Home » AI อ่านศิลาจารึกโบราณ! ประวัติศาสตร์ไทยสั่นสะเทือน

“`html

AI อ่านศิลาจารึกโบราณ! ประวัติศาสตร์ไทยสั่นสะเทือน

สารบัญ

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของการวิเคราะห์ข้อมูลในปัจจุบันไปสู่การไขปริศนาแห่งอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอดรหัสศิลาจารึกและภาษาโบราณที่สูญหายไปตามกาลเวลา ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงความเข้าใจเกี่ยวกับอารยธรรมมนุษย์ได้อย่างสิ้นเชิง

  • ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาระบบที่สามารถเรียนรู้และถอดรหัสภาษาโบราณได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับภาษาที่รู้จักในปัจจุบัน
  • เทคโนโลยี AI แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในการแปลจารึกโบราณที่สูงกว่าความสามารถของมนุษย์ในบางกรณี ลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการตีความส่วนบุคคล
  • การประยุกต์ใช้ AI กับศิลาจารึกของไทย เช่น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง อาจเปิดเผยมิติใหม่ของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เคยถูกค้นพบ
  • ความก้าวหน้านี้อาจนำไปสู่การทบทวนองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทยครั้งใหญ่ เผยเรื่องราวของอาณาจักรที่สาบสูญ หรือปรับแก้ความเข้าใจเดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ปรากฏการณ์ AI อ่านศิลาจารึกโบราณ! ประวัติศาสตร์ไทยสั่นสะเทือน กำลังจะกลายเป็นความจริงที่น่าจับตามอง เมื่อปัญญาประดิษฐ์ได้พัฒนาขีดความสามารถไปถึงจุดที่สามารถ “อ่าน” และ “เข้าใจ” ภาษาที่สาบสูญไปนับพันปีได้ เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือใหม่สำหรับนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่อาจไขประตูสู่ความลับของอารยธรรมโบราณ รวมถึงอาณาจักรต่างๆ ในดินแดนประเทศไทยที่ยังคงเป็นปริศนา ความสามารถของ AI ในการวิเคราะห์รูปแบบที่ซับซ้อนของอักขระโบราณอย่างเป็นกลางและรวดเร็ว เปิดโอกาสให้มีการตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างศิลาจารึกต่างๆ ใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจยืนยัน ท้าทาย หรือแม้กระทั่งล้มล้างทฤษฎีทางประวัติศาสตร์กระแสหลักที่เคยเชื่อกันมานาน

ปัญญาประดิษฐ์กับการปฏิวัติวงการโบราณคดี

การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อหลากหลายวงการ และล่าสุดคือสาขาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยการตีความหลักฐานที่หลงเหลือจากอดีตเป็นสำคัญ การถอดรหัสจารึกโบราณเป็นหนึ่งในงานที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากมาย เช่น สภาพของจารึกที่สึกกร่อน ภาษาที่ไม่เคยมีใครรู้จัก หรือการขาดเอกสารอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบ แต่ AI กำลังจะทลายกำแพงเหล่านี้ลง

ทำไมเทคโนโลยีนี้จึงสำคัญต่อประวัติศาสตร์?

ความสำคัญของ AI ในงานด้านประวัติศาสตร์อยู่ที่ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลและมองหารูปแบบที่สายตามนุษย์อาจมองข้ามไป ในอดีต การถอดรหัสจารึกหนึ่งชิ้นอาจใช้เวลาหลายสิบปีและอาศัยความเชี่ยวชาญของนักภาษาศาสตร์เพียงไม่กี่คนบนโลก แต่ AI สามารถเรียนรู้โครงสร้างของภาษาที่ไม่รู้จักได้จากตัวอย่างจารึกที่มีอยู่ และเสนอคำแปลที่เป็นไปได้ภายในระยะเวลาที่สั้นลงอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น AI ยังช่วยลดอคติส่วนบุคคล (Personal Bias) ของนักวิจัย ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตีความได้โดยไม่รู้ตัว ระบบ AI จะวิเคราะห์ข้อมูลตามตรรกะและสถิติ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความเป็นกลางและอ้างอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์มากขึ้น สิ่งนี้เปิดโอกาสให้เกิดการทบทวนหลักฐานเก่าด้วยมุมมองใหม่ และอาจนำไปสู่การค้นพบที่น่าทึ่งจากข้อมูลที่เคยถูกมองข้ามไปแล้ว

ใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์และผลกระทบ?

กลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์โดยตรงคือนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ และนักภาษาศาสตร์ ที่จะได้เครื่องมืออันทรงพลังมาช่วยเร่งกระบวนการวิจัยและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน การถอดรหัสภาษาโบราณที่เคยเป็นไปไม่ได้ อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำได้จริง ทำให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้จากอดีตได้กว้างขวางขึ้น

ในวงกว้าง สังคมและประชาชนทั่วไปคือผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะการค้นพบทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆ จะช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับรากเหง้าและพัฒนาการของชาติ เรื่องราวของอาณาจักรที่หายไป หรือรายละเอียดวิถีชีวิตของผู้คนในอดีตที่ถูกเปิดเผยขึ้นมา จะกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในอีกด้านหนึ่งคือความท้าทายต่อองค์ความรู้เดิมที่อาจถูกสั่นคลอน ซึ่งอาจนำไปสู่การถกเถียงในแวดวงวิชาการและสังคมอย่างกว้างขวาง หากการตีความของ AI ขัดแย้งกับความเชื่อหรือทฤษฎีที่ยอมรับกันมานาน

กลไกการทำงานของ AI ถอดรหัส: เบื้องหลังความอัจฉริยะ

เบื้องหลังความสามารถอันน่าทึ่งของ AI ในการอ่านภาษาโบราณ คือแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่ซับซ้อน ซึ่งถูกฝึกฝนให้จดจำและทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสัญลักษณ์ต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษานั้นๆ มาก่อน

นิยามของ ‘อักษร AI’

คำว่า ‘อักษร AI’ ไม่ได้หมายถึงตัวอักษรชนิดใหม่ที่ AI สร้างขึ้น แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงระบบหรือแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการวิเคราะห์และถอดรหัสตัวอักษรโบราณโดยเฉพาะ ระบบนี้ทำงานโดยการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ เช่น ความถี่ในการปรากฏของสัญลักษณ์แต่ละตัว, รูปแบบการเรียงลำดับของสัญลักษณ์, และความสัมพันธ์เชิงตำแหน่งของสัญลักษณ์หนึ่งกับสัญลักษณ์อื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง เพื่อสร้างแบบจำลองทางภาษาศาสตร์ของภาษานั้นๆ ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

AI สามารถเรียนรู้กฎเกณฑ์และโครงสร้างของภาษาที่ตายไปแล้วได้ด้วยตัวเอง เพียงแค่มีข้อมูลจารึกในปริมาณที่มากพอที่จะให้ระบบวิเคราะห์หารูปแบบทางสถิติได้

ความแตกต่างจากวิธีการถอดรหัสแบบดั้งเดิม

วิธีการดั้งเดิมในการถอดรหัสภาษาโบราณมักต้องอาศัย “ศิลาโรเซตตา” (Rosetta Stone) หรือหลักฐานสองภาษา ที่มีข้อความเดียวกันจารึกไว้ในภาษาที่รู้จักแล้วและภาษาที่ต้องการถอดรหัส เพื่อใช้เปรียบเทียบและหาความหมาย หากไม่มีหลักฐานเช่นนี้ การถอดรหัสแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ AI ได้เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นี้ไปอย่างสิ้นเชิง

ตารางเปรียบเทียบวิธีการถอดรหัสศิลาจารึกโบราณระหว่างวิธีดั้งเดิมและวิธีใช้ AI
เกณฑ์การเปรียบเทียบ วิธีการแบบดั้งเดิม วิธีการใช้ AI
การพึ่งพาภาษาอ้างอิง จำเป็นต้องมีหลักฐานสองภาษาหรือภาษาที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เปรียบเทียบ ไม่จำเป็น สามารถเรียนรู้โครงสร้างภาษาได้โดยตรงจากข้อมูลที่มีอยู่
ความเร็วในการวิเคราะห์ ช้ามาก อาจใช้เวลาหลายสิบปีต่อจารึกหนึ่งชิ้น รวดเร็ว สามารถประมวลผลและเสนอคำแปลที่เป็นไปได้ในเวลาอันสั้น
ความแม่นยำและอคติ ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญและอคติส่วนบุคคลของนักวิจัย มีความเป็นกลางสูง อิงตามการวิเคราะห์ทางสถิติ ลดอคติของมนุษย์
การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ มีข้อจำกัดในการประมวลผลจารึกจำนวนมากพร้อมกัน สามารถวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่จากจารึกหลายร้อยชิ้นเพื่อหารูปแบบได้

กรณีศึกษาจากทั่วโลก: พลังของ AI ในการไขปริศนาอดีต

กรณีศึกษาจากทั่วโลก: พลังของ AI ในการไขปริศนาอดีต

แนวคิดการใช้ AI ถอดรหัสภาษาโบราณไม่ใช่เพียงทฤษฎีอีกต่อไป แต่มีการนำไปประยุกต์ใช้จริงและสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งแล้วในหลายโครงการวิจัยทั่วโลก โดยสถาบันวิจัยชั้นนำหลายแห่งได้พัฒนาระบบ AI ที่สามารถแปลภาษาที่สูญหายไปนานได้สำเร็จ

การถอดรหัสอักษรโบราณที่สูญหาย

หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นคือการใช้ AI ถอดรหัสอักษร Linear B ซึ่งเป็นอักษรโบราณที่ใช้ในอารยธรรมไมซีเนียน (Mycenaean) ในกรีกโบราณ และภาษากรีกโบราณอื่นๆ ที่ยังไม่มีใครอ่านออก ระบบ AI ที่พัฒนาโดยทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำ สามารถแปลจารึกเหล่านี้ได้ด้วยความแม่นยำสูงถึง 67.3% ซึ่งเป็นอัตราที่น่าประทับใจอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับการถอดรหัสโดยมนุษย์ซึ่งมีข้อผิดพลาดสูงกว่ามาก

โมเดล AI ดังกล่าวสามารถระบุความสัมพันธ์ระหว่างสัญลักษณ์ต่างๆ และเสนอสมมติฐานเกี่ยวกับความหมายของคำศัพท์ที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนได้ สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า AI ไม่เพียงแต่สามารถทำงานตามคำสั่งได้ แต่ยังสามารถ “คิด” และ “อนุมาน” ความรู้ใหม่จากข้อมูลที่มีจำกัดได้อีกด้วย

ศักยภาพในการค้นพบอาณาจักรที่หายไป

ความสำเร็จในการถอดรหัสภาษาโบราณที่รู้จักแล้ว เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น เป้าหมายสูงสุดของการใช้เทคโนโลยีนี้คือการถอดรหัสภาษาที่ยังคงเป็นปริศนาโดยสมบูรณ์ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการค้นพบเรื่องราวของ อาณาจักรที่หายไป จากหน้าประวัติศาสตร์

ทั่วโลกยังมีจารึกและเอกสารโบราณอีกมากมายที่เขียนด้วยภาษาที่ไม่มีใครสามารถอ่านออกได้ เช่น อักษรของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ หรือจารึกรongo-rongo จากเกาะอีสเตอร์ หาก AI สามารถถอดรหัสภาษาเหล่านี้ได้สำเร็จ เราอาจได้เรียนรู้เกี่ยวกับสังคม การปกครอง ความเชื่อ และวิทยาการของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองและล่มสลายไปโดยที่โลกภายนอกไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย

AI อ่านศิลาจารึกโบราณ! ประวัติศาสตร์ไทยสั่นสะเทือน: ผลกระทบต่อไทย

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีหลักฐานทางโบราณคดีอย่างศิลาจารึกจำนวนมาก การนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้จึงมีศักยภาพที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนและเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเกี่ยวกับอดีตของชาติได้อย่างมหาศาล จารึกหลายหลักที่ยังคงมีการตีความที่หลากหลายหรือยังไม่สามารถถอดความได้สมบูรณ์อาจถูกไขปริศนาได้ในที่สุด

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง: กรณีศึกษาสำคัญของไทย

ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2376 โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ขณะทรงผนวช จารึกหลักนี้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรสุโขทัยและถือเป็นต้นกำเนิดของอักษรไทย ได้รับการยอมรับจากยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

แม้ว่าเนื้อหาในจารึกจะได้รับการถอดความและศึกษามาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังคงมีประเด็นถกเถียงในหมู่นักวิชาการเกี่ยวกับการตีความคำศัพท์บางคำ หรือความถูกต้องของเหตุการณ์บางอย่าง การนำ AI เข้ามาวิเคราะห์โครงสร้างภาษาและรูปแบบการใช้คำในศิลาจารึกหลักที่ 1 และเปรียบเทียบกับจารึกอื่นๆ ในยุคเดียวกัน อาจให้มุมมองใหม่ๆ ที่เป็นกลางและปราศจากอคติ ช่วยยืนยันหรือเสนอแนวทางการตีความที่แตกต่างออกไป และอาจให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสังคมและเศรษฐกิจในสมัยสุโขทัยที่ละเอียดยิ่งขึ้น

ความท้าทายและความเสี่ยง: เมื่อ AI ตีความประวัติศาสตร์ผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ในการตีความประวัติศาสตร์ก็มาพร้อมกับความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ นักประวัติศาสตร์กระแสหลักบางส่วนแสดงความกังวลว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปอาจนำไปสู่การตีความที่ผิดพลาดและสร้างความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนครั้งใหญ่ได้

ความเสี่ยงที่สำคัญคือ คุณภาพของข้อมูล ที่ใช้ฝึก AI หาก AI ได้รับข้อมูลจากจารึกที่ชำรุดหรือไม่สมบูรณ์ ก็อาจสร้างแบบจำลองทางภาษาที่ผิดเพี้ยนได้ นอกจากนี้ AI ยังขาดความสามารถในการเข้าใจ “บริบท” ทางวัฒนธรรม สังคม และการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการตีความเอกสารทางประวัติศาสตร์ การแปลความหมายตามตัวอักษรโดยปราศจากความเข้าใจในบริบทอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาดได้ง่าย ดังนั้น การทำงานร่วมกันระหว่าง AI และผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยให้ AI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และให้นักประวัติศาสตร์เป็นผู้ตรวจสอบและตีความขั้นสุดท้าย

โอกาสในการเปิดมุมมองใหม่ทางประวัติศาสตร์

หากใช้งานอย่างระมัดระวังและถูกต้อง AI จะเป็นเครื่องมือที่เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างมหาศาล เราอาจสามารถทำแผนที่การกระจายตัวของกลุ่มชาติพันธุ์โบราณจากการวิเคราะห์ภาษาในจารึกทั่วประเทศ หรือค้นพบเครือข่ายการค้าและการติดต่อระหว่างอาณาจักรโบราณต่างๆ ที่ไม่เคยปรากฏในบันทึกใดมาก่อน เรื่องราวของกลุ่มคนหรืออาณาจักรเล็กๆ ที่เคยถูกหลงลืมไปอาจถูกนำกลับมาสู่หน้าประวัติศาสตร์อีกครั้ง ทำให้ภาพรวมของอดีตชาติไทยมีความสมบูรณ์และหลากหลายมิติมากยิ่งขึ้น

อนาคตของโบราณคดีไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์

การถือกำเนิดของ AI ถอดรหัสอักษรโบราณเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีการศึกษาอดีต อนาคตของวงการโบราณคดีและประวัติศาสตร์ไทยจะมุ่งไปสู่การผสมผสานระหว่างความรู้ความเชี่ยวชาญของมนุษย์กับพลังการประมวลผลของเครื่องจักร

การประยุกต์ใช้ในอนาคต

นอกจากการถอดรหัสศิลาจารึกแล้ว AI ยังสามารถประยุกต์ใช้ในงานโบราณคดีด้านอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น:

  • การวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและดาวเทียม: AI สามารถสแกนภาพถ่ายภูมิประเทศขนาดใหญ่เพื่อค้นหาแนวโน้มของโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งถูกฝังอยู่ใต้ดิน เช่น แนวเมืองโบราณหรือเส้นทางคมนาคมในอดีต
  • การจำแนกประเภทโบราณวัตถุ: ใช้เทคโนโลยีการจดจำรูปภาพ (Image Recognition) เพื่อจำแนกประเภทและยุคสมัยของเศษภาชนะดินเผาหรือเครื่องมือเครื่องใช้โบราณหลายพันชิ้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • การสร้างแบบจำลองสามมิติ: สร้างแบบจำลองดิจิทัลของโบราณสถานหรือโบราณวัตถุที่ชำรุดขึ้นมาใหม่ เพื่อช่วยในการศึกษาและบูรณะ

บทบาทของนักวิชาการที่จะเปลี่ยนไป

บทบาทของนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีในอนาคตจะไม่ใช่แค่ผู้ที่ค้นหาและตีความหลักฐาน แต่จะกลายเป็นผู้ที่สามารถตั้งคำถามที่เฉียบคมและออกแบบกระบวนการให้ AI ช่วยหาคำตอบได้ พวกเขาจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการทำงานของเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อที่จะสามารถประเมินผลลัพธ์ที่ได้จาก AI และนำไปใช้ต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ AI จะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่จะกลายเป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้นักวิชาการสามารถทุ่มเทเวลาและสติปัญญาไปกับการวิเคราะห์เชิงลึกและการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้มากขึ้น

บทสรุป: การเดินทางครั้งใหม่สู่หน้าประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ถูกค้นพบ

การที่ AI สามารถอ่านศิลาจารึกโบราณ ได้นั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาอดีต เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่จะปลดล็อกความลับที่ถูกผนึกไว้ในอักขระโบราณมานานนับศตวรรษ และอาจนำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์ไทยขึ้นมาใหม่ในบางบทบางตอน อย่างไรก็ตาม พลังอันมหาศาลนี้ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและความรอบคอบในการใช้งาน การตรวจสอบและตีความโดยผู้เชี่ยวชาญยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้แน่ใจว่าเรื่องราวจากอดีตที่เราได้เรียนรู้นั้นถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด

นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ในการสำรวจประวัติศาสตร์ เป็นยุคที่ความร่วมมือระหว่างสติปัญญาของมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์จะนำเราไปสู่ความเข้าใจในรากเหง้าของตนเองได้อย่างลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นมา การสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในวงการประวัติศาสตร์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่เพื่ออนาคต

“`