Home » กนง. คงดอกเบี้ยตามคาด จับตาทิศทางเศรษฐกิจปลายปี 68

กนง. คงดอกเบี้ยตามคาด จับตาทิศทางเศรษฐกิจปลายปี 68

สารบัญ

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดส่วนใหญ่ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่รอบคอบ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายมิติ โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568

ภาพรวมการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย

  • มติเป็นเอกฉันท์: คณะกรรมการฯ มีความเห็นตรงกันในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบาง
  • ประเมินความเสี่ยงรอบด้าน: การตัดสินใจให้น้ำหนักกับการชั่งน้ำหนักระหว่างการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน
  • รอความชัดเจนของข้อมูล: กนง. เลือกที่จะประเมินข้อมูลเศรษฐกิจและตัวเลขเงินเฟ้อเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นก่อนการตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายในอนาคต
  • ปัจจัยภายนอกยังผันผวน: เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

การตัดสินใจล่าสุดของ กนง. คงดอกเบี้ยตามคาด จับตาทิศทางเศรษฐกิจปลายปี 68 นับเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงให้น้ำหนักกับการประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันมีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าครองชีพและปัจจัยลบจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ยังเป็นการ “ซื้อเวลา” เพื่อประเมินแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก รวมถึงแรงกดดันด้านอุปทานภายในประเทศ การดำเนินนโยบายในลักษณะนี้จึงเป็นการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายระยะสั้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป้าหมายระยะยาวในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

บทวิเคราะห์การตัดสินใจของ กนง. และนัยต่อเศรษฐกิจไทย

การพิจารณานโยบายการเงินของ กนง. ในแต่ละครั้งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และภาคการเงิน (Financial Sector) การมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่สอดคล้องกันของคณะกรรมการฯ ว่ายังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องการการสนับสนุนจากนโยบายการเงินต่อไป

เหตุผลเบื้องหลังมติเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ย

เหตุผลหลักที่สนับสนุนการตัดสินใจของ กนง. สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประการ ประการแรกคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึงและมีความเปราะบาง แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ภาคการส่งออกยังคงเผชิญกับความท้าทายจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในประเทศยังขยายตัวในระดับที่ไม่สูงนัก การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสถานการณ์เช่นนี้อาจเป็นการซ้ำเติมการฟื้นตัวและสร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ยังคงมีฐานะการเงินที่เปราะบาง

ประการที่สองคือ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจมีความผันผวนจากราคาพลังงานและอาหารสด แต่คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งไม่รวมราคาดังกล่าว จะยังคงอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายนโยบายการเงินที่ 1-3% กนง. จึงประเมินว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อควบคุมแรงกดดันด้านราคาในขณะนี้

ประการสุดท้ายคือ การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน การคงอัตราดอกเบี้ยช่วยให้สภาวะทางการเงินโดยรวมยังคงผ่อนคลายและเอื้อต่อการบริหารจัดการหนี้ของภาคส่วนต่างๆ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ยังคงติดตามความเสี่ยงที่อาจสะสมในระบบการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายในระยะยาว

อัตราดอกเบี้ยนโยบายคืออะไร และสำคัญอย่างไร?

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลาง (ในที่นี้คือ ธปท.) ประกาศกำหนด เพื่อเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับธุรกรรมระหว่างธนาคารกลางและสถาบันการเงิน หรือที่เรียกว่า “อัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะข้ามคืน” (1-day Repurchase Rate) แม้ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นมาก แต่กลับมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งผ่านสัญญาณไปยังอัตราดอกเบี้ยอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

กลไกการส่งผ่านของนโยบายการเงินเริ่มต้นเมื่อ กนง. ประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สถาบันการเงินพาณิชย์จะปรับอัตราดอกเบี้ยของตนเองตาม ซึ่งรวมถึง:

  • อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก: การปรับขึ้นหรือลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนที่ผู้ฝากเงินจะได้รับ
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้: ซึ่งประกอบด้วย อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR), อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR), และอัตราดอกเบี้ยเบิกเกินบัญชี (MOR) การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุน สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่อส่วนบุคคล

ดังนั้น การตัดสินใจของ กนง. จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการตัดสินใจใช้จ่าย (Consumption) และการลงทุน (Investment) ของคนในประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อโดยรวม การคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จึงหมายถึงความพยายามที่จะรักษาต้นทุนทางการเงินในระบบเศรษฐกิจไม่ให้สูงขึ้น เพื่อสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้

ปัจจัยสำคัญที่ กนง. ใช้พิจารณาในปลายปี 2568

ปัจจัยสำคัญที่ กนง. ใช้พิจารณาในปลายปี 2568

การดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตจะเป็นแบบ “Data-Dependent” หมายความว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลและตัวเลขเศรษฐกิจที่จะทยอยประกาศออกมาในช่วงเวลาข้างหน้า โดยมีปัจจัยหลักที่ กนง. จะจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายปี 2568 ดังนี้

สถานการณ์เงินเฟ้อ: เป้าหมายและความท้าทาย

เป้าหมายหลักของนโยบายการเงินคือการรักษาเสถียรภาพด้านราคา โดยควบคุมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปให้อยู่ในกรอบเป้าหมายระยะปานกลางที่ 1-3% ปัจจัยที่ กนง. จะพิจารณาได้แก่:

  • แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทาน (Cost-Push Inflation): ความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรและอาหารสด
  • แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation): การฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยว หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วกว่าคาด อาจสร้างแรงกดดันต่อระดับราคาสินค้าและบริการให้ปรับตัวสูงขึ้น
  • การคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectations): กนง. จะต้องดูแลไม่ให้การคาดการณ์เงินเฟ้อของสาธารณชนและภาคธุรกิจปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นราคาสินค้าและค่าจ้างเป็นวัฏจักร

การคงอัตราดอกเบี้ยในสภาวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ เป็นการเปิดพื้นที่นโยบาย (Policy Space) เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่หากเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน กนง. ก็พร้อมที่จะปรับทิศทางนโยบายเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคาเป็นสำคัญ

การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และแรงขับเคลื่อนหลัก

คณะกรรมการฯ จะประเมินพลวัตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างละเอียด โดยพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่:

  1. การบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption): ติดตามกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ซึ่งได้รับผลกระทบจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ค่าครองชีพ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา
  2. การลงทุนภาคเอกชน (Private Investment): ประเมินการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงต้นทุนทางการเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  3. การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ (Government Spending and Investment): การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะเป็นแรงสนับสนุนการเติบโตที่สำคัญ
  4. ภาคต่างประเทศ (External Sector): ซึ่งประกอบด้วยการส่งออกสินค้าและบริการ (Exports) และการนำเข้า (Imports) ปัจจัยที่จะถูกจับตามองคือทิศทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เสถียรภาพระบบการเงินและค่าเงินบาท

นอกเหนือจากเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว เสถียรภาพของระบบโดยรวมก็เป็นปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามได้ กนง. จะพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระบบสถาบันการเงิน รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์และระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) นอกจากนี้ ทิศทางค่าเงินบาทก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างไทยกับประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจส่งผลให้เกิดกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและสร้างความผันผวนต่อค่าเงินบาทได้ การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อทั้งผู้นำเข้าและผู้ส่งออก รวมถึงเสถียรภาพของราคาในประเทศ

ผลกระทบของการคงอัตราดอกเบี้ยต่อภาคส่วนต่างๆ

การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจแตกต่างกันไป การทำความเข้าใจผลกระทบเหล่านี้จะช่วยให้สามารถประเมินภาพรวมและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

ผลต่อภาคครัวเรือนและผู้บริโภค

สำหรับภาคครัวเรือน การคงอัตราดอกเบี้ยหมายความว่าภาระการผ่อนชำระหนี้สินเชื่อต่างๆ ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล จะยังไม่ปรับตัวสูงขึ้นในทันที ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อสภาพคล่องและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่มีภาระหนี้ อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของผู้ที่มีเงินออม ผลตอบแทนจากเงินฝากก็จะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ย เช่น ผู้สูงอายุ

ผลต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ (SMEs)

ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs การคงอัตราดอกเบี้ยช่วยรักษาต้นทุนทางการเงินในการกู้ยืมเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือเพื่อการลงทุนไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการตัดสินใจขยายกิจการและการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกอาจต้องเผชิญกับความท้าทายจากค่าเงินบาทที่อาจไม่เอื้ออำนวย หากนโยบายการเงินของไทยสวนทางกับประเทศคู่ค้าหลัก ความมีเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ยช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนทางการเงินได้ง่ายขึ้นในระยะสั้น

ตารางเปรียบเทียบผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเศรษฐกิจในมิติต่างๆ
ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ผลกระทบจากการ “ขึ้น” ดอกเบี้ย ผลกระทบจากการ “คง” ดอกเบี้ย ผลกระทบจากการ “ลด” ดอกเบี้ย
ต้นทุนการกู้ยืม สูงขึ้น (ภาระหนี้เพิ่ม) คงที่ (สร้างความแน่นอน) ลดลง (กระตุ้นการกู้ยืม)
ผลตอบแทนเงินออม สูงขึ้น (จูงใจให้ออม) คงที่ (ผลตอบแทนต่ำ) ลดลง (ลดแรงจูงใจในการออม)
การบริโภค/ลงทุน มีแนวโน้มชะลอตัว ทรงตัวหรือค่อยๆ ฟื้นตัว มีแนวโน้มขยายตัว
อัตราเงินเฟ้อ ช่วยชะลอแรงกดดันเงินเฟ้อ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น อาจกระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อ
ค่าเงินบาท มีแนวโน้มแข็งค่า มีเสถียรภาพ (เทียบกับคู่ค้า) มีแนวโน้มอ่อนค่า

แนวโน้มและทิศทางนโยบายการเงินในอนาคต

แม้ว่าการตัดสินใจล่าสุดคือการคงอัตราดอกเบี้ย แต่นี่ไม่ใช่การส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ที่ระดับนี้ไปตลอด ทิศทางในอนาคตยังคงเปิดกว้างและขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

สัญญาณที่ต้องจับตามองก่อนการประชุมครั้งถัดไป

ก่อนการประชุม กนง. ครั้งต่อไป นักวิเคราะห์และตลาดจะจับตาดูตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ (Key Economic Indicators) อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นจิ๊กซอว์ในการต่อภาพรวมเศรษฐกิจและเป็นข้อมูลนำเข้าสำหรับการตัดสินใจของคณะกรรมการฯ ตัวชี้วัดเหล่านี้ได้แก่:

  • ตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือน: การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั้งเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐาน
  • ข้อมูลการส่งออกและนำเข้า: สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของอุปสงค์จากต่างประเทศและกิจกรรมการผลิตในประเทศ
  • ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI): ตัวชี้วัดกิจกรรมในภาคการผลิต
  • จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ: เครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตของภาคบริการ
  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจ: สะท้อนมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคต

สถานการณ์จำลอง (Scenarios) สำหรับเศรษฐกิจไทย

เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินในอนาคต สามารถพิจารณาสถานการณ์จำลองที่เป็นไปได้ 3 รูปแบบ:

  1. กรณีฐาน (Baseline Scenario): เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามที่คาดการณ์ เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย ในกรณีนี้ กนง. มีแนวโน้มสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวให้ต่อเนื่องและมั่นคง
  2. กรณีดีกว่าคาด (Upside Scenario): การส่งออกและนักท่องเที่ยวฟื้นตัวเร็วกว่าคาด การบริโภคในประเทศเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าประมาณการและเริ่มเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ชัดเจนขึ้น ในสถานการณ์นี้ กนง. อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปและควบคุมเงินเฟ้อ
  3. กรณีแย่กว่าคาด (Downside Scenario): เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงกว่าที่คาด ส่งผลกระทบหนักต่อการส่งออกของไทย หรือเกิดปัจจัยลบที่ไม่คาดคิดภายในประเทศทำให้การฟื้นตัวหยุดชะงัก ในกรณีนี้ กนง. อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

บทสรุปและมุมมองในระยะต่อไป

โดยสรุป การที่ กนง. คงดอกเบี้ยตามคาด จับตาทิศทางเศรษฐกิจปลายปี 68 เป็นการดำเนินนโยบายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังคงต้องการแรงสนับสนุน ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงแนวทางการทำงานของธนาคารกลางที่เน้นความรอบคอบ การสร้างสมดุล และการปรับตัวตามข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป

ทิศทางนโยบายการเงินในช่วงที่เหลือของปีและปีถัดไปจะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของ กนง. ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับว่าภาพเศรษฐกิจไทยจะคลี่คลายไปในทิศทางใด ระหว่างความเสี่ยงด้านการเติบโตที่ชะลอตัวลง กับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนของ กนง. จะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการการคาดการณ์ของตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน ดังนั้น การติดตามข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและผลการประชุม กนง. อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป เพื่อเตรียมพร้อมปรับตัวและวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต