อินทีเรียว่างงาน? AI ‘บ้านทิพย์’ จัดห้องใน 5 วิ
การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็ว และวงการออกแบบตกแต่งภายในก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น คำถามที่ว่า อินทีเรียว่างงาน? AI ‘บ้านทิพย์’ จัดห้องใน 5 วิ ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจ เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ สามารถสร้างสรรค์ภาพการตกแต่งห้องที่สวยงามได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที บทความนี้จะเจาะลึกถึงศักยภาพ ผลกระทบ และอนาคตของ AI ในงานอินทีเรียดีไซน์ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีกำลังจะเข้ามาเป็นผู้ช่วยหรือผู้มาแทนที่ในสายอาชีพนี้
ภาพรวมของการปฏิวัติวงการออกแบบด้วย AI
- ความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน: เทคโนโลยี AI สามารถสร้างและนำเสนอแนวคิดการออกแบบตกแต่งภายในที่หลากหลายได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ลดระยะเวลาในขั้นตอนการระดมสมองและสร้างแบบร่างเบื้องต้นได้อย่างมหาศาล
- การเข้าถึงสำหรับทุกคน: แอปพลิเคชัน AI ออกแบบบ้าน ทำให้บุคคลทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านการออกแบบสามารถเห็นภาพการตกแต่งบ้านของตนเองได้ง่ายขึ้น ช่วยให้การตัดสินใจเลือกเฟอร์นิเจอร์และสไตล์เป็นเรื่องที่สะดวกและมั่นใจมากขึ้น
- เครื่องมือเสริมศักยภาพนักออกแบบ: สำหรับมืออาชีพ AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อทดแทน แต่เป็นเครื่องมือช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน เช่น การจัดวางเฟอร์นิเจอร์เบื้องต้น หรือการสร้างภาพเรนเดอร์ ทำให้นักออกแบบมีเวลาไปโฟกัสกับงานด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ซับซ้อนและการสื่อสารกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงบทบาทในสายอาชีพ: การมาถึงของ AI ผลักดันให้นักออกแบบภายในต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆ จากเดิมที่เน้นทักษะด้านเทคนิคการเขียนแบบ มาสู่การเป็นที่ปรึกษาเชิงสร้างสรรค์ ผู้จัดการโครงการ และผู้ที่เข้าใจความต้องการเชิงลึกของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
การปฏิวัติวงการออกแบบภายในด้วย AI: เมื่อ ‘บ้านทิพย์’ เป็นจริงใน 5 วินาที
ประเด็นคำถามที่ว่า อินทีเรียว่างงาน? AI ‘บ้านทิพย์’ จัดห้องใน 5 วิ สะท้อนถึงความกังวลและความตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ในอดีต การออกแบบห้องหนึ่งห้องต้องอาศัยเวลา ความเชี่ยวชาญ และจินตนาการของนักออกแบบมืออาชีพเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบัน แอปพลิเคชันอย่าง ‘บ้านทิพย์ AI’ และเครื่องมืออื่นๆ ที่คล้ายกัน ได้ย่นกระบวนการที่ซับซ้อนให้เหลือเพียงการกดปุ่มไม่กี่ครั้ง นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ทลายกำแพงทางความรู้ แต่ยังเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ปรากฏการณ์ AI ออกแบบบ้าน และความสำคัญในปัจจุบัน
ปรากฏการณ์ แอปแต่งห้อง อัจฉริยะเกิดขึ้นจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Generative AI ซึ่งมีความสามารถในการสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ๆ ทั้งรูปภาพ ข้อความ หรือแม้กระทั่งการออกแบบเชิงพื้นที่ โดยอาศัยการเรียนรู้จากข้อมูลมหาศาล ในบริบทของ การตกแต่งภายใน AI จะวิเคราะห์ภาพถ่ายห้องเปล่าของผู้ใช้ ทำความเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ เช่น ขนาดพื้นที่ ตำแหน่งของประตูหน้าต่าง จากนั้นจึงนำเสนอการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ การเลือกใช้สี และของตกแต่งในสไตล์ที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น มินิมอล, โบฮีเมียน, หรือโมเดิร์นคลาสสิก ความสำคัญของเทคโนโลยีนี้อยู่ที่การทำให้ “ภาพในฝัน” ของเจ้าของบ้านกลายเป็น “ภาพเสมือนจริง” ที่จับต้องได้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดและประหยัดงบประมาณในการลองผิดลองถูก
ใครที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้
เทคโนโลยี AI ออกแบบบ้าน ส่งผลกระทบต่อผู้คนในหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มได้รับประโยชน์ในมิติที่แตกต่างกันออกไป:
- เจ้าของบ้านและผู้ที่ต้องการตกแต่งที่อยู่อาศัย: กลุ่มนี้คือผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงที่สุด พวกเขาสามารถทดลองออกแบบและเห็นภาพห้องของตนเองในหลากหลายสไตล์ได้ฟรีก่อนตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์จริง ทำให้กระบวนการแต่งบ้านเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และลดความกังวลเรื่องงบประมาณบานปลาย
- นักออกแบบภายในและสถาปนิก: แม้จะดูเหมือนเป็นคู่แข่ง แต่ในความเป็นจริง AI คือเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพชั้นยอด นักออกแบบสามารถใช้ AI เพื่อสร้าง Mood Board หรือแบบร่างเบื้องต้นเพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้การสื่อสารและความเข้าใจตรงกันตั้งแต่ขั้นตอนแรก และยังสามารถใช้เวลาที่ประหยัดได้ไปทุ่มเทให้กับรายละเอียดเชิงลึก การเลือกวัสดุที่มีคุณภาพ และการบริหารโครงการให้ราบรื่น
- ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน: แพลตฟอร์มเหล่านี้มักมีการร่วมมือกับร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถเห็นภาพเฟอร์นิเจอร์ชิ้นจริงในห้องของตนเอง และกดสั่งซื้อได้ทันที เป็นการสร้างช่องทางการตลาดใหม่ที่เชื่อมโยงแรงบันดาลใจในการออกแบบเข้ากับการตัดสินใจซื้อได้อย่างลงตัว
เจาะลึกเทคโนโลยีเบื้องหลัง AI ออกแบบบ้าน
เบื้องหลังความสามารถอันน่าทึ่งในการเปลี่ยนห้องว่างเปล่าให้กลายเป็นพื้นที่ที่สวยงามภายในไม่กี่วินาทีนั้น คือการทำงานที่ซับซ้อนของอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์หลายแขนง ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อทำความเข้าใจ สร้างสรรค์ และนำเสนอผลลัพธ์ออกมาเป็นภาพที่สมจริง
AI คืออะไรในบริบทของการออกแบบภายใน?
ในบริบทของ อินทีเรียดีไซน์ AI ที่ใช้ส่วนใหญ่คือประเภท Generative AI ซึ่งเป็นโมเดลที่ถูกฝึกฝนด้วยชุดข้อมูลรูปภาพการตกแต่งภายในนับล้านภาพ มันเรียนรู้หลักการออกแบบพื้นฐาน เช่น ทฤษฎีสี, การจัดวางองค์ประกอบ, สัดส่วน, และความสมดุล รวมถึงเรียนรู้ลักษณะเฉพาะของสไตล์การออกแบบต่างๆ เมื่อได้รับคำสั่งหรือภาพห้องเปล่า AI จะใช้ความรู้เหล่านี้ในการ “สร้าง” หรือ “จินตนาการ” การจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่เหมาะสมลงไปในพื้นที่นั้นๆ เทคโนโลยีหลักที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย:
- Computer Vision: คือความสามารถของ AI ในการ “มองเห็น” และตีความข้อมูลจากภาพถ่าย มันสามารถระบุขอบเขตของห้อง, ตำแหน่งของหน้าต่าง, ประตู, หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์เดิมที่มีอยู่
- Machine Learning: เป็นกระบวนการที่ AI เรียนรู้จากข้อมูล ยิ่งมันเห็นตัวอย่างการออกแบบสไตล์มินิมอลมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเข้าใจและสามารถสร้างสรรค์การออกแบบในสไตล์นั้นได้ดียิ่งขึ้น
- Generative Adversarial Networks (GANs): เป็นสถาปัตยกรรม AI ที่มักใช้ในการสร้างภาพที่สมจริง ประกอบด้วย AI สองตัวที่ทำงานแข่งขันกัน ตัวหนึ่งทำหน้าที่ “สร้าง” ภาพออกแบบ และอีกตัวทำหน้าที่ “ตรวจสอบ” ว่าภาพนั้นดูสมจริงหรือไม่ กระบวนการนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
กระบวนการทำงานของแอปแต่งห้องอัจฉริยะ
กระบวนการตั้งแต่ผู้ใช้อัปโหลดภาพไปจนถึงการได้รับผลลัพธ์การออกแบบ สามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนหลักๆ ได้ดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1: การรับข้อมูล (Input)
ผู้ใช้เริ่มต้นด้วยการถ่ายภาพห้องที่ต้องการออกแบบ หรืออัปโหลดภาพที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ บางแอปพลิเคชันยังอาจให้ผู้ใช้ระบุข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ประเภทของห้อง (ห้องนอน, ห้องนั่งเล่น), สไตล์ที่ชื่นชอบ (เช่น Modern, Scandinavian, Industrial) และโทนสีที่ต้องการ
ขั้นตอนที่ 2: การวิเคราะห์พื้นที่ (Spatial Analysis)
เมื่อได้รับภาพ AI จะใช้เทคโนโลยี Computer Vision เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบในภาพ มันจะทำการประเมินมิติของห้อง สร้างแบบจำลอง 3 มิติอย่างง่ายขึ้นมาภายในระบบ และระบุตำแหน่งขององค์ประกอบถาวร เช่น ประตู, หน้าต่าง, เสา หรือปลั๊กไฟ เพื่อให้แน่ใจว่าการออกแบบที่สร้างขึ้นจะสามารถใช้งานได้จริงและไม่มีเฟอร์นิเจอร์ไปบดบังส่วนสำคัญ
ขั้นตอนที่ 3: การสร้างสรรค์ผลงาน (Generative Design)
นี่คือหัวใจของกระบวนการ AI จะนำข้อมูลพื้นที่ที่วิเคราะห์ได้ มาผสานกับสไตล์ที่ผู้ใช้เลือก อัลกอริทึมจะเริ่มสร้างความเป็นไปได้ในการออกแบบนับร้อยนับพันรูปแบบ โดยพิจารณาจากหลักการออกแบบ เช่น การเว้นที่ว่างสำหรับการเดิน, การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้เกิดจุดนำสายตา, และการเลือกใช้สีที่เข้ากัน จากนั้นระบบจะคัดเลือกผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมานำเสนอให้ผู้ใช้
ขั้นตอนที่ 4: การนำเสนอภาพเสมือนจริง (Visualization)
ผลลัพธ์สุดท้ายจะถูกแสดงผลในรูปแบบของภาพเรนเดอร์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าห้องของผู้ใช้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรหลังการตกแต่งตามที่ AI แนะนำ บางแพลตฟอร์มที่ล้ำหน้าอาจนำเสนอในรูปแบบ 360 องศา หรือ AR (Augmented Reality) ที่ให้ผู้ใช้สามารถใช้กล้องมือถือส่องดูเฟอร์นิเจอร์เสมือนจริงในห้องของตนเองได้
ข้อดีและประโยชน์ของ AI ในการตกแต่งภายใน
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในงานออกแบบภายในได้มอบประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้กับทั้งผู้ที่ต้องการตกแต่งบ้านด้วยตนเองและนักออกแบบมืออาชีพ โดยเปลี่ยนกระบวนการที่เคยซับซ้อนให้ง่ายขึ้นและเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์
สำหรับเจ้าของบ้าน: ประตูสู่การออกแบบที่ไร้ขีดจำกัด
สำหรับบุคคลทั่วไป AI เปรียบเสมือนผู้ช่วยออกแบบส่วนตัวที่พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ประโยชน์หลักๆ ประกอบด้วย:
- การประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย: การจ้างนักออกแบบมืออาชีพอาจมีค่าใช้จ่ายสูง แต่แอปพลิเคชัน AI ส่วนใหญ่มักเปิดให้ใช้งานเบื้องต้นได้ฟรีหรือในราคาที่ย่อมเยา นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาแรงบันดาลใจและลองผิดลองถูก
- การลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ: การเห็นภาพเสมือนจริงก่อนตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือทาสีผนัง ช่วยลดความเสี่ยงที่จะได้ผลลัพธ์ไม่ตรงกับที่คาดหวัง สามารถทดลองสไตล์และสีสันที่หลากหลายได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- สร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์: บางครั้งเจ้าของบ้านอาจมีไอเดียไม่ชัดเจน การเห็นภาพที่ AI สร้างขึ้นมาสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ หรือช่วยให้ค้นพบสไตล์ที่ตนเองชื่นชอบอย่างแท้จริง
- การวางแผนงบประมาณที่แม่นยำขึ้น: หลายแอปพลิเคชันมีการเชื่อมโยงกับร้านค้าจริง ทำให้ผู้ใช้ไม่เพียงแต่เห็นการออกแบบ แต่ยังสามารถดูราคาของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นและวางแผนงบประมาณทั้งหมดได้ง่ายขึ้น
สำหรับนักออกแบบมืออาชีพ: เครื่องมือทุ่นแรงสู่ความคิดสร้างสรรค์
ในมุมมองของมืออาชีพ AI ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ช่วยยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น:
- การสร้างแบบร่างอย่างรวดเร็ว (Rapid Prototyping): นักออกแบบสามารถสร้างแนวคิดการออกแบบเบื้องต้นหลายๆ แบบในเวลาอันสั้นเพื่อนำเสนอให้ลูกค้าดูเป็นตัวเลือก ซึ่งช่วยให้กระบวนการตัดสินใจในระยะแรกเป็นไปอย่างรวดเร็วและลูกค้าเห็นภาพตรงกัน
- ลดภาระงานที่ต้องทำซ้ำๆ: งานบางอย่าง เช่น การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ตามหลักสรีรศาสตร์เบื้องต้น หรือการสร้างภาพ 3D ที่ไม่ซับซ้อน สามารถให้ AI จัดการได้ ทำให้นักออกแบบมีเวลามากขึ้นสำหรับงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น การออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่ซับซ้อน การเลือกใช้วัสดุที่มีนวัตกรรม หรือการควบคุมคุณภาพหน้างาน
- การนำเสนอผลงานที่น่าประทับใจ: การใช้ภาพเรนเดอร์คุณภาพสูงที่สร้างโดย AI ช่วยให้การนำเสนอผลงานดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือมากขึ้น ลูกค้าสามารถเข้าใจวิสัยทัศน์ของนักออกแบบได้อย่างชัดเจน
| เกณฑ์การพิจารณา | การออกแบบรูปแบบดั้งเดิม | การออกแบบด้วย AI |
|---|---|---|
| ระยะเวลา | ใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ในการสร้างแบบร่างและภาพ 3D | สร้างแนวคิดการออกแบบได้หลายรูปแบบภายในไม่กี่วินาทีหรือนาที |
| ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น | มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาและจ้างนักออกแบบมืออาชีพ | ส่วนใหญ่เริ่มต้นใช้งานได้ฟรี หรือมีค่าบริการรายเดือนที่ไม่สูง |
| การปรับแก้/ทดลอง | การแก้ไขแต่ละครั้งต้องใช้เวลาและอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม | สามารถปรับเปลี่ยนสไตล์ สี และการจัดวางได้ไม่จำกัดและรวดเร็ว |
| ความแม่นยำในการจัดวาง | ขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์ของนักออกแบบในการวัดพื้นที่ | ใช้การวิเคราะห์ภาพและมิติเพื่อความแม่นยำสูงในการจัดวาง |
| การเข้าถึง | จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีงบประมาณและความรู้ด้านการออกแบบ | เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่มีสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ |
ความท้าทายและอนาคตของอินทีเรียดีไซน์ในยุค AI
แม้ว่า AI จะนำมาซึ่งประโยชน์มากมาย แต่การเข้ามาของมันก็สร้างความท้าทายและคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของวิชาชีพนักออกแบบภายในเช่นกัน การปรับตัวและการทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดของเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อก้าวต่อไปในยุคดิจิทัลนี้
อินทีเรียจะต้องปรับตัวอย่างไร?
อนาคตของนักออกแบบภายในไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกับ AI ในเรื่องความเร็ว แต่เป็นการยกระดับคุณค่าของตนเองในด้านที่เครื่องจักรไม่สามารถทำได้ นั่นคือ “ความเป็นมนุษย์” นักออกแบบต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้สร้างแบบ” ไปสู่ “ผู้ให้คำปรึกษาเชิงลึก” และ “ผู้จัดการประสบการณ์” ทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาเพิ่มเติมได้แก่:
- ความเข้าใจเชิงจิตวิทยา: การทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ไลฟ์สไตล์ ความฝัน และความรู้สึกที่พวกเขาต้องการจากพื้นที่นั้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถตีความได้
- ทักษะการสื่อสารและการจัดการ: การประสานงานกับผู้รับเหมา, ซัพพลายเออร์ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นทักษะที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
- ความเชี่ยวชาญด้านวัสดุและนวัตกรรม: การมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับคุณสมบัติของวัสดุต่างๆ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการก่อสร้าง เพื่อนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
- ความคิดสร้างสรรค์เชิงกลยุทธ์: การมองภาพรวมของโครงการและสร้างสรรค์คอนเซ็ปต์ที่มีเอกลักษณ์และเรื่องราว ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือกว่าแค่การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้สวยงาม
“AI ไม่ได้มาเพื่อทดแทนความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่มาเพื่อขยายขอบเขตของความเป็นไปได้ในการออกแบบ”
ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน: การแทนที่หรือการสร้างโอกาสใหม่?
คำตอบสำหรับคำถาม “อินทีเรียว่างงาน?” ไม่ใช่การตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” แบบขาวดำ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของงานในอุตสาหกรรม งานในระดับเริ่มต้นที่เน้นการร่างแบบหรือการทำภาพ 3D เบื้องต้นอาจถูกลดความสำคัญลง อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเดียวกันนี้ก็ได้สร้างโอกาสในตำแหน่งงานใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น
- AI Design Consultant: ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถใช้เครื่องมือ AI ได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เหนือกว่าผลลัพธ์ทั่วไป
- Design Technologist: ผู้ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างโลกของการออกแบบและเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องมือหรือกระบวนการทำงานใหม่ๆ
- ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างภาพเสมือนจริง (VR/AR): การนำเสนอการออกแบบในรูปแบบที่สมจริงและสร้างปฏิสัมพันธ์ได้ กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้น
ดังนั้น แทนที่จะเป็นการ “แทนที่” มันจึงเป็นการ “วิวัฒนาการ” ของสายอาชีพ ที่ต้องการการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
ข้อจำกัดของ AI ในปัจจุบัน
แม้จะมีความสามารถสูง แต่ AI ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ:
- ขาดความคิดริเริ่มที่แท้จริง: AI สร้างสรรค์ผลงานจากการเรียนรู้ข้อมูลที่มีอยู่ มันยังไม่สามารถสร้างสไตล์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือออกแบบที่ฉีกออกจากกรอบเดิมๆ ได้อย่างแท้จริง
- ความเสี่ยงที่จะได้ผลลัพธ์ที่ซ้ำซาก: หากผู้ใช้จำนวนมากใช้คำสั่งและสไตล์ที่คล้ายกัน ผลลัพธ์ที่ได้อาจดูคล้ายคลึงกันไปหมด ขาดความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- ไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและอารมณ์: AI ไม่สามารถเข้าใจความหมายเชิงสัญลักษณ์ของวัตถุ หรือความผูกพันทางอารมณ์ที่เจ้าของบ้านมีต่อพื้นที่หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
- ข้อจำกัดทางกายภาพ: การออกแบบของ AI อาจดูสวยงามในภาพ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่สามารถใช้งานได้สะ