กรุงเทพฯจม! เปิดตัว ‘เมืองลอยน้ำ’ กลางเจ้าพระยา
ประเด็นเรื่อง “กรุงเทพฯจม! เปิดตัว ‘เมืองลอยน้ำ’ กลางเจ้าพระยา” ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง สะท้อนถึงความกังวลต่ออนาคตของเมืองหลวง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ยืนยันถึงการเปิดตัวโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการจุดประกายให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับวิกฤตการณ์น้ำท่วมและการทรุดตัวของแผ่นดินที่กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญอย่างจริงจัง
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- การตรวจสอบข้อเท็จจริง: ในปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนเกี่ยวกับการเปิดตัวโครงการ “เมืองลอยน้ำ” หรือ “เวนิสตะวันออก 2030” กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ข้อมูลส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงแนวคิดที่ถูกพูดถึงในแวดวงวิชาการและสถาปัตยกรรม
- ความเสี่ยงที่แท้จริง: กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนพื้นที่ลุ่มต่ำและเผชิญกับปัญหาดินทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ระดับน้ำทะเลหนุนสูงและเกิดฝนตกหนักบ่อยครั้ง ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยรุนแรงและปัญหาน้ำท่วมขังระยะยาวมีแนวโน้มสูงขึ้น
- สาเหตุหลักของวิกฤต: ปัจจัยซับซ้อนที่นำไปสู่ความเสี่ยงของกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ 2) การทรุดตัวของพื้นดินจากการสูบน้ำบาดาลในอดีตและการขยายตัวของเมือง 3) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก
- แนวทางการแก้ไข: ผู้เชี่ยวชาญนำเสนอทางออกเป็น 2 แนวทางหลัก คือ การย้ายประชากรและศูนย์กลางเศรษฐกิจออกจากพื้นที่เสี่ยง หรือการปรับตัวเพื่อให้อยู่ร่วมกับน้ำได้ ซึ่งแนวคิดเรื่องบ้านลอยน้ำและเมืองลอยน้ำจัดอยู่ในแนวทางหลังนี้
- อนาคตของการปรับตัว: แม้โครงการเมืองลอยน้ำขนาดใหญ่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่แนวคิดการสร้างสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่นและทนทานต่อน้ำท่วมกำลังกลายเป็นหัวข้อสำคัญในการวางผังเมืองระยะยาวของกรุงเทพฯ และเมืองชายฝั่งทั่วโลก
หัวข้อ กรุงเทพฯจม! เปิดตัว ‘เมืองลอยน้ำ’ กลางเจ้าพระยา กลายเป็นคำค้นหาที่สะท้อนความกังวลและความหวังต่ออนาคตของเมืองหลวงไทย แม้ว่าข่าวการเปิดตัวโครงการที่ชัดเจนยังไม่ปรากฏ แต่แนวคิดนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงถึงแนวทางการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมและการทรุดตัวของแผ่นดินอย่างจริงจัง สถานการณ์ปัจจุบันของกรุงเทพฯ นั้นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง จากการคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองมีความเสี่ยงที่จะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลในอนาคตอันใกล้ บทความนี้จะสำรวจข้อเท็จจริงเบื้องหลังข่าวลือดังกล่าว พร้อมทั้งวิเคราะห์สาเหตุของวิกฤตและแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้สำหรับกรุงเทพมหานคร
วิเคราะห์ข่าวลือ ‘เมืองลอยน้ำ’ และความจริงที่กรุงเทพฯ ต้องเผชิญ
แนวคิดเกี่ยวกับ “เมืองลอยน้ำ” หรือ “บ้านลอยน้ำ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของกรุงเทพฯ การปรากฏของข่าวลือหรือแนวคิดโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ ชี้ให้เห็นถึงความต้องการทางออกที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ นักลงทุน นักวางผังเมือง และหน่วยงานภาครัฐ เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และทิศทางการพัฒนาเมืองในระยะยาว การทำความเข้าใจสถานการณ์ตามหลักความเป็นจริง แยกแยะระหว่างแนวคิดในอนาคตกับโครงการที่เกิดขึ้นแล้ว จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถเตรียมพร้อมและผลักดันนโยบายที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับความท้าทายที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาวะวิกฤต: ทำไมกรุงเทพฯ ถึงเสี่ยงจมน้ำ
ความเสี่ยงที่กรุงเทพฯ จะจมน้ำไม่ได้เป็นเพียงคำขู่ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับการยืนยันจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน การทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการหาทางแก้ไขและบรรเทาผลกระทบ
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์และปัญหาดินทรุด
กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดจากการทับถมของตะกอนดินเหนียวอ่อน ทำให้โครงสร้างชั้นดินไม่แข็งแรงและมีความอ่อนไหวต่อการทรุดตัวตามธรรมชาติอยู่แล้ว ในอดีต ปัญหาการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างมหาศาลเพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภคได้เร่งให้แผ่นดินทรุดตัวลงในอัตราที่น่าเป็นห่วง แม้ว่าปัจจุบันจะมีมาตรการควบคุมการใช้น้ำบาดาลที่เข้มงวดขึ้น แต่การทรุดตัวยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการกดทับของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น ตึกสูงและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลกดลงบนชั้นดินที่อ่อนนุ่ม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้พื้นที่กรุงเทพฯ ค่อยๆ ต่ำลงอย่างช้าๆ และเข้าใกล้ระดับน้ำทะเลมากขึ้นทุกปี
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ตัวเร่งสู่มหันตภัย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง ปรากฏการณ์โลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและมวลน้ำในมหาสมุทรขยายตัว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่ง การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตรก็สามารถสร้างผลกระทบได้อย่างมหาศาล
มีการคาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ. 2050 หรืออีกไม่ถึง 30 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยอาจหนุนสูงขึ้นอีกประมาณ 20-30 เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำของกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมขังบ่อยครั้งและกินเวลายาวนานขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากและเมื่อมีพายุพัดผ่าน
นอกจากนี้ รูปแบบของฝนที่ตกลงมาก็เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่อาจตกกระจายตัว กลายเป็นฝนตกหนักแบบสุดขั้วในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งเกินกว่าขีดความสามารถของระบบระบายน้ำที่มีอยู่จะรับมือได้ทันท่วงที ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ของเมือง
ผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว
การเติบโตของกรุงเทพฯ อย่างรวดเร็วในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพของเมืองไปอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่สีเขียว คูคลอง หรือพื้นที่เกษตรกรรมที่สามารถดูดซับน้ำได้ตามธรรมชาติ ถูกแทนที่ด้วยถนนคอนกรีต อาคาร และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นผิวที่น้ำไม่สามารถซึมผ่านได้ เมื่อฝนตกหนัก น้ำฝนปริมาณมหาศาลจึงไหลบ่าไปรวมกันบนพื้นผิวถนนและท่วมขังอย่างรวดเร็ว การหายไปของพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติและการอุดตันของทางระบายน้ำจากขยะและสิ่งปฏิกูลยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง การวางผังเมืองที่ขาดการคำนึงถึงมิติของการจัดการน้ำในระยะยาวจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ เปราะบางต่อปัญหาน้ำท่วมมากขึ้น
แนวคิด ‘เมืองลอยน้ำ’: นวัตกรรมหรือภาพฝัน?
เมื่อเผชิญกับความท้าทายจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและปัญหาน้ำท่วม แนวคิดเรื่อง “การอยู่ร่วมกับน้ำ” แทนที่จะ “ต่อสู้กับน้ำ” จึงเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น สถาปัตยกรรมลอยน้ำและเมืองลอยน้ำคือหนึ่งในคำตอบที่ถูกเสนอขึ้นมาเพื่อรับมือกับอนาคตดังกล่าว แต่แนวคิดนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในบริบทของกรุงเทพฯ
นิยามของสถาปัตยกรรมลอยน้ำ
สถาปัตยกรรมลอยน้ำ (Floating Architecture) คือสิ่งก่อสร้างที่ถูกออกแบบให้สามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้ โดยตัวอาคารจะตั้งอยู่บนทุ่นหรือโครงสร้างที่สามารถปรับระดับขึ้นลงตามระดับน้ำได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งแตกต่างจาก “บ้านยกใต้ถุนสูง” แบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนเสาและไม่สามารถปรับระดับได้ แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล มีการพัฒนาชุมชนลอยน้ำและอาคารลอยน้ำที่ประสบความสำเร็จมาแล้วหลายแห่ง เช่น ชุมชน IJburg ในกรุงอัมสเตอร์ดัม โครงสร้างเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้มีความมั่นคงแข็งแรง สามารถเชื่อมต่อกับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา และระบบบำบัดของเสีย ได้ไม่ต่างจากอาคารบนบก
ตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการ ‘เวนิสตะวันออก’
สำหรับกระแสข่าวเกี่ยวกับโครงการ “เวนิสตะวันออก 2030” หรือ “เมืองลอยน้ำกลางเจ้าพระยา” นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและหน่วยงานภาครัฐ ณ ปัจจุบัน ยังไม่พบการประกาศเปิดตัวโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ชื่อและแนวคิดเหล่านี้มักปรากฏในการนำเสนอเชิงแนวคิดของบริษัทสถาปนิก การเสวนาทางวิชาการ หรือในรายงานเชิงคาดการณ์อนาคตมากกว่าจะเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติและกำลังจะเริ่มก่อสร้างจริง ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าแนวคิด “เมืองลอยน้ำ” ในกรุงเทพฯ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้และเป็นภาพฝันสำหรับอนาคต มากกว่าจะเป็นโครงการรูปธรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน
เปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของที่อยู่อาศัยลอยน้ำ
การนำแนวคิดที่อยู่อาศัยลอยน้ำมาปรับใช้ในวงกว้างจำเป็นต้องพิจารณาทั้งข้อดีและข้อจำกัดอย่างรอบด้าน เพื่อประเมินความคุ้มค่าและความเหมาะสมในบริบทของสังคมไทย
| คุณสมบัติ | ที่อยู่อาศัยบนบก (แบบดั้งเดิม) | ที่อยู่อาศัยลอยน้ำ (แนวคิดใหม่) |
|---|---|---|
| การรับมือน้ำท่วม | มีความเสี่ยงสูงต่อความเสียหายจากน้ำท่วมขัง ต้องอาศัยการป้องกันจากภายนอก เช่น เขื่อนกั้นน้ำ | มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับระดับขึ้นลงตามน้ำได้ ลดความเสียหายต่อโครงสร้างและทรัพย์สินโดยตรง |
| ต้นทุนการก่อสร้าง | อาจมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า แต่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว | มีต้นทุนการก่อสร้างเริ่มต้นสูง เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีและวัสดุพิเศษสำหรับทุ่นและระบบยึดเหนี่ยว |
| โครงสร้างพื้นฐาน | เชื่อมต่อกับระบบสาธารณูปโภคได้ง่าย แต่ระบบอาจล่มเมื่อเกิดน้ำท่วมรุนแรง | ต้องการการออกแบบระบบสาธารณูปโภคแบบพิเศษ (ท่อส่งแบบยืดหยุ่น) ซึ่งมีความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายสูง |
| ข้อกฎหมายและระเบียบ | มีกฎหมายควบคุมอาคารรองรับชัดเจน | ยังไม่มีข้อกฎหมายและระเบียบข้อบังคับรองรับที่ชัดเจนในประเทศไทย ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการพัฒนา |
| ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม | การก่อสร้างบนบกเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่และกีดขวางทางน้ำ | อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำหากไม่มีการวางแผนที่ดี แต่ก็มีศักยภาพในการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม |
ทางรอดของกรุงเทพฯ: เมื่อต้องอยู่ร่วมกับน้ำ
เมื่อตระหนักว่าปัญหาน้ำท่วมและการทรุดตัวของแผ่นดินเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก คำถามสำคัญที่ตามมาคือ กรุงเทพฯ ควรจะเดินหน้าไปในทิศทางใด? การตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสมจะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของเมืองในทศวรรษข้างหน้า
ทางเลือกสำคัญ: ย้ายเมืองหรือปรับตัว
ในทางทฤษฎี ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอทางออกสำหรับเมืองที่กำลังจะจมน้ำไว้ 2 แนวทางหลัก หนึ่งคือ การย้ายเมือง (Relocation) ซึ่งหมายถึงการย้ายเมืองหลวง ศูนย์กลางราชการ และศูนย์กลางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ใหม่ที่มีความปลอดภัยกว่า แนวทางนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ในทางปฏิบัติสำหรับกรุงเทพฯ ถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณมหาศาล อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 10 ล้านคน รวมถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่หยั่งรากลึกมานาน
ทางเลือกที่สองซึ่งมีความเป็นไปได้มากกว่าคือ การปรับตัว (Adaptation) หรือการหาวิธีอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปให้ได้ แนวทางนี้ไม่ได้มองว่า “น้ำ” คือศัตรูที่ต้องกำจัด แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยอย่างสมดุล แนวคิดเรื่องบ้านลอยน้ำหรือเมืองลอยน้ำก็จัดอยู่ในกลยุทธ์การปรับตัวนี้เช่นกัน แต่การปรับตัวไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แต่ประกอบด้วยมาตรการที่หลากหลายซึ่งต้องทำควบคู่กันไป
กลยุทธ์การปรับตัวที่หลากหลายและยั่งยืน
การปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับน้ำอย่างยั่งยืนสำหรับกรุงเทพฯ จำเป็นต้องผสมผสานทั้งมาตรการเชิงโครงสร้าง (Hard Infrastructure) และมาตรการที่ไม่ใช่โครงสร้าง (Soft Infrastructure) เข้าด้วยกัน ดังนี้:
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure): คือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง เช่น สวนสาธารณะ หลังคาเขียว (Green Roof) และการสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อทำหน้าที่เป็น “ฟองน้ำ” ธรรมชาติ ช่วยดูดซับและชะลอน้ำฝน ลดภาระของระบบระบายน้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โครงการอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ออกแบบให้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำขนาดใหญ่ใจกลางเมือง
- การปรับปรุงระบบระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม: การลงทุนขยายและเพิ่มประสิทธิภาพของอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ การสร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและชายฝั่งทะเลให้สูงและแข็งแรงขึ้น รวมถึงการดูแลรักษาคูคลองและทางระบายน้ำให้ปราศจากสิ่งกีดขวางอย่างสม่ำเสมอ
- การสร้างพื้นที่หน่วงน้ำหรือ “แก้มลิง”: การสงวนพื้นที่ลุ่มต่ำนอกเขตเมืองไว้สำหรับเป็นพื้นที่รับน้ำหลากชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปริมาณมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญพร้อมกัน
- การออกกฎหมายและข้อบังคับในการใช้ที่ดิน: การควบคุมการก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยง และการกำหนดให้โครงการก่อสร้างใหม่ๆ ต้องมีมาตรการจัดการน้ำฝนในพื้นที่ของตนเอง เช่น บ่อหน่วงน้ำใต้ดิน เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระไปให้ส่วนรวม
- การส่งเสริมสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่น: แม้เมืองลอยน้ำทั้งเมืองอาจยังไกลเกินจริง แต่การส่งเสริมการออกแบบอาคารที่สามารถรับมือกับน้ำท่วมได้ เช่น การยกพื้นชั้นล่างให้สูง การใช้วัสดุที่ทนทานต่อน้ำ และการออกแบบระบบไฟฟ้าและเครื่องจักรกลให้อยู่ในที่สูง ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทันที
สรุป: อนาคตของกรุงเทพฯ และก้าวต่อไป
แม้ว่าข่าวลือเรื่อง กรุงเทพฯจม! เปิดตัว ‘เมืองลอยน้ำ’ กลางเจ้าพระยา จะยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริง แต่ก็ได้ทำหน้าที่สำคัญในการปลุกให้สังคมตระหนักถึงวิกฤตที่เมืองหลวงกำลังเผชิญอยู่ ความท้าทายจากปัญหาดินทรุด ระดับน้ำทะเลหนุนสูง และสภาพอากาศสุดขั้วเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริงและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ
อนาคตของกรุงเทพฯ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงการเมกะโปรเจกต์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนระยะยาวที่ผสมผสานหลากหลายแนวทางเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วม การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวเพื่อทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติ ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและการก่อสร้างเพื่อให้อยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน
การตระหนักรู้และมีส่วนร่วมในการวางแผนทิศทางของเมืองคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการสร้างอนาคตที่มั่นคงและปลอดภัยสำหรับกรุงเทพมหานคร ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างจริงจัง ก่อนที่ภาพของเมืองที่จมอยู่ใต้น้ำจะกลายเป็นความจริงที่ไม่อาจแก้ไขได้