Home » รับมือฝนตกหนัก! 7 วิธีดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากโรค

รับมือฝนตกหนัก! 7 วิธีดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากโรค

สารบัญ

ในช่วงฤดูฝนที่มาพร้อมกับสถานการณ์ฝนตกหนักและปัญหาน้ำท่วมขัง การดูแลสุขภาพกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและความชื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายชนิด ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น การทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ประเด็นสำคัญของการดูแลสุขภาพในฤดูฝน

  • การป้องกันโรคติดต่อ: ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาของการระบาดของโรคหลายชนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก และโรคฉี่หนู การป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: การรักษาความสะอาดของร่างกาย อาหาร และที่อยู่อาศัย เป็นพื้นฐานในการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
  • ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน: นอกเหนือจากโรคภัยไข้เจ็บแล้ว อันตรายจากน้ำท่วม ไฟฟ้าดูด และสัตว์มีพิษก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง
  • การเตรียมความพร้อม: การเตรียมยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น รวมถึงการติดตามข่าวสารสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ช่วยให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ดีขึ้น

บทความนี้จะนำเสนอแนวทางในการ รับมือฝนตกหนัก! 7 วิธีดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากโรค ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านช่วงฤดูฝนไปได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดี การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยของตนเอง แต่ยังช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปสู่คนในครอบครัวและชุมชนอีกด้วย สภาพแวดล้อมที่เปียกชื้นจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคและสัตว์พาหะนำโรค การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน

ฤดูฝนในประเทศไทยมักนำมาซึ่งความชุ่มชื้นและอากาศที่เย็นสบาย แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงด้านสุขภาพมากมาย ตั้งแต่โรคติดต่อทางเดินหายใจไปจนถึงโรคที่มากับน้ำท่วมขังและยุงเป็นพาหะ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้นในอากาศอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและอ่อนแอลงได้ง่าย เปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและดูแลสุขภาพเชิงรุกจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งมีภูมิต้านทานต่ำกว่าคนทั่วไป

การลงทุนกับการป้องกันสุขภาพในช่วงฤดูฝน คือการลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงที่อาจตามมา ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย แต่ยังรวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการสูญเสียโอกาสในการทำงานหรือการเรียน

7 แนวทางปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดีในช่วงฝนตกหนัก

เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง การปฏิบัติตามแนวทาง 7 ข้อต่อไปนี้จะช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันสุขภาพให้แข็งแรงและปลอดภัยได้

1. รักษาความสะอาดของร่างกายและที่อยู่อาศัย

สุขอนามัยเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรค โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เชื้อโรคสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่อับชื้น

  • การทำความสะอาดร่างกาย: หลังจากเดินทางกลับถึงบ้านหรือหลังจากสัมผัสกับน้ำฝนหรือน้ำท่วมขัง ควรีบอาบน้ำชำระร่างกายและสระผมให้สะอาดทันที เพื่อกำจัดเชื้อโรคและสิ่งสกปรกที่อาจติดมากับน้ำ เน้นทำความสะอาดบริเวณซอกนิ้วมือและนิ้วเท้าเป็นพิเศษ และเช็ดตัวให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน หรือน้ำกัดเท้า
  • สุขอนามัยของมือ: ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ การพกเจลแอลกอฮอล์ติดตัวไว้ใช้ในกรณีที่ไม่สะดวกในการล้างมือก็เป็นทางเลือกที่ดี
  • การดูแลเสื้อผ้า: เสื้อผ้าที่เปียกฝนควรเปลี่ยนและนำไปซักทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เกิดความอับชื้นซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและแบคทีเรีย ในช่วงที่อากาศมีความชื้นสูง ควรตากผ้าในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกหรือใช้เครื่องอบผ้าเพื่อให้ผ้าแห้งสนิท
  • ความสะอาดของที่อยู่อาศัย: ดูแลทำความสะอาดบ้านเรือนให้แห้งและโปร่งอยู่เสมอ เปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศและลดความอับชื้น หากมีน้ำท่วมขังในบริเวณบ้าน ควรรีบกำจัดออกไปเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

2. ใส่ใจเรื่องอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ

โรคติดต่อทางเดินอาหาร เช่น ท้องร่วง อาหารเป็นพิษ และอหิวาตกโรค มักระบาดได้ง่ายในช่วงฤดูฝน เนื่องจากการปนเปื้อนของเชื้อโรคในน้ำและอาหาร

  • เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่: หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ปรุงทิ้งไว้นานๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรค ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และยังร้อนอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ: อาหารประเภทส้มตำ ยำ หรือลาบที่ไม่ผ่านการปรุงสุกอย่างทั่วถึง มีความเสี่ยงสูงที่จะมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน ควรเลือกรับประทานอาหารที่ผ่านความร้อนอย่างเพียงพอเท่านั้น
  • การดื่มน้ำสะอาด: ควรดื่มน้ำที่สะอาดและปลอดภัย เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หรือน้ำต้มสุก หากจำเป็นต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ควรนำมาต้มให้เดือดอย่างน้อย 1-2 นาทีก่อนนำมาบริโภค
  • ล้างผักและผลไม้ให้สะอาด: ก่อนรับประทานผักสดหรือผลไม้ ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง หรือแช่ในน้ำด่างทับทิมหรือน้ำส้มสายชูเจือจางเพื่อลดการปนเปื้อนของสารเคมีและเชื้อโรค

3. ป้องกันตนเองจากยุงและสัตว์พาหะนำโรค

ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา และโรคไข้ซิกา แพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สัตว์มีพิษอื่นๆ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ก็อาจหนีน้ำเข้ามาในบ้านเรือนได้

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง: สำรวจบริเวณรอบบ้านและกำจัดภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์เก่า กะลา กระป๋อง หรือจานรองกระถางต้นไม้ ควรปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด และเปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์
  • ป้องกันยุงกัด: นอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด สวมใส่เสื้อผ้าแขนยาวและกางเกงขายาวเพื่อปกปิดร่างกายให้มิดชิด โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันซึ่งเป็นช่วงที่ยุงลายออกหากิน การใช้ยาทากันยุงที่มีส่วนผสมของ DEET หรือ Icaridin ก็สามารถช่วยป้องกันได้
  • ระวังสัตว์มีพิษ: จัดเก็บบ้านเรือนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ให้มีมุมอับหรือรกรุงรังซึ่งอาจเป็นที่หลบซ่อนของสัตว์มีพิษ ตรวจสอบรองเท้าก่อนสวมใส่ และใช้ความระมัดระวังเมื่อต้องเดินในที่มืดหรือบริเวณที่มีหญ้ารก

4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมขังโดยไม่จำเป็น

น้ำท่วมขังที่สกปรกเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคมากมาย การเดินลุยน้ำโดยไม่มีการป้องกันอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่เป็นอันตรายได้

  • ความเสี่ยงจากโรคฉี่หนู (Leptospirosis): เชื้อโรคนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน หรือเยื่อบุที่อ่อนนุ่ม เช่น ตา จมูก ปาก หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูทยางเพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรง
  • โรคผิวหนังและการติดเชื้อที่บาดแผล: น้ำที่สกปรกอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือทำให้บาดแผลเล็กๆ อักเสบลุกลามได้ หลังลุยน้ำควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งทันที หากมีบาดแผลควรทำความสะอาดแผลและปิดพลาสเตอร์กันน้ำ
  • อันตรายจากไฟฟ้าดูด: ในพื้นที่น้ำท่วมอาจมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเสาไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่จมน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้เสาไฟฟ้าหรือตู้ควบคุมไฟฟ้า และงดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหากร่างกายเปียกหรือยืนอยู่ในบริเวณที่ชื้นแฉะ

5. สร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเป็นกลไกป้องกันโรคที่ดีที่สุดของร่างกาย การดูแลสุขภาพพื้นฐานให้ดีอยู่เสมอจะช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นการรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ส้ม ฝรั่ง พริกหวาน บรอกโคลี ซึ่งช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่ๆ การอดนอนจะทำให้ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่าย
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3-5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน ควรเลือกออกกำลังกายในที่ร่มเพื่อหลีกเลี่ยงการตากฝน
  • จัดการความเครียด: ความเครียดเรื้อรังส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน ควรหากิจกรรมผ่อนคลาย เช่น การฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือทำสมาธิ เพื่อลดระดับความเครียด

6. เตรียมชุดยาและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลให้พร้อม

การเตรียมความพร้อมด้านยาและเวชภัณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อาจเกิดน้ำท่วมจนไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลหรือร้านขายยาได้สะดวก

  • ยาสำหรับโรคประจำตัว: ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ควรสำรองยาให้เพียงพอสำหรับระยะเวลาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
  • ยาสามัญประจำบ้าน: ควรเตรียมยาพื้นฐานสำหรับบรรเทาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ยาแก้ท้องเสีย และผงเกลือแร่ (ORS)
  • อุปกรณ์ทำแผล: เตรียมชุดทำแผลเบื้องต้น ซึ่งประกอบด้วย พลาสเตอร์ปิดแผล ผ้าก๊อซ น้ำยาฆ่าเชื้อ (เช่น แอลกอฮอล์หรือโพวิโดน-ไอโอดีน) และสำลี
  • การเก็บรักษา: ควรเก็บยาและอุปกรณ์ทั้งหมดไว้ในกล่องหรือถุงกันน้ำ และวางไว้ในที่ที่หยิบใช้ง่ายและพ้นจากมือเด็ก

7. สังเกตอาการผิดปกติและพบแพทย์ทันที

แม้จะมีการป้องกันที่ดี แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยได้ การสังเกตอาการของตนเองและคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือซื้อยารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

  • อาการที่ต้องระวัง: หากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วัน ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยตามตัวอย่างหนัก มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอย่างรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่รุนแรง เช่น ไข้เลือดออก หรือไข้ฉี่หนู
  • ความสำคัญของการวินิจฉัยที่ถูกต้อง: การพบแพทย์จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำและได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

โรคที่พบบ่อยในฤดูฝนและแนวทางการป้องกัน

ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ ที่มักระบาดในช่วงฤดูฝนจะช่วยให้สามารถป้องกันตนเองได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบข้อมูลสำคัญของ 4 โรคที่พบบ่อย

ตารางเปรียบเทียบโรคที่พบบ่อยในฤดูฝน ลักษณะอาการ และการป้องกันเบื้องต้น
โรค สาเหตุ/การติดต่อ อาการเด่น การป้องกัน
ไข้เลือดออก (Dengue Fever) เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ไข้สูงลอย ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ป้องกันยุงกัด สวมเสื้อผ้าที่มิดชิด
โรคฉี่หนู (Leptospirosis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับปัสสาวะของสัตว์ เช่น หนู ติดต่อโดยการสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อน ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง โดยเฉพาะน่องและโคนขา ตาแดง ตัวเหลือง หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำท่วมขัง สวมรองเท้าบู๊ตป้องกัน รีบล้างตัวให้สะอาดหลังสัมผัสน้ำสกปรก
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสสิ่งของร่วมกัน มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัวมาก อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ฉีดวัคซีนป้องกันทุกปี ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด สวมหน้ากากอนามัย
โรคตาแดง (Conjunctivitis) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อโรคแล้วเผลอขยี้ตา ระคายเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล มีขี้ตามากผิดปกติ อาจมีอาการปวดตาและแพ้แสง ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ล้างมือให้สะอาดเสมอ หลีกเลี่ยงการขยี้ตา

การดูแลเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มเสี่ยง

แม้ว่าทุกคนควรดูแลสุขภาพในช่วงฤดูฝน แต่มีบางกลุ่มที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษเนื่องจากมีภาวะภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าปกติหรือมีข้อจำกัดทางร่างกาย

  • เด็กเล็ก: ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ผู้ปกครองควรดูแลเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ สอนให้เด็กล้างมือบ่อยๆ และไม่เล่นน้ำสกปรก ควรให้เด็กได้รับวัคซีนตามกำหนด และดูแลให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ
  • ผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวและร่างกายเสื่อมถอยตามวัย ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการเจ็บป่วย ควรดูแลให้ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนเพียงพอ และรับประทานยาสำหรับโรคประจำตัวอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งระมัดระวังอุบัติเหตุจากการลื่นล้มในบริเวณที่เปียกแฉะ
  • หญิงตั้งครรภ์: การเจ็บป่วยในช่วงตั้งครรภ์อาจส่งผลกระทบต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ได้ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงหรือสถานที่ที่มีคนแออัด และปรึกษาแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว: ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้อาการของโรคกำเริบ

บทสรุป: การป้องกันดีกว่าการรักษา

การเผชิญกับสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังนำมาซึ่งความท้าทายด้านสุขภาพมากมาย อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมและการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ การรับมือฝนตกหนักด้วย 7 วิธีดูแลสุขภาพที่กล่าวมาข้างต้น ตั้งแต่การรักษาความสะอาด การใส่ใจเรื่องอาหารและน้ำดื่ม การป้องกันตนเองจากสัตว์พาหะ ไปจนถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการเตรียมความพร้อมด้านยา เป็นแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมและสามารถทำได้จริง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการตระหนักว่า “การป้องกันดีกว่าการรักษา” การลงทุนเวลาและใส่ใจในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในช่วงฤดูฝน ไม่เพียงแต่ช่วยให้รอดพ้นจากความเจ็บป่วย แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น การนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับตนเองและคนที่รัก เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นฤดูฝนไปได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพที่แข็งแรง