โรงสกรีนเจ๊ง? ‘Print-on-Demand’ ฆ่าธุรกิจเสื้อยืด
ประเด็นคำถามที่ว่า โรงสกรีนเจ๊ง? ‘Print-on-Demand’ ฆ่าธุรกิจเสื้อยืด ได้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ร้อนแรงในแวดวงผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเกิดขึ้นของโมเดลธุรกิจ Print-on-Demand (POD) ได้เข้ามาท้าทายและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมการผลิตและจำหน่ายเสื้อยืดอย่างมีนัยสำคัญ สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับโรงสกรีนแบบดั้งเดิมที่เคยครองตลาดมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นกลาง เพื่อให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์และแนวทางการปรับตัวของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ภาพรวมของสมรภูมิธุรกิจเสื้อยืดในยุคดิจิทัล
ธุรกิจเสื้อยืดเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ในอดีต การเข้าสู่ตลาดนี้จำเป็นต้องมีเงินทุนสูงสำหรับตั้งโรงงาน จัดซื้อเครื่องจักร วัตถุดิบ และต้องแบกรับความเสี่ยงจากการสต็อกสินค้าจำนวนมาก แต่การมาถึงของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนกฎเกณฑ์ทั้งหมด โมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความยืดหยุ่นและใช้ต้นทุนต่ำกว่าจึงเกิดขึ้น และ Print-on-Demand คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงนี้
- การลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด: Print-on-Demand (POD) เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไป นักออกแบบ หรือผู้ประกอบการรายย่อยสามารถสร้างแบรนด์เสื้อยืดของตนเองได้โดยไม่ต้องลงทุนสต็อกสินค้าแม้แต่ชิ้นเดียว
- ผลกระทบต่อผู้ประกอบการดั้งเดิม: โรงสกรีนแบบเก่าที่พึ่งพิงการสั่งผลิตจำนวนมาก (Bulk Order) เริ่มเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้เล่นรายใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายและมีจำนวนน้อยได้ดีกว่า
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค: ลูกค้ายุคใหม่ต้องการสินค้าที่มีความเฉพาะตัวสูง (Personalization) สามารถออกแบบเองได้ และต้องการสั่งซื้อในจำนวนน้อย ซึ่งโมเดล POD ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้อย่างลงตัว
- ความจำเป็นในการปรับตัว: สถานการณ์นี้บีบให้ผู้ประกอบการโรงสกรีนดั้งเดิมต้องทบทวนกลยุทธ์ทางธุรกิจ และมองหาแนวทางการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว
สถานการณ์ในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าธุรกิจโรงสกรีนแบบดั้งเดิมจะถึงจุดจบเสมอไป แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าโลกธุรกิจได้เปลี่ยนไปแล้ว การทำความเข้าใจในโมเดลธุรกิจใหม่อย่าง Print-on-Demand และผลกระทบของมัน คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การวางแผนและปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความท้าทายและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต
ทำความเข้าใจ Print-on-Demand: โมเดลธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนเกม
เพื่อที่จะเข้าใจว่าเหตุใด Print-on-Demand จึงกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จำเป็นต้องทำความเข้าใจหลักการทำงานและข้อได้เปรียบของโมเดลธุรกิจนี้อย่างละเอียดเสียก่อน
นิยามและหลักการทำงานเบื้องหลัง POD
Print-on-Demand (POD) คือโมเดลธุรกิจที่กระบวนการผลิตสินค้าจะเริ่มต้นขึ้น หลังจาก ที่มีการสั่งซื้อจากลูกค้าแล้วเท่านั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับรูปแบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่ต้องผลิตสินค้าเก็บไว้ในสต็อกก่อนแล้วจึงนำมาขาย กระบวนการทำงานของ POD โดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้:
- การออกแบบและสร้างร้านค้า: ผู้ขายหรือนักออกแบบสร้างลายกราฟิกที่ต้องการ และนำไปวางบนสินค้าจำลอง (Mockup) เช่น เสื้อยืด แก้วน้ำ กระเป๋าผ้า หรือหมวก ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้ให้บริการ POD
- การสั่งซื้อของลูกค้า: เมื่อลูกค้าเข้ามาในร้านค้าออนไลน์และทำการสั่งซื้อสินค้าพร้อมชำระเงิน คำสั่งซื้อนั้นจะถูกส่งต่อไปยังระบบของผู้ให้บริการ POD โดยอัตโนมัติ
- การผลิตและจัดส่ง: ผู้ให้บริการ POD จะทำการพิมพ์ลายลงบนสินค้าตามคำสั่งซื้อ (เช่น ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ Direct-to-Garment หรือ DTG) จากนั้นทำการบรรจุหีบห่อและจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าโดยตรงในนามของผู้ขาย
- การรับส่วนแบ่งกำไร: ผู้ขายจะได้รับส่วนแบ่งกำไรจากยอดขาย หลังจากหักต้นทุนค่าสินค้าและค่าบริการของผู้ให้บริการ POD แล้ว
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือการตัดขั้นตอนการจัดการสต็อกสินค้าและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนออกไป ทำให้ผู้ขายสามารถมุ่งเน้นไปที่การออกแบบ การตลาด และการสร้างแบรนด์ได้อย่างเต็มที่
ข้อได้เปรียบที่ทำให้ POD ได้รับความนิยม
ความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ POD มาจากข้อดีหลายประการที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่และสภาวะตลาดในปัจจุบัน:
- ความเสี่ยงทางการเงินต่ำ: เนื่องจากไม่มีการผลิตสินค้าก่อนการขาย จึงไม่มีต้นทุนจมไปกับการสต็อกสินค้า ไม่มีความเสี่ยงเรื่องสินค้าค้างสต็อกหรือขายไม่ออก ทำให้เป็นโมเดลที่ปลอดภัยอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้น
- ไม่ต้องลงทุนสูง: ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจเสื้อยืดไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนก้อนใหญ่เพื่อซื้อเครื่องพิมพ์ สต็อกเสื้อเปล่า หรือเช่าพื้นที่โรงงาน สามารถเริ่มต้นได้ด้วยคอมพิวเตอร์และทักษะการออกแบบ
- ความยืดหยุ่นในการออกแบบ: สามารถทดลองปล่อยสินค้าลายใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วและไม่จำกัด หากลายไหนไม่ได้รับความนิยมก็เพียงแค่ลบออกจากร้านค้า โดยไม่มีต้นทุนสูญเสีย
- ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต: ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าเพียงชิ้นเดียวได้ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- ความสะดวกในการจัดการ: ผู้ให้บริการ POD จัดการกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การพิมพ์ บรรจุ และจัดส่ง ทำให้ผู้ขายประหยัดเวลาและแรงงานไปได้อย่างมหาศาล
กลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจ Print-on-Demand
ด้วยลักษณะเฉพาะตัวดังกล่าว ทำให้ POD กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับกลุ่มคนหลากหลายประเภท:
- นักออกแบบอิสระและศิลปิน: สามารถเปลี่ยนผลงานศิลปะให้กลายเป็นสินค้าที่จับต้องได้และสร้างรายได้โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน
- ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) และผู้เริ่มต้นธุรกิจ: เป็นช่องทางในการทดสอบตลาดและสร้างแบรนด์ด้วยความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด
- อินฟลูเอนเซอร์และผู้มีชื่อเสียง: สามารถสร้างสินค้า (Merchandise) ของตนเองเพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ติดตามได้อย่างง่ายดาย
- องค์กรและชมรม: สามารถผลิตสินค้าสำหรับกิจกรรมพิเศษโดยไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวนขั้นต่ำ
ผลกระทบโดยตรงต่อโรงสกรีนแบบดั้งเดิม
การเติบโตของ Print-on-Demand ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงสกรีนเสื้อยืดที่ดำเนินงานในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ
ความท้าทายของโมเดลธุรกิจเก่าที่ต้องเผชิญ
โรงสกรีนแบบดั้งเดิมมีโครงสร้างต้นทุนและกระบวนการทำงานที่แตกต่างจาก POD อย่างสิ้นเชิง ซึ่งจุดแข็งในอดีตกำลังกลายเป็นจุดอ่อนในปัจจุบัน:
- การลงทุนล่วงหน้าที่สูง: ธุรกิจต้องลงทุนในเครื่องจักร เช่น โต๊ะสกรีน บล็อกสกรีน และอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงต้องสต็อกวัตถุดิบ เช่น เสื้อเปล่าสีต่างๆ และสีสกรีน ซึ่งเป็นการแช่แข็งเงินทุนจำนวนมาก
- ความเสี่ยงจากสต็อกสินค้า: การพึ่งพาการผลิตจำนวนมากหมายถึงการต้องคาดการณ์ความต้องการของตลาด หากคาดการณ์ผิดพลาดจะเกิดปัญหาสินค้าค้างสต็อก ทำให้สูญเสียทั้งต้นทุนและพื้นที่จัดเก็บ
- ข้อจำกัดด้านจำนวนขั้นต่ำ (Minimum Order Quantity – MOQ): เพื่อให้คุ้มทุนในการตั้งบล็อกสกรีนแต่ละครั้ง โรงสกรีนส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องกำหนดจำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำ ทำให้ไม่สามารถรับงานจากลูกค้ารายย่อยที่ต้องการสั่งเพียงไม่กี่ชิ้นได้
- ความยืดหยุ่นในการออกแบบที่น้อยกว่า: การเปลี่ยนลายหรือสีในระบบสกรีนแบบบล็อกมีความยุ่งยากและใช้เวลามากกว่าการพิมพ์ดิจิทัล ทำให้ไม่เหมาะกับการผลิตงานที่หลากหลายในปริมาณน้อย
การแข่งขันที่เปลี่ยนไป: เมื่อความยืดหยุ่นปะทะปริมาณ
สนามแข่งขันในธุรกิจเสื้อยืดได้เปลี่ยนจากการแข่งขันด้าน “ราคาต่อหน่วย приสั่งผลิตจำนวนมาก” ไปสู่การแข่งขันด้าน “ความยืดหยุ่นและความสามารถในการตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล” มากขึ้น โมเดล POD ที่มีความคล่องตัวสูงสามารถเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าที่โรงสกรีนดั้งเดิมไม่สามารถเข้าถึงได้ ส่งผลให้โรงสกรีนสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและกลุ่มที่ต้องการงานด่วนไปอย่างต่อเนื่อง
การเข้ามาของ Print-on-Demand ได้สร้าง “ตลาดใหม่” สำหรับผู้ที่ต้องการเสื้อยืดเพียงหนึ่งตัว หรือต้องการทดลองแนวคิดทางธุรกิจโดยไม่มีความเสี่ยง ซึ่งเป็นตลาดที่โมเดลธุรกิจแบบเก่าไม่สามารถตอบสนองได้
อิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค
ความสะดวกสบายและความหลากหลายที่นำเสนอโดยแพลตฟอร์ม POD กำลังหล่อหลอมพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่:
- ความต้องการสินค้าเฉพาะบุคคล (Personalization): ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการสามารถปรับแต่งสินค้าได้ตามใจชอบมากขึ้น ตั้งแต่การใส่ชื่อของตนเองไปจนถึงการอัปโหลดรูปภาพเพื่อสกรีนลงบนเสื้อ
- ความอดทนต่อข้อจำกัดที่ลดลง: ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่คุ้นเคยกับข้อกำหนดเรื่องจำนวนขั้นต่ำ และคาดหวังว่าจะสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันทีผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่มีอุปสรรค
- การเข้าถึงดีไซน์ที่หลากหลาย: แพลตฟอร์ม POD ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลงานของนักออกแบบจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ตลาดมีทางเลือกที่หลากหลายและแปลกใหม่กว่าที่เคยเป็นมา
พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้โรงสกรีนดั้งเดิมที่ยังคงยึดติดกับรูปแบบการดำเนินงานแบบเก่าเริ่มดูไม่ทันสมัยและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ตารางเปรียบเทียบ: Print-on-Demand vs. โรงสกรีนดั้งเดิม
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างสองโมเดลธุรกิจนี้อย่างชัดเจน สามารถสรุปประเด็นเปรียบเทียบที่สำคัญได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | Print-on-Demand (POD) | โรงสกรีนดั้งเดิม |
|---|---|---|
| เงินลงทุนเริ่มต้น | ต่ำมาก (แทบไม่มี) | สูง (ค่าเครื่องจักร, สถานที่, วัตถุดิบ) |
| ความเสี่ยงด้านสต็อก | ไม่มี | สูงมาก |
| จำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำ | ไม่มี (เริ่มต้นที่ 1 ชิ้น) | มี (มักจะเริ่มต้นที่ 12, 24 หรือ 50 ชิ้นขึ้นไป) |
| ต้นทุนต่อหน่วย (ปริมาณน้อย) | ค่อนข้างคงที่ (สูงกว่าแบบดั้งเดิม) | สูงมาก (ไม่คุ้มค่าในการผลิต) |
| ต้นทุนต่อหน่วย (ปริมาณมาก) | ลดลงเล็กน้อยหรือไม่ลดลง | ต่ำมาก (ยิ่งผลิตเยอะ ยิ่งถูกลง) |
| ความหลากหลายของดีไซน์ | ไม่จำกัด สามารถเพิ่มลายใหม่ได้ตลอดเวลา | มีจำกัดตามจำนวนบล็อกสกรีนและต้นทุน |
| ความเร็วในการผลิต | ผลิตตามออเดอร์ อาจใช้เวลา 1-3 วันต่อชิ้น | รวดเร็วมากเมื่อเริ่มกระบวนการผลิตจำนวนมาก |
| กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย | ลูกค้ารายย่อย, นักออกแบบ, ผู้เริ่มต้นธุรกิจ | องค์กร, แบรนด์, งานอีเวนต์ที่ต้องการปริมาณมาก |
ทางรอดและกลยุทธ์การปรับตัวสำหรับ SME ไทย
แม้ว่าความท้าทายจะดูน่ากังวล แต่คำว่า “โรงสกรีนเจ๊ง” อาจไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายเสมอไป ผู้ประกอบการโรงสกรีนแบบดั้งเดิมยังมีโอกาสในการปรับตัวและพัฒนาธุรกิจเพื่อให้อยู่รอดและเติบโตได้ในสมรภูมิใหม่นี้ การปรับตัวไม่ใช่แค่การลดราคา แต่คือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับยุคสมัย
การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้: DTG และระบบอัตโนมัติ
หนึ่งในทางรอดที่สำคัญที่สุดคือการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ แทนที่จะมองว่าเป็นศัตรู โรงสกรีนสามารถลงทุนในเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ Direct-to-Garment (DTG) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ผู้ให้บริการ POD ส่วนใหญ่ใช้ การมีเครื่อง DTG จะช่วยให้โรงสกรีนสามารถ:
- รับงานสกรีนเสื้อไม่มีขั้นต่ำได้: สามารถให้บริการลูกค้ารายย่อยที่ต้องการเสื้อเพียงตัวเดียว หรือต้องการทำตัวอย่างก่อนสั่งผลิตจริง
- พิมพ์งานที่มีความซับซ้อนสูง: DTG สามารถพิมพ์ภาพถ่ายหรือลายกราฟิกที่มีการไล่ระดับสีได้อย่างคมชัด ซึ่งเป็นสิ่งที่การสกรีนแบบบล็อกทำได้ยาก
- ลดขั้นตอนและเวลาในการเตรียมงาน: ไม่ต้องทำบล็อกสกรีน ทำให้สามารถเริ่มงานพิมพ์ได้ทันทีที่ได้รับไฟล์จากลูกค้า
การสร้างมูลค่าเพิ่มและเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)
แทนที่จะแข่งขันในตลาดแมส (Mass Market) ที่เน้นราคาถูก โรงสกรีนดั้งเดิมสามารถใช้ความเชี่ยวชาญและคุณภาพเป็นจุดขายเพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มได้ เช่น:
- บริการสกรีนเทคนิคพิเศษ: มุ่งเน้นการให้บริการเทคนิคสกรีนที่ POD ทำไม่ได้ เช่น การสกรีนฟอยล์, สกรีนนูน, สกรีนกำมะหยี่, หรือการใช้สีสะท้อนแสง ซึ่งเป็นที่ต้องการของแบรนด์แฟชั่น
- เน้นคุณภาพวัสดุ: คัดสรรเนื้อผ้าคุณภาพสูง หรือผ้าออร์แกนิก เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจเรื่องคุณภาพและความยั่งยืน
- ให้บริการครบวงจร: นอกจากการสกรีน อาจให้บริการเสริม เช่น การออกแบบ, การทำแพทเทิร์น, การตัดเย็บ, การติดป้ายแบรนด์ และการแพ็กเกจจิ้ง เพื่อเป็น One-Stop Service สำหรับแบรนด์เสื้อผ้า
การพัฒนาสู่โมเดลธุรกิจแบบผสมผสาน (Hybrid Model)
กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดอาจไม่ใช่การเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานจุดแข็งของทั้งสองโลกระหว่างแบบดั้งเดิมและดิจิทัลเข้าด้วยกัน โรงสกรีนสามารถพัฒนาเป็นโมเดลธุรกิจแบบผสมผสาน (Hybrid) โดย:
- ใช้ระบบสกรีนดั้งเดิมสำหรับงานล็อตใหญ่: ยังคงรักษาฐานลูกค้าองค์กรและแบรนด์ที่ต้องการสั่งผลิตจำนวนมากในราคาต่อหน่วยที่ถูก
- ใช้ระบบ DTG สำหรับงานจำนวนน้อยและงานด่วน: เปิดรับลูกค้ารายย่อย, งานตัวอย่าง, หรือสินค้าที่ต้องการความหลากหลายสูง
- สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ของตนเอง: พัฒนาเว็บไซต์ที่ให้ลูกค้าสามารถออกแบบและสั่งซื้อเสื้อได้เอง คล้ายกับแพลตฟอร์ม POD แต่ควบคุมการผลิตทั้งหมดด้วยตนเอง ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้โดยตรง
บทสรุป: อนาคตของธุรกิจสกรีนเสื้อในยุคใหม่
สรุปแล้ว คำถามที่ว่า โรงสกรีนเจ๊ง? ‘Print-on-Demand’ ฆ่าธุรกิจเสื้อยืด อาจเป็นการมองปัญหาที่ง่ายเกินไป ความจริงแล้ว Print-on-Demand ไม่ได้เป็น “นักฆ่า” แต่เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรม มันคือเทคโนโลยีที่เข้ามาทลายกำแพงและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับผู้ที่ไม่พร้อมจะปรับตัว
ธุรกิจโรงสกรีนแบบดั้งเดิมไม่ได้ถึงทางตัน แต่กำลังยืนอยู่บนทางแยกที่ต้องเลือกระหว่างการยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ แล้วค่อยๆ เลือนหายไป หรือการเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง, นำเทคโนโลยีมาปรับใช้, สร้างสรรค์บริการที่มีมูลค่าเพิ่ม และปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้ยืดหยุ่นมากขึ้น
อนาคตของธุรกิจเสื้อยืดในประเทศไทยและทั่วโลก จะเป็นสมรภูมิที่ผู้ที่สามารถผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพในการผลิตจำนวนมากของโรงสกรีนดั้งเดิมเข้ากับความยืดหยุ่นและความสามารถในการตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลของโมเดล POD ได้อย่างลงตัว จะเป็นผู้ที่สามารถยืนหยัดและเติบ