ฝังชิปใต้ผิวหนัง! เทรนด์ใหม่คนไทย ไม่ต้องพกเงิน-กุญแจ
เทคโนโลยีที่ผสานเข้ากับร่างกายมนุษย์กำลังกลายเป็นความจริงที่ใกล้ตัวมากขึ้น โดยเฉพาะเทรนด์การ ฝังชิปใต้ผิวหนัง! เทรนด์ใหม่คนไทย ไม่ต้องพกเงิน-กุญแจ ที่เริ่มได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง นวัตกรรมนี้เสนอความเป็นไปได้ในการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ผ่านการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋วที่ฝังอยู่ในร่างกายเพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน ปลดล็อกประตู หรือแม้กระทั่งจัดเก็บข้อมูลส่วนตัว แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากนิยายวิทยาศาสตร์สู่การใช้งานจริงในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่เริ่มมีการพูดถึงและทดลองใช้งานกันแล้ว
ภาพรวมของเทคโนโลยีแห่งอนาคต
แนวคิดการฝังชิปใต้ผิวหนังเป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่เรียกว่า “ไบโอแฮกกิง” (Biohacking) ซึ่งคือการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงหรือเพิ่มขีดความสามารถทางชีวภาพของมนุษย์ ชิปเหล่านี้มักใช้เทคโนโลยี Near Field Communication (NFC) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในบัตรเครดิตแบบไร้สัมผัสหรือบัตรโดยสารสาธารณะ ทำให้สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์อื่นในระยะใกล้ได้
- ความสะดวกสบายสูงสุด: จุดเด่นหลักคือการลดความจำเป็นในการพกพาสิ่งของหลายอย่าง เช่น กระเป๋าสตางค์ บัตรต่างๆ หรือกุญแจ เพียงแค่ใช้มือที่ฝังชิปแตะกับเครื่องอ่านก็สามารถทำธุรกรรมหรือเข้าถึงสถานที่ได้ทันที
- เทคโนโลยีแบบพาสซีฟ: ชิป NFC ที่ฝังใต้ผิวหนังส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ โดยจะได้รับพลังงานจากเครื่องอ่านในขณะที่ใช้งาน ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานและไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จพลังงาน
- ความปลอดภัยทางกายภาพ: การฝังชิปไว้ใต้ผิวหนังช่วยลดความเสี่ยงจากการลืม การสูญหาย หรือการถูกขโมย เมื่อเทียบกับการพกบัตรหรือเงินสด
- สถานะปัจจุบันในไทย: แม้จะยังไม่แพร่หลาย แต่ก็เริ่มมีคลินิกและผู้ให้บริการบางรายในกรุงเทพฯ ที่ให้บริการฝังชิป และกลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่น่าสนใจเกี่ยวกับความพร้อมของสังคมและโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับเทคโนโลยีนี้
ทำความรู้จักเทคโนโลยีฝังชิปใต้ผิวหนัง
การทำความเข้าใจพื้นฐานของเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของมันได้อย่างรอบด้าน ตั้งแต่ตัวตนของชิป หลักการทำงาน ไปจนถึงความปลอดภัยของวัสดุที่ใช้กับร่างกายมนุษย์
ชิปฝังใต้ผิวหนังคืออะไร?
ชิปฝังใต้ผิวหนัง (Microchip Implant หรือ NFC Implant) คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมาก มีลักษณะเป็นแคปซูลทรงกระบอกที่ภายในบรรจุไมโครชิปและเสาอากาศขนาดเล็ก โดยทั่วไปมีขนาดเล็กกว่าเมล็ดข้าวสารเพียงเล็กน้อย แคปซูลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อฝังเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังของมนุษย์ โดยส่วนใหญ่มักจะฝังบริเวณระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้
หน้าที่หลักของชิปคือการเก็บและส่งข้อมูลในระยะสั้นผ่านเทคโนโลยีไร้สาย เช่น NFC หรือ RFID (Radio-Frequency Identification) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกับระบบดิจิทัลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายโดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรง
หลักการทำงานเบื้องหลังเทคโนโลยี NFC
หัวใจสำคัญของชิปฝังใต้ผิวหนังส่วนใหญ่คือเทคโนโลยี NFC (Near Field Communication) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะสั้น (ประมาณ 4 เซนติเมตร) ที่อนุญาตให้อุปกรณ์สองชิ้นแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้เมื่ออยู่ใกล้กัน หลักการทำงานของชิป NFC ที่ฝังในร่างกายเป็นแบบพาสซีฟ (Passive) ซึ่งหมายความว่า:
- ไม่มีแหล่งพลังงานในตัวเอง: ตัวชิปไม่มีแบตเตอรี่และจะอยู่ในสถานะ “หลับ” ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยและประหยัดพลังงาน
- การเปิดใช้งานโดยเครื่องอ่าน: เมื่อนำมือที่มีชิปเข้าไปใกล้เครื่องอ่าน NFC (เช่น เครื่องชำระเงิน หรือเครื่องสแกนที่ประตู) สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจากเครื่องอ่านจะกระตุ้นเสาอากาศในชิป
- การส่งข้อมูล: พลังงานที่ได้รับจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจะเพียงพอให้ไมโครชิปทำงานและส่งข้อมูลที่เก็บไว้ออกไปให้เครื่องอ่าน เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต หรือรหัสสำหรับปลดล็อกประตู
- ทำธุรกรรมสำเร็จ: เมื่อเครื่องอ่านได้รับข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ก็จะดำเนินการตามคำสั่ง เช่น อนุมัติการชำระเงิน หรือเปิดล็อกประตู กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที
วัสดุและความปลอดภัยของตัวชิป
ความกังวลหลักประการหนึ่งของการฝังวัตถุแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายคือความปลอดภัยและปฏิกิริยาของร่างกายต่อสิ่งนั้น ผู้ผลิตชิปฝังใต้ผิวหนังจึงให้ความสำคัญกับวัสดุที่ใช้เป็นอย่างมาก โดยตัวชิปอิเล็กทรอนิกส์จะถูกห่อหุ้มอย่างมิดชิดภายในแคปซูลที่ทำจากวัสดุที่เข้ากันได้ทางชีวภาพ (Biocompatible) เช่น แก้วชีวภาพ (Bioglass) หรือพอลิเมอร์ทางการแพทย์
วัสดุเหล่านี้มีคุณสมบัติเฉื่อยทางเคมี ไม่ทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อของร่างกาย และไม่ก่อให้เกิดการอักเสบหรืออาการแพ้ เมื่อฝังเข้าไปแล้ว ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อพังผืดบางๆ ขึ้นมาล้อมรอบแคปซูล ทำให้ชิปยึดติดอยู่กับที่และไม่เคลื่อนย้ายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ด้วยเหตุนี้ ชิปจึงสามารถอยู่ในร่างกายได้อย่างปลอดภัยเป็นระยะเวลานานหลายปีโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย
ประโยชน์และการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
การฝังชิปใต้ผิวหนังมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราโต้ตอบกับโลกรอบตัวในหลายๆ ด้าน ทำให้กิจกรรมในชีวิตประจำวันสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ปฏิวัติการชำระเงินแบบไร้สัมผัส
การประยุกต์ใช้ที่โดดเด่นที่สุดคือการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตเข้ากับชิป และใช้มือแตะที่เครื่องรับชำระเงิน (EDC) ที่รองรับระบบ Contactless Payment ได้ทันที ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่สะดวกในการหยิบกระเป๋าสตางค์ เช่น ขณะถือของเต็มมือ หรือในเวลาเร่งรีบ บริษัทอย่าง Walletmor ได้พัฒนาและจำหน่ายชิปที่ได้รับการรับรองให้ใช้ชำระเงินผ่านเครือข่ายบัตรเครดิตชั้นนำได้ทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้พร้อมใช้งานจริงแล้ว
การชำระเงินด้วยการโบกมือเพียงครั้งเดียวอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอนาคต ลดความจำเป็นในการพกพาสิ่งของที่อาจสูญหายหรือถูกขโมยได้
สู่โลกที่ไม่ต้องพกกุญแจ
นอกจากการเงินแล้ว ชิปยังสามารถใช้แทนกุญแจและบัตรผ่านต่างๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกประตูบ้าน, ประตูรถยนต์, ประตูสำนักงาน, หรือแม้กระทั่งการเข้าใช้บริการฟิตเนสและระบบขนส่งสาธารณะ ผู้ใช้เพียงแค่ตั้งโปรแกรมให้ชิปทำงานร่วมกับระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับ NFC หรือ RFID ซึ่งช่วยขจัดปัญหากุญแจหายหรือลืมบัตรผ่านได้อย่างสิ้นเชิง
การจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่ปลายนิ้ว
ชิป NFC สามารถใช้เก็บข้อมูลดิจิทัลจำนวนเล็กน้อยได้ เช่น ข้อมูลติดต่อ (นามบัตรดิจิทัล), ข้อมูลทางการแพทย์ฉุกเฉิน (กรุ๊ปเลือด, ประวัติการแพ้ยา), หรือลิงก์ไปยังโปรไฟล์โซเชียลมีเดีย เมื่อต้องการแบ่งปันข้อมูล ก็เพียงแค่ให้ผู้อื่นนำสมาร์ทโฟนมาแตะที่มือ ข้อมูลก็จะถูกส่งต่อไปยังอุปกรณ์ของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
กรณีศึกษาสำหรับกลุ่มเฉพาะ
เทคโนโลยีนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคนบางกลุ่ม ตัวอย่างเช่น:
- นักกีฬา: นักวิ่งมาราธอน, นักไตรกีฬา, หรือนักว่ายน้ำ ที่ไม่สามารถพกกระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์ติดตัวไประหว่างฝึกซ้อมหรือแข่งขัน สามารถใช้ชิปเพื่อซื้อเครื่องดื่มหรือชำระค่าบริการต่างๆ ได้
- ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยสูง: การเข้าถึงพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยสูงสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้บัตร ซึ่งอาจถูกขโมยหรือทำสำเนาได้ง่ายกว่า
- ผู้พิการหรือผู้สูงอายุ: ผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวอาจพบว่าการใช้มือแตะเพื่อทำธุรกรรมหรือปลดล็อกประตูนั้นง่ายกว่าการค้นหาบัตรหรือกุญแจ
| คุณสมบัติ | บัตรเครดิต/บัตรผ่าน | เงินสด/กุญแจ | ชิปฝังใต้ผิวหนัง |
|---|---|---|---|
| ความสะดวกในการพกพา | ต้องพกพาในกระเป๋าสตางค์ | ต้องพกพาติดตัวเสมอ | ไม่ต้องพกพา เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย |
| ความเสี่ยงในการสูญหาย/ถูกขโมย | สูง | สูงมาก | ต่ำมาก |
| ความเร็วในการใช้งาน | เร็ว (ต้องหยิบออกจากกระเป๋า) | ช้า (ต้องนับเงิน/ค้นหากุญแจ) | เร็วที่สุด (แค่แตะหรือโบกมือ) |
| การบำรุงรักษา | อาจชำรุดหรือแถบแม่เหล็กเสื่อม | อาจฉีกขาดหรือเสียหาย | ไม่ต้องบำรุงรักษา (ไม่มีแบตเตอรี่) |
| การรองรับ | แพร่หลายทั่วโลก | เป็นสากล แต่ลดความนิยมลง | จำกัดเฉพาะจุดที่รองรับ NFC/RFID |
สถานการณ์และแนวโน้มในระดับโลกและประเทศไทย
แม้เทคโนโลยีการฝังชิปใต้ผิวหนังจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อการผสานเทคโนโลยีเข้ากับร่างกาย
การยอมรับในต่างประเทศ
ในหลายประเทศแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ เทรนด์นี้เริ่มเป็นที่รู้จักและมีการใช้งานจริงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและกลุ่มไบโอแฮกเกอร์ สวีเดนถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำที่มีผู้ฝังชิปแล้วหลายพันคนเพื่อใช้แทนบัตรโดยสารรถไฟ บัตรพนักงาน และบัตรสมาชิกฟิตเนส
ข้อมูลจากการสำรวจในสหราชอาณาจักรพบว่า ประชาชนกว่า 51% แสดงความสนใจที่จะพิจารณาการฝังชิปเพื่อความสะดวกสบายในอนาคต ซึ่งบ่งชี้ถึงศักยภาพในการเติบโตของตลาดนี้ นอกจากนี้ บริษัทอย่าง Walletmor ก็ได้จำหน่ายชิปสำหรับการชำระเงินไปแล้วกว่า 500 ชิ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีผู้บริโภคกลุ่มแรกที่พร้อมจะยอมรับนวัตกรรมนี้แล้ว
Biohacking Thailand: เทรนด์ที่กำลังมาแรง
สำหรับประเทศไทย กระแส “Biohacking” หรือการปรับปรุงสมรรถภาพของร่างกายด้วยวิธีต่างๆ กำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้น การฝังชิปใต้ผิวหนังจึงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์นี้ และเป็นก้าวแรกที่จับต้องได้ง่ายที่สุดของการเป็น มนุษย์ไซบอร์ก ในยุคปัจจุบัน
แม้ว่าจำนวนผู้ที่ฝังชิปในไทยจะยังมีไม่มาก แต่ก็เริ่มมีการจัดตั้งกลุ่มชุมชนออนไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ มีการนำเสนอข่าวสารและบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น ซึ่งช่วยสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับเทคโนโลยีและมองหาโซลูชันที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
เสียงสะท้อนและความสนใจในสังคมไทย
การมาถึงของเทคโนโลยีนี้ในประเทศไทยได้ก่อให้เกิดคำถามและการถกเถียงที่น่าสนใจหลายประเด็น คำถามสำคัญที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “คนไทยจะกล้าฝังชิปหรือไม่?” ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลด้านความปลอดภัย ความเจ็บปวดระหว่างการติดตั้ง และประเด็นทางวัฒนธรรมหรือความเชื่อ
นอกจากนี้ ยังมีคำถามในเชิงปฏิบัติว่า “จะสามารถใช้งานได้ที่ไหนบ้าง?” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เช่น จำนวนร้านค้าที่รับชำระเงินแบบไร้สัมผัส หรือระบบประตูอัตโนมัติที่รองรับเทคโนโลยี NFC อย่างไรก็ตาม ความสนใจที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยพร้อมที่จะเรียนรู้และพิจารณาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคตอันใกล้ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งใน เทรนด์เทคโนโลยี 2568 ที่น่าจับตามอง
ข้อควรพิจารณาและความท้าทายที่เกี่ยวข้อง
เช่นเดียวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ การฝังชิปใต้ผิวหนังมาพร้อมกับชุดของข้อควรพิจารณาและความท้าทายที่ต้องได้รับการจัดการอย่างรอบคอบ ทั้งในด้านเทคนิค สุขภาพ และสังคม
ความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว
ประเด็นสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของข้อมูลที่เก็บอยู่ในชิป แม้ว่าการสื่อสารแบบ NFC จะมีระยะทำการสั้นมาก ทำให้การดักจับข้อมูล (Skimming) ทำได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย ผู้ใช้งานจึงต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินอาจถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ การใช้ชิปในการทำธุรกรรมต่างๆ อาจสร้างข้อมูลร่องรอยดิจิทัล (Digital Footprint) ที่สามารถนำไปใช้ติดตามพฤติกรรมหรือตำแหน่งของผู้ใช้ได้ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว
ความเสี่ยงด้านสุขภาพและขั้นตอนการติดตั้ง
แม้ว่าตัวชิปจะทำจากวัสดุที่ปลอดภัย แต่ขั้นตอนการฝังชิปก็ถือเป็นการทำหัตถการทางการแพทย์อย่างหนึ่ง ซึ่งมีความเสี่ยงแฝงอยู่ เช่น การติดเชื้อบริเวณที่ติดตั้ง, การเกิดอาการแพ้, หรือปฏิกิริยาของร่างกายต่อวัตถุแปลกปลอม การเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีความเชี่ยวชาญและใช้เครื่องมือที่สะอาดปลอดเชื้อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่ชิปอาจเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิม หรือเกิดความเสียหายภายในร่างกาย ซึ่งอาจต้องทำการผ่าตัดเพื่อนำออก
ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
ประโยชน์ของชิปจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีระบบนิเวศที่รองรับ ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้เทคโนโลยี NFC ในประเทศไทยยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทำให้การใช้งานอาจจำกัดอยู่แค่ในเขตเมืองใหญ่หรือร้านค้าบางแห่งเท่านั้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีชิปยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การฝังชิปรุ่นปัจจุบันอาจหมายความว่ามันจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และการอัปเกรดหรือเปลี่ยนชิปก็จำเป็นต้องทำหัตถการซ้ำอีกครั้ง
ประเด็นทางจริยธรรมและสังคม
การผสานเทคโนโลยีเข้ากับร่างกายมนุษย์โดยตรงทำให้เกิดคำถามเชิงจริยธรรมมากมาย เช่น เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรอยู่ที่ไหน? การฝังชิปอาจนำไปสู่การแบ่งแยกทางสังคมระหว่างกลุ่มคนที่ “อัปเกรด” แล้วกับคนที่ยังไม่ได้ทำหรือไม่? และในอนาคต เทคโนโลยีนี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสอดแนมหรือควบคุมประชากรโดยภาครัฐหรือองค์กรขนาดใหญ่ ประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องมีการถกเถียงและวางกรอบทางกฎหมายและจริยธรรมที่ชัดเจนในสังคมต่อไป
บทสรุป: ก้าวต่อไปของเทคโนโลยีบนร่างกายมนุษย์
การ ฝังชิปใต้ผิวหนัง คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของทิศทางที่เทคโนโลยีกำลังมุ่งไปสู่การผสานรวมกับชีวิตมนุษย์อย่างแนบแน่นยิ่งขึ้น แม้ว่าปัจจุบันจะยังเป็นเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มเฉพาะ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพมหาศาลในการมอบความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การชำระเงินไปจนถึงการควบคุมการเข้าถึง
อย่างไรก็ตาม การจะก้าวไปสู่การยอมรับในวงกว้างนั้นยังมีความท้าทายหลายประการที่ต้องเอาชนะ ทั้งในด้านความปลอดภัยของข้อมูล, ความเสี่ยงด้านสุขภาพ, ข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐาน และประเด็นทางจริยธรรมที่ซับซ้อน อนาคตของเทรนด์นี้ในประเทศไทยและทั่วโลกจึงขึ้นอยู่กับการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นกับการรับประกันความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
เทคโนโลยีการฝังชิปใต้ผิวหนังเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าจับตามอง ซึ่งอาจเปลี่ยนวิถีชีวิตในอนาคต การศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจทั้งประโยชน์และความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึง