แอล-คาร์นิทีน ตัวช่วยเบิร์นไขมัน ลดน้ำหนักได้จริงหรือ?
แอล-คาร์นิทีน (L-Carnitine) เป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในแวดวงสุขภาพและการออกกำลังกาย โดยมักถูกกล่าวถึงในฐานะสารที่ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลที่แท้จริงในการลดน้ำหนักยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงและต้องการความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแอล-คาร์นิทีน
- กลไกการทำงาน: แอล-คาร์นิทีนมีหน้าที่หลักในการลำเลียงกรดไขมันเข้าสู่ไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์ เพื่อเปลี่ยนไขมันสะสมให้เป็นพลังงาน
- เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย: การเสริมแอล-คาร์นิทีนอาจช่วยเพิ่มความทนทาน ลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก
- ผลต่อการลดน้ำหนัก: หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ชี้ชัดว่าการบริโภคแอล-คาร์นิทีนเพียงอย่างเดียวสามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ หากไม่ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย
- ไม่ใช่ยาลดน้ำหนัก: แอล-คาร์นิทีนจัดเป็นตัวช่วยส่งเสริมกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย แต่ไม่ใช่สารที่ออกฤทธิ์ลดน้ำหนักโดยตรง
- ความสำคัญของปัจจัยร่วม: ประสิทธิผลสูงสุดของแอล-คาร์นิทีนจะเกิดขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับแผนการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอและการจัดการโภชนาการที่เหมาะสม
คำถามที่ว่า แอล-คาร์นิทีน ตัวช่วยเบิร์นไขมัน ลดน้ำหนักได้จริงหรือ? เป็นข้อสงสัยที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและดูแลรูปร่าง แอล-คาร์นิทีนคือสารประกอบคล้ายกรดอะมิโนที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการเมแทบอลิซึมของไขมันในร่างกาย หน้าที่หลักของมันคือการเป็นพาหนะนำส่งกรดไขมันสายยาวเข้าไปในไมโทคอนเดรีย เพื่อให้เซลล์สามารถเผาผลาญกรดไขมันเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังงาน ด้วยกลไกดังกล่าว จึงเกิดความเชื่อว่าการเสริมแอล-คาร์นิทีนจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันสะสม ทำให้เป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกาย บทความนี้จะสำรวจข้อเท็จจริงจากข้อมูลการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจถึงศักยภาพ ประโยชน์ และข้อจำกัดของแอล-คาร์นิทีนอย่างเป็นกลาง
เจาะลึก: แอล-คาร์นิทีน คืออะไร
ก่อนจะประเมินประสิทธิผลของแอล-คาร์นิทีน สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจพื้นฐานว่าสารชนิดนี้คืออะไรและมาจากไหน แอล-คาร์นิทีนไม่ใช่สารแปลกปลอม แต่เป็นสารที่ร่างกายสามารถผลิตได้เองและพบได้ในอาหารทั่วไป การทำความเข้าใจที่มาและรูปแบบต่างๆ จะช่วยให้เห็นภาพรวมของบทบาทที่มีต่อร่างกายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แหล่งกำเนิดและการสังเคราะห์ในร่างกาย
L-Carnitine คือสารประกอบที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองได้ที่ตับและไต โดยใช้กรดอะมิโนจำเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ไลซีน (Lysine) และเมไทโอนีน (Methionine) ร่วมกับวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด เช่น วิตามินซี, วิตามินบี 3, วิตามินบี 6 และธาตุเหล็ก หลังจากสังเคราะห์แล้ว แอล-คาร์นิทีนจะถูกลำเลียงไปเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อลาย, กล้ามเนื้อหัวใจ, สมอง และเนื้อเยื่ออื่นๆ ที่ต้องใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก
นอกจากการผลิตเองแล้ว ร่างกายยังได้รับแอล-คาร์นิทีนจากอาหารที่บริโภคเข้าไป แหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดคือเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง เช่น เนื้อวัวและเนื้อแกะ นอกจากนี้ยังพบได้ในปริมาณที่น้อยกว่าในผลิตภัณฑ์จากนม ปลา และสัตว์ปีก สำหรับพืชผักและธัญพืชจะมีแอล-คาร์นิทีนในปริมาณที่น้อยมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติหรือวีแกนอาจมีระดับแอล-คาร์นิทีนในร่างกายน้อยกว่าผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นประจำ
รูปแบบต่างๆ ของแอล-คาร์นิทีนในอาหารเสริม
ในตลาดอาหารเสริม แอล-คาร์นิทีนมีวางจำหน่ายในหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบอาจมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันเล็กน้อย รูปแบบที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่:
- แอล-คาร์นิทีน แอล-ทาร์เทรต (L-Carnitine L-Tartrate – LCLT): เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับนักกีฬา เนื่องจากมีอัตราการดูดซึมที่รวดเร็ว มักใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และช่วยเร่งการฟื้นตัว
- อะซิทิล-แอล-คาร์นิทีน (Acetyl-L-Carnitine – ALCAR): รูปแบบนี้สามารถผ่านแนวกั้นเลือดและสมอง (Blood-Brain Barrier) ได้ดีที่สุด จึงมักถูกนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการทำงานของสมองและระบบประสาท เช่น การเพิ่มความจำ สมาธิ และป้องกันความเสื่อมของเซลล์สมอง
- โพรพิโอนิล-แอล-คาร์นิทีน (Propionyl-L-Carnitine – PLC): มีความเกี่ยวข้องกับการผลิตไนตริกออกไซด์ในร่างกาย ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและเพิ่มการไหลเวียนของเลือด จึงมักใช้เพื่อสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการรักษาภาวะที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือดบกพร่อง
- แอล-คาร์นิทีน ฟูมาเรต (L-Carnitine Fumarate): เป็นรูปแบบที่เสถียรและมักใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพโดยรวมและระดับพลังงาน
การเลือกใช้รูปแบบใดขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้บริโภค แต่สำหรับประเด็นเรื่องการเผาผลาญไขมันและการออกกำลังกาย L-Carnitine L-Tartrate ถือเป็นรูปแบบมาตรฐานที่ถูกศึกษาและนำมาใช้บ่อยที่สุด
กลไกการทำงานหลัก: กุญแจสู่การเผาผลาญไขมัน

หัวใจสำคัญของสรรพคุณที่กล่าวอ้างเกี่ยวกับแอล-คาร์นิทีนอยู่ที่กลไกการทำงานในระดับเซลล์ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน การทำความเข้าใจกระบวนการนี้จะช่วยให้เห็นว่าเหตุใดแอล-คาร์นิทีนจึงถูกเชื่อมโยงกับการเผาผลาญไขมันและการเพิ่มสมรรถภาพทางกาย
บทบาทในการลำเลียงกรดไขมัน
หน้าที่ที่โดดเด่นและสำคัญที่สุดของแอล-คาร์นิทีนคือการทำหน้าที่เป็น “พาหนะ” หรือ “รถรับ-ส่ง” (Shuttle) สำหรับกรดไขมันสายยาว (Long-chain fatty acids) โดยปกติแล้ว กรดไขมันเหล่านี้ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มชั้นในของไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) เข้าไปได้ด้วยตัวเอง ซึ่งไมโทคอนเดรียนี้เปรียบเสมือน “โรงไฟฟ้า” ของเซลล์ ทำหน้าที่ผลิตพลังงานในรูปแบบ ATP (Adenosine Triphosphate)
แอล-คาร์นิทีนจะเข้าไปจับกับกรดไขมันที่อยู่ด้านนอกของไมโทคอนเดรีย และลำเลียงผ่านเยื่อหุ้มเข้าไปด้านใน เมื่อเข้าไปถึงแล้ว กรดไขมันจะถูกปล่อยออกมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า “บีตา-ออกซิเดชัน” (Beta-oxidation) ซึ่งเป็นกระบวนการสลายกรดไขมันให้กลายเป็นพลังงาน ATP ที่เซลล์สามารถนำไปใช้ได้ ดังนั้น หากร่างกายมีระดับแอล-คาร์นิทีนเพียงพอ ก็จะช่วยให้กระบวนการดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในทางกลับกัน หากร่างกายขาดแอล-คาร์นิทีน กรดไขมันก็จะไม่สามารถเข้าไปในไมโทคอนเดรียได้ ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในเซลล์และลดความสามารถในการผลิตพลังงานจากไขมัน
ผลกระทบต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกาย
นอกจากการเผาผลาญไขมันโดยตรงแล้ว กลไกของแอล-คาร์นิทีนยังส่งผลดีต่อการออกกำลังกายในหลายมิติด้วยกัน:
- เพิ่มความทนทาน: เมื่อร่างกายสามารถใช้ไขมันเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยสงวนไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งเป็นพลังงานสำรองในกล้ามเนื้อไว้ได้นานขึ้น ทำให้สามารถออกกำลังกายได้ยาวนานและทนทานกว่าเดิม
- ลดการสะสมของกรดแลคติก: การเผาผลาญไขมันที่มีประสิทธิภาพช่วยลดการพึ่งพากระบวนการผลิตพลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกรดแลคติกสะสมในกล้ามเนื้อ อันเป็นสาเหตุของความเมื่อยล้าและอาการปวดกล้ามเนื้อระหว่างออกกำลังกาย
- เพิ่มการไหลเวียนเลือดและออกซิเจน: แอล-คาร์นิทีนบางรูปแบบช่วยส่งเสริมการผลิตไนตริกออกไซด์ ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดและออกซิเจนจึงสามารถไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้นและฟื้นตัวเร็วขึ้น
- ลดความเสียหายของกล้ามเนื้อ: งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าการเสริมแอล-คาร์นิทีนสามารถลดตัวชี้วัดความเสียหายของกล้ามเนื้อ (Muscle Damage Markers) หลังการออกกำลังกายอย่างหนักได้ ซึ่งหมายถึงการฟื้นตัวที่รวดเร็วและอาการปวดเมื่อยที่ลดลง
ข้อเท็จจริงเรื่องการลดน้ำหนัก: ผลการวิจัยว่าอย่างไร
แม้ว่ากลไกการทำงานของแอล-คาร์นิทีนจะดูมีแนวโน้มที่ดีต่อการลดไขมัน แต่คำถามสำคัญคือ “การเสริมแอล-คาร์นิทีนในรูปแบบอาหารเสริมสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่?” ในประเด็นนี้ ข้อมูลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังคงมีความหลากหลายและไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน
แอล-คาร์นิทีนกับการลดมวลไขมัน
การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) หลายฉบับที่รวบรวมผลการศึกษาจำนวนมาก พบว่ากลุ่มที่ได้รับแอล-คาร์นิทีนมีแนวโน้มที่จะลดน้ำหนักและมวลไขมันได้มากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวมีความแตกต่างกันไปในแต่ละการศึกษา และขนาดของผลกระทบ (Effect Size) ก็ไม่มากนัก
ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่ามักพบในกลุ่มประชากรบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มมวลกล้ามเนื้อลดลงและมวลไขมันเพิ่มขึ้น หรือผู้ที่มีภาวะขาดแอล-คาร์นิทีนอยู่เดิม สำหรับในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดีและมีระดับแอล-คาร์นิทีนปกติ ผลกระทบต่อการลดไขมันอาจไม่เด่นชัดเท่า
แอล-คาร์นิทีนไม่ใช่ยาลดน้ำหนักมหัศจรรย์ แต่เป็นตัวช่วยที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญไขมันเมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด
เหตุใดจึงไม่ส่งผลต่อดัชนีมวลกายอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ว่าในบางการศึกษาจะพบว่าแอล-คาร์นิทีนช่วยลดมวลไขมันได้บ้าง แต่กลับไม่ส่งผลให้ดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเสมอไป คำอธิบายที่เป็นไปได้คือ แอล-คาร์นิทีนอาจมีส่วนช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ (Lean Body Mass) ในระหว่างช่วงลดน้ำหนัก หรืออาจช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อเล็กน้อยเมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน
เนื่องจากกล้ามเนื้อมีน้ำหนักมากกว่าไขมันในปริมาตรที่เท่ากัน การที่มวลไขมันลดลงแต่มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นหรือคงที่ อาจทำให้น้ำหนักตัวโดยรวมหรือค่า BMI ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่สัดส่วนของร่างกาย (Body Composition) ดีขึ้น กล่าวคือมีไขมันน้อยลงและมีกล้ามเนื้อมากขึ้น ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ
ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดจากงานวิจัยคือ แอล-คาร์นิทีนจะแสดงผลได้ดีที่สุดเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพ กล่าวคือ ต้องมีการควบคุมปริมาณแคลอรีที่รับประทานเข้าไป และมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การหวังผลจากการบริโภคอาหารเสริมเพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอื่น ๆ มักจะไม่นำไปสู่การลดน้ำหนักที่ยั่งยืน
| คุณสมบัติ | ความคาดหวังโดยทั่วไป | ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ |
|---|---|---|
| การลดน้ำหนัก | ทานแล้วน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว | ผลกระทบต่อการลดน้ำหนักโดยตรงมีน้อย และจะเกิดขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเท่านั้น |
| การเผาผลาญไขมัน | เปลี่ยนร่างกายเป็นเครื่องเผาไขมันตลอดเวลา | เพิ่มประสิทธิภาพการนำไขมันไปใช้เป็นพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายต้องการพลังงาน เช่น ระหว่างออกกำลังกาย |
| การเพิ่มพลังงาน | รู้สึกมีพลังงานล้นเหลือทันทีหลังทาน | อาจช่วยลดความเหนื่อยล้าและเพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย ไม่ใช่สารกระตุ้นที่ให้ผลทันที |
| การสร้างกล้ามเนื้อ | ช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้เหมือนโปรตีน | ไม่มีผลโดยตรงต่อการสังเคราะห์โปรตีน แต่ช่วยลดการสลายตัวของกล้ามเนื้อและเร่งการฟื้นฟู |
ประโยชน์ด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเผาผลาญไขมัน
แม้ว่าบทบาทในการลดน้ำหนักอาจไม่เด่นชัดเท่าที่หลายคนคาดหวัง แต่แอล-คาร์นิทีนยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานและการลดความเครียดออกซิเดชันในร่างกาย
การฟื้นฟูร่างกายและลดอาการเมื่อยล้า
ประโยชน์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักกีฬาคือความสามารถในการช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกาย การเสริมแอล-คาร์นิทีนสามารถช่วยลดความเสียหายของเซลล์กล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกายอย่างหนัก และลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นภายหลัง (Delayed Onset Muscle Soreness – DOMS) ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยให้นักกีฬาสามารถกลับมาฝึกซ้อมได้เร็วขึ้นและมีคุณภาพการฝึกที่ดีขึ้น
การสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
กล้ามเนื้อหัวใจต้องใช้กรดไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักในการทำงาน การมีระดับแอล-คาร์นิทีนที่เพียงพอจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพหัวใจ มีงานวิจัยที่ชี้ว่าการเสริมแอล-คาร์นิทีนอาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหัวใจบางชนิด โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ลดอาการเจ็บหน้าอก และเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยปรับปรุงระดับไขมันในเลือด เช่น ลดระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)
แนวทางการใช้งานอย่างปลอดภัยและเหมาะสม
หากพิจารณาแล้วว่าการใช้แอล-คาร์นิทีนอาจเป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายทางสุขภาพและการออกกำลังกาย การทราบถึงปริมาณที่เหมาะสมและข้อควรระวังเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง
ปริมาณและช่วงเวลาที่แนะนำ
ปริมาณการบริโภคแอล-คาร์นิทีนที่ใช้กันโดยทั่วไปในการศึกษาวิจัยและแนะนำในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะอยู่ในช่วง 500–2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ปริมาณที่สูงกว่านี้อาจไม่ให้ประโยชน์เพิ่มเติมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง สำหรับช่วงเวลาในการบริโภค เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการออกกำลังกาย มักแนะนำให้บริโภคก่อนออกกำลังกายประมาณ 30-60 นาที เพื่อให้ร่างกายมีเวลาดูดซึมและนำไปใช้งานได้ทันเวลา การบริโภคพร้อมกับมื้ออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตอาจช่วยเพิ่มการดูดซึมได้ดียิ่งขึ้น
ความปลอดภัยและผลข้างเคียงที่ควรทราบ
โดยทั่วไปแล้ว แอล-คาร์นิทีนถือว่ามีความปลอดภัยสูงเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำ อย่างไรก็ตาม อาจพบผลข้างเคียงเล็กน้อยในบางราย โดยเฉพาะเมื่อบริโภคในปริมาณสูง (มากกว่า 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน) ซึ่งได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย ผลข้างเคียงที่จำเพาะอย่างหนึ่งคือการเกิดกลิ่นตัวหรือลมหายใจคล้ายกลิ่นคาวปลา ซึ่งเกิดจากสารเมแทบอไลต์ที่เรียกว่า ไตรเมทิลามีน (Trimethylamine – TMA) บุคคลที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต หรือโรคลมชัก ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้อาหารเสริมชนิดนี้
บทสรุป: แอล-คาร์นิทีน ตัวช่วยหรือทางลัด?
จากการประมวลข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่า แอล-คาร์นิทีน ไม่ใช่ทางลัดหรือยามหัศจรรย์สำหรับการลดน้ำหนัก แต่เป็น “ตัวช่วยส่งเสริม” ที่มีศักยภาพเมื่อถูกนำมาใช้อย่างถูกวิธีและถูกเป้าหมาย บทบาทหลักของมันคือการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงาน ซึ่งจะแสดงผลได้ดีที่สุดเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะที่ต้องการใช้พลังงานจากไขมัน เช่น ระหว่างการออกกำลังกายแบบแอโรบิก หรือช่วงที่ควบคุมอาหารเพื่อลดไขมัน
ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเสริมแอล-คาร์นิทีนคือกลุ่มนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ซึ่งต้องการเพิ่มความทนทาน ลดความเมื่อยล้า และเร่งการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการลดน้ำหนัก แอล-คาร์นิทีนอาจเป็นเพียงองค์ประกอบเสริมเล็กๆ ในแผนการทั้งหมด ซึ่งพื้นฐานที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการสร้างภาวะขาดดุลแคลอรี (Calorie Deficit) ผ่านการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย
การตัดสินใจเลือกใช้อาหารเสริมใดๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป้าหมายส่วนบุคคลที่ชัดเจน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหรือโภชนาการเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าการใช้งานนั้นเหมาะสมและปลอดภัยที่สุด