ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)
ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในโลกสมัยใหม่ ความสามารถในการเรียนรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจของ AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมต่างๆ
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือสาขาหนึ่งของวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มุ่งเน้นการสร้างเครื่องจักรที่สามารถทำงานโดยเลียนแบบความฉลาดของมนุษย์ เช่น การเรียนรู้ การให้เหตุผล และการแก้ปัญหา
- เทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อน AI คือ การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และ ดีปเลิร์นนิง (Deep Learning) ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถเรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลและพัฒนาความสามารถได้ด้วยตนเอง
- AI ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ การเงิน การค้าปลีก และยานยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
- การพัฒนา AI มาพร้อมกับความท้าทายและความเสี่ยง ทั้งในด้านอคติของข้อมูล ผลกระทบต่อการจ้างงาน ประเด็นทางจริยธรรม และความปลอดภัย ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่เหมาะสม
- อนาคตของ AI มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ที่มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ และการผสานรวมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อสร้างศักยภาพใหม่ที่ไร้ขีดจำกัด
นิยามและความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI หมายถึงกลุ่มของเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรสามารถคิดและเรียนรู้ได้เหมือนมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมความสามารถในการรับรู้ การให้เหตุผล การวางแผน การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการเข้าใจภาษาธรรมชาติ เป้าหมายสูงสุดของ AI คือการสร้างระบบที่สามารถปฏิบัติงานที่ซับซ้อนซึ่งโดยปกติแล้วต้องอาศัยสติปัญญาของมนุษย์ ความเกี่ยวข้องของ AI ในยุคปัจจุบันมีมหาศาล เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในแทบทุกวงการ ตั้งแต่ระบบแนะนำสินค้าในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค บทความนี้จะสำรวจแนวคิดหลัก ประเภท การประยุกต์ใช้ และผลกระทบของ AI อย่างละเอียด
AI คือการทำให้เครื่องจักรฉลาดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ชาญฉลาด มันเป็นศาสตร์และวิศวกรรมของการสร้างเครื่องจักรอัจฉริยะ
ความสำคัญของ AI เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่สูงขึ้น และการพัฒนาอัลกอริทึมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เทคโนโลยีนี้ส่งผลกระทบต่อบุคคลทั่วไป ธุรกิจ และสังคมในวงกว้าง บุคคลทั่วไปได้สัมผัสกับ AI ผ่านผู้ช่วยเสมือนในสมาร์ทโฟน ระบบนำทาง และบริการสตรีมมิ่งต่างๆ ในขณะที่ภาคธุรกิจใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การทำความเข้าใจ AI จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่กำลังจะกำหนดอนาคต
ปัญญาประดิษฐ์คืออะไร?
ในแก่นแท้แล้ว ปัญญาประดิษฐ์คือการจำลองกระบวนการทางปัญญาของมนุษย์โดยใช้เครื่องจักร โดยเฉพาะระบบคอมพิวเตอร์ กระบวนการเหล่านี้รวมถึง:
- การเรียนรู้ (Learning): การรับข้อมูลและสร้างกฎเกณฑ์เพื่อนำไปใช้งาน เช่น การเรียนรู้ที่จะจดจำใบหน้าจากรูปภาพจำนวนมาก
- การให้เหตุผล (Reasoning): การใช้กฎเกณฑ์ที่เรียนรู้มาเพื่อสรุปผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผล เช่น การวินิจฉัยปัญหาทางเทคนิคจากอาการที่ปรากฏ
- การแก้ปัญหา (Problem-solving): การวิเคราะห์สถานการณ์และค้นหาวิธีการที่ดีที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด
- การรับรู้ (Perception): การทำความเข้าใจโลกรอบตัวผ่านข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น ภาพ เสียง และข้อมูลอื่นๆ
- การใช้ภาษา (Language use): ความสามารถในการเข้าใจและสร้างภาษาของมนุษย์
ระบบ AI มักจะทำงานโดยการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากเพื่อหารูปแบบ จากนั้นจึงใช้รูปแบบเหล่านั้นในการคาดการณ์หรือตัดสินใจ ซึ่งแตกต่างจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมที่ทำงานตามชุดคำสั่งที่ตายตัว AI สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ตามข้อมูลใหม่ที่ได้รับ
ประวัติและวิวัฒนาการของ AI
แนวคิดเรื่อง “เครื่องจักรที่คิดได้” มีมานานหลายศตวรรษ แต่สาขาวิชาปัญญาประดิษฐ์ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1956 ในการประชุมที่ Dartmouth College วิวัฒนาการของ AI สามารถแบ่งออกเป็นหลายยุคสมัย:
- ยุคเริ่มต้น (ทศวรรษ 1950–1970): เป็นยุคแห่งความตื่นเต้นและการมองโลกในแง่ดี นักวิจัยเชื่อว่า AI ที่มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม มีการพัฒนาโปรแกรมที่สามารถแก้ปัญหาพีชคณิตและเล่นหมากรุกได้
- ยุค AI Winter (ทศวรรษ 1970–1980): ความก้าวหน้าเริ่มชะลอตัวลงเนื่องจากข้อจำกัดด้านพลังการประมวลผลและข้อมูล ทำให้เกิดความผิดหวังและเงินทุนวิจัยลดลงอย่างมาก
- ยุคระบบผู้เชี่ยวชาญ (ทศวรรษ 1980): AI กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งผ่าน “ระบบผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่เลียนแบบความรู้และความสามารถในการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะทาง
- ยุคแห่งการเรียนรู้ของเครื่อง (ทศวรรษ 1990–2010): การเพิ่มขึ้นของข้อมูลและพลังการประมวลผลทำให้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) กลายเป็นแนวทางหลัก อัลกอริทึมสามารถเรียนรู้จากข้อมูลได้โดยตรง แทนที่จะต้องอาศัยกฎที่มนุษย์สร้างขึ้น
- ยุคดีปเลิร์นนิงและ AI สมัยใหม่ (2010–ปัจจุบัน): การพัฒนาโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (Deep Neural Networks) หรือ ดีปเลิร์นนิง ได้นำไปสู่การพัฒนาที่ก้าวกระโดดในด้านต่างๆ เช่น การจดจำภาพและเสียง การประมวลผลภาษาธรรมชาติ และการขับเคลื่อน AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI)
ประเภทหลักของปัญญาประดิษฐ์
ปัญญาประดิษฐ์สามารถจำแนกได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมที่สุดคือการแบ่งตามความสามารถและฟังก์ชันการทำงาน ซึ่งช่วยให้เข้าใจขอบเขตและศักยภาพของ AI ในปัจจุบันและอนาคตได้ชัดเจนขึ้น
แบ่งตามความสามารถ
การจำแนกประเภทนี้สะท้อนถึงระดับความฉลาดของ AI เมื่อเทียบกับมนุษย์
AI แบบแคบ (Artificial Narrow Intelligence – ANI)
ANI หรือที่เรียกว่า Weak AI คือ AI ประเภทเดียวที่มีอยู่ในปัจจุบัน ระบบ ANI ถูกออกแบบและฝึกฝนมาเพื่อทำงานเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แม้ว่ามันอาจจะทำงานนั้นได้ดีกว่ามนุษย์ แต่ก็ไม่สามารถทำงานนอกขอบเขตที่ถูกกำหนดไว้ได้ ตัวอย่างของ ANI ที่พบเห็นได้ทั่วไป ได้แก่:
- ผู้ช่วยเสมือน: เช่น Siri, Google Assistant, และ Alexa ซึ่งเชี่ยวชาญในการตอบคำถามและทำงานตามคำสั่งเสียง
- ระบบจดจำใบหน้า: ใช้ในการปลดล็อกโทรศัพท์หรือแท็กบุคคลในโซเชียลมีเดีย
- ระบบแนะนำสินค้า: แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและบริการสตรีมมิ่งใช้ ANI เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและแนะนำสินค้าหรือเนื้อหาที่ผู้ใช้อาจสนใจ
- AI ในเกม: เช่น AlphaGo ของ Google ที่สามารถเอาชนะแชมป์โลกในเกมโกะได้
AI ทั่วไป (Artificial General Intelligence – AGI)
AGI หรือ Strong AI คือ AI ในระดับต่อไปที่นักวิจัยกำลังพยายามพัฒนาขึ้น เป็น AI ที่มีความสามารถทางปัญญาในระดับเดียวกับมนุษย์ สามารถทำความเข้าใจ เรียนรู้ และประยุกต์ใช้ความรู้กับงานที่หลากหลายได้เหมือนกับที่มนุษย์ทำ AGI จะสามารถให้เหตุผล วางแผน และแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างยืดหยุ่น ปัจจุบัน AGI ยังคงเป็นเพียงแนวคิดทางทฤษฎีและอยู่ในขั้นตอนการวิจัย ยังไม่มีการสร้าง AGI ที่แท้จริงขึ้นมาได้
AI ระดับสุดยอด (Artificial Superintelligence – ASI)
ASI คือระดับสูงสุดของ AI ตามทฤษฎี หมายถึงปัญญาประดิษฐ์ที่มีความฉลาดเหนือกว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุดในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ สติปัญญาทางสังคม และความรู้ทั่วไป แนวคิดเกี่ยวกับ ASI ก่อให้เกิดทั้งความหวังและข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติ เนื่องจากศักยภาพของมันอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้
| คุณสมบัติ | AI แบบแคบ (ANI) | AI ทั่วไป (AGI) | AI ระดับสุดยอด (ASI) |
|---|---|---|---|
| ขอบเขตความสามารถ | เชี่ยวชาญงานเฉพาะอย่าง | ทำงานได้หลากหลายเหมือนมนุษย์ | เหนือกว่ามนุษย์ในทุกด้าน |
| การเรียนรู้ | เรียนรู้จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ | สามารถเรียนรู้และประยุกต์ใช้ความรู้ข้ามศาสตร์ | มีความสามารถในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว |
| สถานะปัจจุบัน | มีอยู่จริงและใช้งานแพร่หลาย | ยังอยู่ในขั้นวิจัย (ทฤษฎี) | แนวคิดในอนาคต (ทฤษฎี) |
| ตัวอย่าง | ระบบแนะนำสินค้า, ผู้ช่วยเสมือน | (ยังไม่มี) ตัวละครหุ่นยนต์ในนิยายวิทยาศาสตร์ | (ยังไม่มี) ระบบปัญญาที่ควบคุมทุกสิ่ง |
แบ่งตามฟังก์ชันการทำงาน
การจำแนกประเภทนี้อธิบายถึงวิธีการทำงานของ AI และระดับความสามารถในการ “คิด” ของมัน
- Reactive Machines: เป็น AI ประเภทพื้นฐานที่สุด ไม่มีความทรงจำและไม่สามารถใช้ประสบการณ์ในอดีตมาประกอบการตัดสินใจในปัจจุบันได้ มันจะตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้าเท่านั้น ตัวอย่างคลาสสิกคือ Deep Blue ของ IBM ที่เอาชนะแชมป์หมากรุก Garry Kasparov โดยการคำนวณความเป็นไปได้ของตาเดินถัดไปที่ดีที่สุด
- Limited Memory: AI ประเภทนี้สามารถเก็บข้อมูลในอดีตได้ชั่วคราวเพื่อใช้ในการตัดสินใจ นี่คือ AI ส่วนใหญ่ที่เราใช้งานกันในปัจจุบัน เช่น รถยนต์ไร้คนขับที่ใช้ข้อมูลความเร็วและตำแหน่งของรถคันอื่นในอดีตไม่กี่วินาทีเพื่อวางแผนเส้นทาง
- Theory of Mind: เป็นระดับของ AI ในอนาคตที่สามารถเข้าใจความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ และเจตนาของสิ่งมีชีวิตอื่นได้ AI ประเภทนี้จะสามารถมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้อย่างแท้จริง
- Self-Awareness: คือขั้นสูงสุดของ AI ที่มีสติสัมปชัญญะ มีความรู้สึก และตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของตนเอง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยังคงอยู่ในขอบเขตของปรัชญาและนิยายวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีหลักที่ขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์
ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นจากแนวคิดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเทคโนโลยีแกนหลักหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนรู้ของเครื่อง, ดีปเลิร์นนิง และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ
การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning)
การเรียนรู้ของเครื่อง หรือ ML เป็นส่วนย่อย (subset) ของ AI ที่สำคัญที่สุด ML คือกระบวนการที่ระบบคอมพิวเตอร์ใช้ข้อมูลในการ “เรียนรู้” และปรับปรุงประสิทธิภาพของตนเองโดยไม่ต้องถูกตั้งโปรแกรมไว้อย่างชัดเจนในทุกขั้นตอน แทนที่จะเขียนโค้ดเพื่อบอกว่าต้องทำอะไร นักพัฒนาจะสร้างโมเดลที่สามารถเรียนรู้รูปแบบจากชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้ด้วยตัวเอง ML แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก:
- Supervised Learning (การเรียนรู้แบบมีผู้สอน): โมเดลจะถูกฝึกด้วยชุดข้อมูลที่มีการติดป้ายกำกับ (labeled data) ซึ่งหมายความว่าแต่ละข้อมูลจะมี “คำตอบ” ที่ถูกต้องกำกับอยู่ เป้าหมายคือเพื่อให้โมเดลเรียนรู้ที่จะคาดการณ์คำตอบสำหรับข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตัวอย่างเช่น การฝึกโมเดลให้แยกแยะระหว่างรูปภาพสุนัขและแมวโดยใช้ชุดข้อมูลรูปภาพที่มีการระบุว่าเป็นสุนัขหรือแมว
- Unsupervised Learning (การเรียนรู้แบบไม่มีผู้สอน): โมเดลจะทำงานกับชุดข้อมูลที่ไม่มีการติดป้ายกำกับ เป้าหมายคือการค้นหารูปแบบหรือโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลด้วยตัวเอง เช่น การจัดกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมการซื้อเพื่อทำการตลาดแบบแบ่งกลุ่ม
- Reinforcement Learning (การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง): โมเดลจะเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูกในสภาพแวดล้อมที่กำหนด โดยจะได้รับรางวัล (reward) สำหรับการกระทำที่ถูกต้อง และบทลงโทษ (penalty) สำหรับการกระทำที่ผิดพลาด เพื่อให้เรียนรู้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการบรรลุเป้าหมาย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการฝึก AI ให้เล่นเกม
ดีปเลิร์นนิง (Deep Learning)
ดีปเลิร์นนิงเป็นส่วนย่อยของ ML ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงสร้างและการทำงานของสมองมนุษย์ โดยใช้สิ่งที่เรียกว่า โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Networks) ที่มีหลายชั้น (layer) ซ้อนกันอยู่ “ความลึก” (deep) ของโครงข่ายนี้เองที่ทำให้มันสามารถเรียนรู้รูปแบบที่ซับซ้อนอย่างยิ่งจากข้อมูลได้ ดีปเลิร์นนิงเป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังความสำเร็จครั้งใหญ่ของ AI ในช่วงหลัง เช่น:
- การจดจำภาพ (Image Recognition): ระบบสามารถระบุวัตถุ ใบหน้า และฉากในภาพถ่ายด้วยความแม่นยำสูง
- การรู้จำเสียง (Speech Recognition): ทำให้ผู้ช่วยเสมือนสามารถเข้าใจคำสั่งเสียงได้
- Generative AI: การสร้างเนื้อหาใหม่ๆ เช่น ข้อความ รูปภาพ หรือดนตรี ที่มีความสมจริง
การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP)
NLP เป็นสาขาของ AI ที่มุ่งเน้นการทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจ ตีความ และสร้างภาษาของมนุษย์ได้ทั้งในรูปแบบข้อความและเสียงพูด NLP ผสานรวมเทคนิคทางภาษาศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพื่อจัดการกับความซับซ้อนและความกำกวมของภาษามนุษย์ การใช้งาน NLP ที่สำคัญ ได้แก่:
- แชทบอทและผู้ช่วยเสมือน: เพื่อให้สามารถสนทนากับผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- การแปลภาษาอัตโนมัติ: เช่น Google Translate
- การวิเคราะห์ความรู้สึก (Sentiment Analysis): การประเมินความคิดเห็นเชิงบวกหรือลบจากข้อความในโซเชียลมีเดียหรือรีวิวสินค้า
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาคอุตสาหกรรม
AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีในห้องปฏิบัติการอีกต่อไป แต่ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางเพื่อขับเคลื่อนประสิทธิภาพและนวัตกรรมในหลากหลายอุตสาหกรรม
การแพทย์และสุขภาพ
ในวงการแพทย์ AI กำลังปฏิวัติวิธีการวินิจฉัยและรักษาโรค โมเดลดีปเลิร์นนิงสามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น ภาพเอกซเรย์, CT scan หรือ MRI เพื่อตรวจหาสัญญาณของโรค เช่น มะเร็งหรือโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยความแม่นยำที่เทียบเท่าหรือสูงกว่ารังสีแพทย์ นอกจากนี้ AI ยังช่วยเร่งกระบวนการค้นคว้าและพัฒนายาใหม่ๆ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลทางชีวภาพจำนวนมหาศาลเพื่อหาเป้าหมายของยาที่มีศักยภาพ และยังถูกใช้ในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเฉพาะบุคคลโดยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงและแนะนำแผนการรักษาที่เหมาะสม
การเงินและการธนาคาร
สถาบันการเงินใช้ AI ในหลายด้านเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพ อัลกอริทึม ML สามารถวิเคราะห์ธุรกรรมแบบเรียลไทม์เพื่อตรวจจับรูปแบบที่น่าสงสัยและป้องกันการฉ้อโกงทางการเงิน ในด้านการให้สินเชื่อ AI ช่วยประเมินความเสี่ยงของลูกค้าได้แม่นยำขึ้นโดยวิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลายกว่าเดิม นอกจากนี้ การซื้อขายด้วยอัลกอริทึม (Algorithmic Trading) ซึ่งใช้ AI ในการตัดสินใจซื้อขายสินทรัพย์ในตลาดการเงินก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ
AI เป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์การช็อปปิ้งออนไลน์ในปัจจุบัน ระบบแนะนำสินค้าใช้ข้อมูลพฤติกรรมการเลือกดูและซื้อของลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้าที่พวกเขาน่าจะสนใจ ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ AI ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการห่วงโซ่อุปทานและการบริหารคลังสินค้าโดยการพยากรณ์ความต้องการสินค้าได้อย่างแม่นยำ และแชทบอทที่ขับเคลื่อนด้วย AI ก็เข้ามาช่วยตอบคำถามและให้บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง
ยานยนต์และการขนส่ง
การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับคือหนึ่งในการประยุกต์ใช้ AI ที่โดดเด่นที่สุด ระบบ AI ในรถยนต์เหล่านี้ใช้ข้อมูลจากกล้องและเซ็นเซอร์ต่างๆ เพื่อรับรู้สภาพแวดล้อมและตัดสินใจควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย ในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ AI ช่วยวางแผนเส้นทางการขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อประหยัดเวลาและเชื้อเพลิง รวมถึงการบริหารจัดการกลุ่มยานพา