนต์ที่ช่วยเตือนทานยาและโต้ตอบบทสนทนา
แอปพลิเคชันสุขภาพ จัดการตารางยา บันทึกสุขภาพ และฝึกสมอง ส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงรุก เข้าถึงง่าย แอปเตือนทานยาและแอปเชื่อมต่อกับแพทย์ทางไกล

อนาคตของ AI ในการดูแลผู้สูงวัยและความท้าทาย

เทคโนโลยี AI สำหรับการดูแลผู้สูงอายุยังมีศักยภาพในการพัฒนาไปได้อีกไกล อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้อย่างแพร่หลายยังคงมีความท้าทายที่ต้องพิจารณา

แนวโน้มและศักยภาพในการพัฒนา

ในอนาคต ระบบ AI จะมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนและคาดการณ์ปัญหาสุขภาพได้ล่วงหน้าแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น การวิเคราะห์รูปแบบการเดินเพื่อประเมินความเสี่ยงในการหกล้ม หรือการวิเคราะห์เสียงพูดเพื่อตรวจจับสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม นอกจากนี้ เทคโนโลยีต่างๆ จะถูกผสานการทำงานเข้าด้วยกันเป็นระบบนิเวศอัจฉริยะ (Smart Ecosystem) มากขึ้น เช่น ข้อมูลจากนาฬิกาอัจฉริยะสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Smart Home เพื่อปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุได้โดยอัตโนมัติ

ข้อควรพิจารณาและความท้าทาย

แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความท้าทายหลายประการที่ต้องคำนึงถึง ประการแรกคือเรื่องของค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา ซึ่งอาจยังสูงเกินไปสำหรับบางครอบครัว ประการที่สองคือความสามารถในการเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยี (Digital Literacy) ของผู้สูงอายุเอง ซึ่งจำเป็นต้องมีการออกแบบที่ใช้งานง่ายและมีการสอนการใช้งานที่ดี ประการสุดท้ายคือประเด็นด้านความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) และจริยธรรมในการใช้ AI ซึ่งต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ผิด และต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยกับการรักษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุรู้สึกโดดเดี่ยวจากการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป

บทสรุป: AI ‘ลูกทิพย์’ คำตอบสำหรับยุคสังคมสูงวัย

นวัตกรรม AI ‘ลูกทิพย์’ เฝ้าผู้สูงวัย ปลอดภัย 24 ชม. แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอัน