Home » แท็กซี่บินได้! เปิดบริการแล้วทั่วกรุง






แท็กซี่บินได้! เปิดบริการแล้วทั่วกรุง


แท็กซี่บินได้! เปิดบริการแล้วทั่วกรุง

สารบัญ

แนวคิดเรื่อง แท็กซี่บินได้ หรือ โดรนแท็กซี่ กำลังเปลี่ยนจากจินตนาการในภาพยนตร์ไซไฟมาสู่ความเป็นจริงที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ เทคโนโลยีนี้ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่อาจปฏิวัติการเดินทางในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพมหานครที่ต้องเผชิญกับปัญหาการจราจรที่หนาแน่นมาอย่างยาวนาน

  • เทคโนโลยีการเดินทางทางอากาศในเมือง (Urban Air Mobility – UAM) กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในบางประเทศภายในปี 2025
  • แม้จะมีความเคลื่อนไหวสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีบริการแท็กซี่บินได้เปิดให้บริการครอบคลุมทั่วกรุงเทพมหานคร
  • ความท้าทายหลักในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้จริง ได้แก่ กฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางอากาศ, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น, และราคาค่าบริการที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
  • ผู้พัฒนารายใหญ่ทั่วโลก เช่น AirAsia, Hyundai (Supernal), และ Pivotal กำลังแข่งขันกันพัฒนายานยนต์และทดสอบระบบเพื่อชิงความเป็นผู้นำในตลาดใหม่นี้

คำกล่าวที่ว่า แท็กซี่บินได้! เปิดบริการแล้วทั่วกรุง ได้จุดประกายความหวังและจินตนาการถึงการเดินทางที่ไร้ขีดจำกัดเหนือท้องฟ้าของเมืองหลวง เพื่อหลีกหนีความแออัดบนท้องถนน แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงความฝันอีกต่อไป แต่เป็นเป้าหมายที่บริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังทุ่มเททรัพยากรเพื่อทำให้เกิดขึ้นจริง บทความนี้จะสำรวจสถานะปัจจุบันของเทคโนโลยีแท็กซี่บินได้ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความพร้อมในการให้บริการในกรุงเทพฯ และวิเคราะห์ถึงโอกาสและความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าสำหรับ อนาคตการเดินทาง รูปแบบใหม่นี้

ภาพรวมของอนาคตการเดินทางทางอากาศในเมือง

การเดินทางทางอากาศในเขตเมือง หรือ Urban Air Mobility (UAM) คือแนวคิดการใช้ยานพาหนะขนาดเล็กที่สามารถขึ้น-ลงในแนวดิ่งได้ (Vertical Take-Off and Landing – VTOL) เพื่อขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้าระยะสั้นภายในเมืองใหญ่ เป้าหมายหลักคือการลดระยะเวลาการเดินทาง แก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด และสร้างทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากยานพาหนะส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างการพัฒนาให้ใช้พลังงานไฟฟ้า (eVTOL)

ความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ทวีคูณขึ้นเมื่อพิจารณาถึงสภาพการจราจรในมหานครอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงในช่วงเวลาเร่งด่วน แท็กซี่บินได้ จึงกลายเป็นคำตอบที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วและประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปประชุม หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางจากใจกลางเมืองไปยังสนามบินอย่างรวดเร็ว กลุ่มเป้าหมายในช่วงแรกจึงมุ่งเน้นไปที่ผู้ใช้บริการที่ให้ความสำคัญกับเวลาและยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าบริการขนส่งสาธารณะทั่วไป

ช่วงเวลาที่เทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นกระแสหลักนั้นถูกคาดการณ์ไว้ในช่วงทศวรรษนี้ หลายบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ครั้งแรกภายในปี 2025-2026 โดยเริ่มจากเส้นทางบินเฉพาะจุดที่มีความต้องการสูง เช่น ระหว่างย่านธุรกิจกับสนามบิน ก่อนจะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ในอนาคต

เจาะลึกเทคโนโลยีแท็กซี่บินได้

เจาะลึกเทคโนโลยีแท็กซี่บินได้

เบื้องหลังแนวคิดที่น่าตื่นตาตื่นใจของ แท็กซี่บินได้ คือเทคโนโลยีที่ซับซ้อนซึ่งผสมผสานหลักการของอากาศยาน โดรน และปัญญาประดิษฐ์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างรูปแบบการเดินทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นิยามและหลักการทำงานของโดรนแท็กซี่

โดรนแท็กซี่ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า อากาศยาน eVTOL เป็นยานพาหนะที่ออกแบบมาเพื่อการขนส่งผู้โดยสารในระยะทางสั้นถึงปานกลางภายในเขตเมือง ลักษณะเด่นคือความสามารถในการขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง ทำให้ไม่ต้องการรันเวย์ยาวเหมือนเครื่องบินทั่วไป และสามารถใช้พื้นที่จำกัดบนดาดฟ้าอาคารหรือลานจอดที่เรียกว่า “Vertiport” ได้

หลักการทำงานส่วนใหญ่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าหลายตัวในการขับเคลื่อนใบพัดจำนวนมาก (Distributed Electric Propulsion – DEP) ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความเสถียรในการบิน หากมอเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งขัดข้อง ระบบที่เหลือยังสามารถประคองยานพาหนะให้ลงจอดได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ การใช้พลังงานไฟฟ้ายังช่วยลดเสียงรบกวนและมลพิษทางอากาศเมื่อเทียบกับเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

ส่วนประกอบสำคัญและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง

ความก้าวหน้าของ แท็กซี่บินได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวยานพาหนะเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาศัยนวัตกรรมในด้านอื่นๆ ประกอบกัน ได้แก่:

  • เทคโนโลยีแบตเตอรี่: การพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นของพลังงานสูง น้ำหนักเบา และสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็ว คือหัวใจสำคัญที่ทำให้การบินด้วยไฟฟ้าเป็นไปได้จริงและคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
  • ระบบควบคุมการบินอัตโนมัติ (แท็กซี่ AI): ในระยะยาว ผู้พัฒนามุ่งหวังให้ แท็กซี่บินได้ สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติทั้งหมดเพื่อลดต้นทุนและข้อผิดพลาดจากมนุษย์ ระบบ แท็กซี่ AI จะทำหน้าที่วางแผนเส้นทางบิน หลบหลีกสิ่งกีดขวาง และจัดการการจราจรทางอากาศร่วมกับยานลำอื่นๆ
  • วัสดุศาสตร์: การใช้วัสดุคอมโพสิตน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างโครงสร้างของยานที่สามารถรับน้ำหนักผู้โดยสารและแบตเตอรี่ได้โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการบิน
  • ระบบจัดการจราจรทางอากาศ (Unmanned Traffic Management – UTM): เพื่อให้แท็กซี่บินได้หลายร้อยหรือหลายพันลำสามารถบินในเมืองได้อย่างปลอดภัย จำเป็นต้องมีระบบควบคุมกลางที่ทันสมัยเพื่อจัดระเบียบเส้นทางบินและป้องกันการชนกัน

สถานการณ์ แท็กซี่บินได้! เปิดบริการแล้วทั่วกรุง ความจริงคืออะไร

แม้ว่าหัวข้อ “แท็กซี่บินได้! เปิดบริการแล้วทั่วกรุง” จะสร้างความตื่นเต้น แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่มีอยู่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างถูกต้อง

แม้ว่าแนวคิดเรื่องแท็กซี่บินได้จะน่าตื่นเต้นและมีความคืบหน้าอย่างมากในระดับโลก แต่ข้อมูลล่าสุดยังไม่ยืนยันการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบทั่วกรุงเทพมหานครในปี 2025 การพัฒนาส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผนและทดสอบในภูมิภาคอื่น

ความเคลื่อนไหวในระดับภูมิภาคและทั่วโลก

หลายประเทศทั่วโลกกำลังเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจัง และกลายเป็นต้นแบบที่น่าจับตามอง:

  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: กลุ่มสายการบิน AirAsia ได้ประกาศแผนธุรกิจที่ชัดเจนในการนำแท็กซี่บินได้มาให้บริการในกลุ่มประเทศ ASEAN โดยมีเป้าหมายเริ่มต้นที่ประเทศมาเลเซียในปี 2025 ก่อนจะขยายไปยังเมืองใหญ่อื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งกรุงเทพฯ อาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายระยะต่อไป โมเดลบริการเน้นการเดินทางระหว่างใจกลางเมืองกับสนามบิน สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 4 คนต่อเที่ยว และคาดการณ์ค่าโดยสารเบื้องต้นไว้ที่ประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยลดเวลาเดินทางจากกว่าหนึ่งชั่วโมงเหลือเพียงไม่ถึง 20 นาที
  • เกาหลีใต้: รัฐบาลเกาหลีใต้ให้การสนับสนุนโครงการ UAM อย่างเต็มที่ โดยมีการทดสอบระบบแท็กซี่อากาศขับเคลื่อนอัตโนมัติในหลายพื้นที่ และตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2025 เช่นกัน
  • สหรัฐอเมริกา: บริษัท Pivotal ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เปิดตัวยานยนต์รุ่นใหม่ชื่อ The Helix และกำลังอยู่ในช่วงของการสาธิตและทดสอบเพื่อเตรียมให้บริการในอนาคตอันใกล้ แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่สูงในตลาดอเมริกาเหนือ
ตารางเปรียบเทียบโครงการแท็กซี่บินได้ที่น่าสนใจในภูมิภาคต่างๆ
โครงการ / บริษัท ภูมิภาคเป้าหมาย เป้าหมายเริ่มบริการ ลักษณะเด่นของบริการ
AirAsia (Advanced Air Mobility) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เริ่มต้นที่มาเลเซีย) ปี 2025 ผู้โดยสาร 4 คน, เน้นเส้นทางสนามบิน-ใจกลางเมือง, ค่าบริการประมาณ 50 USD
โครงการ UAM เกาหลีใต้ เกาหลีใต้ ปี 2025 ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ, ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
Pivotal (The Helix) สหรัฐอเมริกา อยู่ในขั้นตอนทดสอบ (คาดการณ์ปี 2025-2026) ยานยนต์ส่วนบุคคล/แท็กซี่, เน้นการใช้งานที่ง่ายและปลอดภัย

ความเป็นไปได้ในกรุงเทพมหานคร

สำหรับกรุงเทพมหานคร แม้จะยังไม่มีการประกาศเปิดตัวบริการ SkyTaxi หรือบริการในลักษณะเดียวกันอย่างเป็นทางการ แต่ศักยภาพของตลาดยังคงมีอยู่สูง ด้วยปัญหาการจราจรที่รุนแรงและจำนวนนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่หนาแน่น การมาถึงของบริการแท็กซี่บินได้ในอนาคตจึงมีความเป็นไปได้สูง โดยอาจเริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติกับกลุ่มทุนในประเทศเพื่อนำร่องโครงการในเส้นทางที่มีความต้องการสูงก่อน

ความท้าทายก่อนที่แท็กซี่บินได้จะกลายเป็นจริง

การเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดสู่การบริการที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายประการที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรอบคอบ

กฎระเบียบและความปลอดภัย

ความปลอดภัยคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด หน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินพลเรือนในแต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องพัฒนากฎหมายและข้อบังคับใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับการจราจรทางอากาศในระดับความสูงต่ำ (Low-Altitude Airspace) ซึ่งรวมถึงการกำหนดเส้นทางบิน มาตรฐานการรับรองตัวยานพาหนะ คุณสมบัติของนักบิน (ในช่วงแรก) และโปรโตคอลการรับมือเหตุฉุกเฉิน การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สาธารณชนว่าการเดินทางด้วย โดรนแท็กซี่ มีความปลอดภัยเทียบเท่าหรือมากกว่าการเดินทางรูปแบบอื่นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

โครงสร้างพื้นฐานและต้นทุน

การให้บริการแท็กซี่บินได้ต้องการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่เรียกว่า “Vertiport” ซึ่งเป็นสถานีสำหรับขึ้น-ลงจอดและชาร์จพลังงาน การก่อสร้างสถานีเหล่านี้บนดาดฟ้าอาคารหรือในพื้นที่สำคัญทั่วเมืองต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล นอกจากนี้ ต้นทุนในการผลิตและบำรุงรักษายาน eVTOL ยังคงสูงในช่วงแรก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาค่าบริการ คำถามสำคัญคือ ราคาจะอยู่ในระดับที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นบริการสำหรับคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ตัวอย่างราคาที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,800 บาท) ต่อเที่ยว อาจยังสูงเกินไปสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่

การยอมรับของสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ประเด็นทางสังคมเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่มองข้ามไม่ได้ เสียงรบกวนจากใบพัด แม้จะเบากว่าเฮลิคอปเตอร์ แต่การมีแท็กซี่บินผ่านเหนือที่พักอาศัยจำนวนมากอาจสร้างความรำคาญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวจากการบินในระดับต่ำ และทัศนียภาพของเมืองที่อาจเปลี่ยนแปลงไป การสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากชุมชนจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี

บทสรุป: ทิศทางของอนาคตการเดินทางในเมือง

สรุปแล้ว แม้ข่าว “แท็กซี่บินได้! เปิดบริการแล้วทั่วกรุง” อาจจะยังไม่เกิดขึ้นจริงอย่างเต็มรูปแบบในปัจจุบัน แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและศักยภาพของ อนาคตการเดินทาง ที่กำลังจะมาถึง เทคโนโลยี UAM และอากาศยาน eVTOL ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นนวัตกรรมที่กำลังถูกพัฒนาและทดสอบอย่างจริงจังทั่วโลก โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการปฏิวัติระบบขนส่งในเมืองใหญ่

ความเคลื่อนไหวของบริษัทอย่าง AirAsia ในภูมิภาคเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับบริการนี้ อย่างไรก็ตาม การจะไปถึงจุดนั้นได้ยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการวางกรอบกฎหมายที่รัดกุม ภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม และภาคประชาชนในการเปิดรับและปรับตัวเข้ากับรูปแบบการเดินทางใหม่

ในระหว่างนี้ การติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดรนแท็กซี่ และ แท็กซี่ AI อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าท้องฟ้าของกรุงเทพมหานครจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะกำหนดนิยามใหม่ของการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน