‘บ้านหารกันซื้อ’ เทรนด์ใหม่ Gen Z รับมือคอนโดราคาพุ่ง
- ประเด็นสำคัญของเทรนด์ Co-buying ในหมู่ Gen Z
- ทำความรู้จัก ‘บ้านหารกันซื้อ’ โมเดลใหม่แห่งการลงทุนอสังหาฯ
- ภาพรวมตลาดอสังหาฯ และปัจจัยที่ขับเคลื่อนเทรนด์ Co-buying
- กลไกและรูปแบบการ ‘หารกันซื้อ’ ทำงานอย่างไร?
- ข้อดีและข้อควรพิจารณาของการลงทุนแบบ Co-buying
- ความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องรับมือในการ ‘บ้านหารกันซื้อ’
- อนาคตของเทรนด์ Co-buying และผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
- สรุป: ‘บ้านหารกันซื้อ’ ทางเลือกหรือทางรอดสำหรับ Gen Z?
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยหลังแรกกลายเป็นเป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ด้วยเหตุนี้ แนวคิดใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นทางออก และหนึ่งในนั้นคือเทรนด์ “Co-buying” หรือการร่วมกันซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
ประเด็นสำคัญของเทรนด์ Co-buying ในหมู่ Gen Z
- ลดภาระทางการเงิน: การหารค่าใช้จ่ายและเงินดาวน์ช่วยให้ Gen Z สามารถเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่ดีและมีราคาสูงได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องแบกรับภาระหนี้สินแต่เพียงผู้เดียว
- เพิ่มอำนาจการต่อรอง: การรวมกลุ่มกันซื้อทำให้มีกำลังซื้อสูงขึ้น สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันกว่าเดิม ซึ่งอาจเป็นไปไม่ได้หากทำการซื้อคนเดียว
- โอกาสในการลงทุน: นอกจากการเป็นที่อยู่อาศัย Co-buying ยังเปิดประตูสู่การลงทุนอสังหาฯ สำหรับคนรุ่นใหม่ โดยสามารถสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าหรือคาดหวังผลตอบแทนจากการขายในอนาคต
- ความเสี่ยงที่ต้องจัดการ: แม้จะมีข้อดี แต่เทรนด์นี้มาพร้อมกับความท้าทายด้านความสัมพันธ์และกฎหมาย การทำสัญญาที่รัดกุมและชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว
ทำความรู้จัก ‘บ้านหารกันซื้อ’ โมเดลใหม่แห่งการลงทุนอสังหาฯ
‘บ้านหารกันซื้อ’ เทรนด์ใหม่ Gen Z รับมือคอนโดราคาพุ่ง คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงการปรับตัวของคนรุ่นใหม่ต่อสภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน โดยแนวคิดนี้หมายถึงการที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งอาจเป็นเพื่อน พี่น้อง หรือคนในครอบครัว ตัดสินใจรวบรวมเงินทุนเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Co-buying โมเดลนี้ช่วยทลายกำแพงทางการเงิน ทำให้การซื้อบ้านหลังแรกหรือการลงทุนอสังหาฯ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะในตลาดคอนโดกรุงเทพที่มีการแข่งขันและราคาสูง
ปรากฏการณ์นี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่ม Gen Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540-2555) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตมาในยุคดิจิทัล มีความคุ้นเคยกับการแบ่งปัน (Sharing Economy) และมองหาโซลูชันที่ยืดหยุ่นและสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายชีวิต การหารกันซื้อจึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาทางการเงิน แต่ยังสะท้อนถึงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า
ภาพรวมตลาดอสังหาฯ และปัจจัยที่ขับเคลื่อนเทรนด์ Co-buying
การเกิดขึ้นของเทรนด์ Co-buying ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ โดยเฉพาะสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์และพฤติกรรมเฉพาะตัวของ Gen Z
ราคาคอนโดและที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงในปี 2025
ในปี 2025 แนวโน้มราคาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในเขตเมืองและทำเลศักยภาพยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนที่ดินที่เพิ่มขึ้น ค่าวัสดุก่อสร้าง และอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ราคาขายถีบตัวสูงจนเกินกว่าที่ผู้ซื้อรายเดียว โดยเฉพาะกลุ่ม First-Jobber หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน จะสามารถรับภาระได้โดยง่าย การมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเองจึงกลายเป็นความท้าทายทางการเงินครั้งใหญ่สำหรับคนรุ่นใหม่
ราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้นสวนทางกับรายได้เฉลี่ยของคนรุ่นใหม่ เป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้ Gen Z ต้องมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการซื้อแบบดั้งเดิม เพื่อให้สามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์ได้
พฤติกรรมและความต้องการของ Gen Z ด้านที่อยู่อาศัย
Gen Z มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัยที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างชัดเจน พวกเขามองหาที่อยู่อาศัยที่ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบองค์รวมได้ด้วย คุณสมบัติที่สำคัญ ได้แก่:
- ทำเลที่ตั้ง: ต้องเดินทางสะดวก ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
- สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน: โครงการต้องมีพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้งานได้จริง เช่น Co-working space สำหรับรองรับการทำงานแบบ Work from Home, ฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ทันสมัย, สระว่ายน้ำ และพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อน
- เทคโนโลยี Smart Home: การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ Gen Z คาดหวัง เช่น ระบบควบคุมไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศผ่านสมาร์ทโฟน หรือระบบรักษาความปลอดภัยดิจิทัล
- พื้นที่อเนกประสงค์ (Multi-purpose Space): การออกแบบพื้นที่ที่ยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานได้ตามความต้องการ ตั้งแต่การทำงาน พักผ่อน ไปจนถึงการจัดกิจกรรมสังสรรค์เล็กๆ
ความต้องการเหล่านี้มักพบได้ในโครงการคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงสูง ซึ่งมีราคาที่สูงตามไปด้วย การ Co-buying จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ตรงตามไลฟ์สไตล์ได้ โดยไม่ต้องลดทอนมาตรฐานที่ต้องการ
ข้อจำกัดทางการเงินและการเข้าถึงสินเชื่อของคนรุ่นใหม่
อุปสรรคสำคัญที่สุดสำหรับ Gen Z คือความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สถาบันการเงินมักพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากรายได้ที่มั่นคง ประวัติทางการเงิน และความสามารถในการผ่อนชำระ ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานอาจยังมีฐานเงินเดือนไม่สูงพอ หรืออาจทำงานในรูปแบบฟรีแลนซ์ที่ขาดความสม่ำเสมอของรายได้ ทำให้การกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาสูงด้วยตัวคนเดียวเป็นเรื่องยาก การกู้ร่วมกับเพื่อนหรือพี่น้องในรูปแบบ Co-buying จึงเป็นทางออกที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือทางการเงินในสายตาของธนาคาร ทำให้มีโอกาสได้รับการอนุมัติสินเชื่อในวงเงินที่สูงขึ้น และแบ่งเบาภาระการผ่อนชำระในแต่ละเดือนได้เป็นอย่างดี
กลไกและรูปแบบการ ‘หารกันซื้อ’ ทำงานอย่างไร?
การซื้ออสังหาริมทรัพย์ร่วมกันไม่ใช่เพียงแค่การรวบรวมเงิน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
การแบ่งสัดส่วนการลงทุนและกรรมสิทธิ์
ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือการตกลงเรื่องสัดส่วนการลงทุน ผู้ร่วมลงทุนแต่ละคนจะลงเงินในสัดส่วนเท่ากัน หรือแตกต่างกันไปตามความสามารถทางการเงินก็ได้ ซึ่งสัดส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในการกำหนดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นๆ เช่น หากซื้อคอนโดราคา 3 ล้านบาท โดยมีผู้ซื้อร่วม 3 คน ลงทุนคนละ 1 ล้านบาท กรรมสิทธิ์ก็จะเป็นคนละ 1 ใน 3 ส่วนเท่าๆ กัน ทุกอย่างต้องถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในเอกสารทางกฎหมาย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในภายหลัง นอกจากสัดส่วนเงินลงทุนแล้ว ยังต้องตกลงเรื่องการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าบำรุงรักษา และค่าภาษีต่างๆ ให้ชัดเจนด้วย
การเลือกทำเลที่ตั้งเพื่อมูลค่าในอนาคต
เนื่องจาก Gen Z มองการ Co-buying เป็นทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน การเลือกทำเลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจัยที่มักถูกนำมาพิจารณาคือศักยภาพในการเติบโตของพื้นที่นั้นๆ เช่น อยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ ใกล้ศูนย์การค้า แหล่งงาน หรือสถาบันการศึกษา ทำเลที่ดีไม่เพียงแต่จะอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังมีแนวโน้มที่มูลค่าทรัพย์สินจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ทำให้การขายต่อ (Resale) หรือการปล่อยเช่าสามารถทำกำไรได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนอสังหาของคนรุ่นใหม่
จากที่พักอาศัยสู่การสร้างรายได้: การปล่อยเช่าและขายต่อ
โมเดล Co-buying เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ได้หลายรูปแบบ หากไม่ได้เข้าอยู่อาศัยเอง ก็สามารถตัดสินใจร่วมกันในการปล่อยเช่าเพื่อนำรายได้มาช่วยผ่อนชำระค่างวดสินเชื่อ หรือแบ่งเป็นผลกำไร ซึ่งเป็นวิธีสร้าง Passive Income ที่ได้รับความนิยม หรือในกรณีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการเติบโตและราคาปรับตัวสูงขึ้น ผู้ร่วมลงทุนอาจตัดสินใจขายสินทรัพย์นั้นเพื่อทำกำไรส่วนต่าง (Capital Gain) ซึ่งผลกำไรที่ได้จะถูกแบ่งตามสัดส่วนกรรมสิทธิ์ที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น การมีเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจนร่วมกันจะช่วยให้การตัดสินใจในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่น
ข้อดีและข้อควรพิจารณาของการลงทุนแบบ Co-buying
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น การเปรียบเทียบระหว่างการซื้ออสังหาริมทรัพย์แบบคนเดียวและการซื้อแบบ Co-buying จะช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถประเมินได้ว่ารูปแบบใดเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด
| ปัจจัยในการพิจารณา | การซื้อแบบเดี่ยว (Solo Buying) | การซื้อแบบ Co-buying |
|---|---|---|
| ภาระทางการเงิน | รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดคนเดียว ทั้งเงินดาวน์และค่างวดผ่อนชำระ ทำให้มีภาระสูง | แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและเงินดาวน์ ทำให้สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ราคาสูงได้ง่ายขึ้น |
| ความสามารถในการกู้ | วงเงินกู้ขึ้นอยู่กับรายได้และประวัติทางการเงินของผู้กู้เพียงคนเดียว อาจได้วงเงินจำกัด | การกู้ร่วมช่วยเพิ่มความสามารถในการกู้ ทำให้มีโอกาสได้รับวงเงินสูงขึ้นจากสถาบันการเงิน |
| อำนาจการตัดสินใจ | ตัดสินใจได้เต็มที่และรวดเร็ว ไม่ต้องปรึกษาใคร มีความเป็นอิสระสูงสุด | ทุกการตัดสินใจต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมทุกคน อาจเกิดความล่าช้าหรือขัดแย้ง |
| ความเสี่ยง | รับความเสี่ยงทางการเงินทั้งหมดไว้คนเดียว หากเกิดปัญหาสภาพคล่องจะไม่มีใครช่วยแบ่งเบา | กระจายความเสี่ยงทางการเงินไปยังผู้ร่วมลงทุนคนอื่นๆ แต่มีความเสี่ยงด้านความสัมพันธ์และข้อพิพาท |
| ความยืดหยุ่นในการขาย | สามารถตัดสินใจขายหรือโอนย้ายได้ทันทีเมื่อต้องการ | การขายหรือออกจากลงทุนต้องได้รับความยินยอมจากทุกฝ่าย และมีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่า |
| การจัดการและดูแล | รับผิดชอบการดูแลและจัดการทรัพย์สินทั้งหมดด้วยตนเอง | สามารถแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลและจัดการทรัพย์สินร่วมกันได้ |
ความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องรับมือในการ ‘บ้านหารกันซื้อ’
แม้ว่า Co-buying จะเป็นทางออกที่น่าสนใจ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและความซับซ้อนที่ผู้ร่วมลงทุนทุกคนต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือ เพื่อให้การลงทุนร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน
ความสำคัญของสัญญาและข้อตกลงทางกฎหมาย
สิ่งสำคัญที่สุดในการ Co-buying คือการจัดทำ “สัญญาร่วมลงทุน” หรือ “Co-ownership Agreement” ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย การอาศัยเพียงข้อตกลงปากเปล่าหรือความไว้วางใจส่วนตัวนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก สัญญาดังกล่าวควรรระบุรายละเอียดให้ครอบคลุมทุกมิติ เช่น:
- สัดส่วนความเป็นเจ้าของ: ระบุให้ชัดเจนว่าแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเท่าไหร่
- การรับผิดชอบค่าใช้จ่าย: กำหนดผู้รับผิดชอบและสัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่างวดผ่อนธนาคาร, ค่าส่วนกลาง, ค่าซ่อมบำรุง, ค่าประกัน และภาษี
- การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน: หากเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัย ต้องระบุกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันให้ชัดเจน หากเป็นการลงทุน ต้องระบุแนวทางการจัดการผู้เช่าและรายได้
- แผนการออกจากลงทุน (Exit Strategy): กำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนในกรณีที่มีผู้ร่วมลงทุนต้องการขายส่วนของตนเอง หรือในกรณีที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ
การปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่างสัญญาที่รัดกุมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว
แผนการรับมือเมื่อเกิดความขัดแย้งหรือการเปลี่ยนแปลง
ไม่มีการลงทุนร่วมใดที่ปราศจากความขัดแย้ง สถานการณ์ชีวิตของแต่ละคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เช่น การตกงาน, การย้ายที่อยู่, การแต่งงาน หรือความต้องการใช้เงินเร่งด่วน สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระหรือเป้าหมายการลงทุน ดังนั้น ในสัญญาจึงควรระบุแนวทางการแก้ไขข้อพิพาทไว้ล่วงหน้า เช่น การใช้ผู้ไกล่เกลี่ย หรือกระบวนการบังคับขาย (Forced Sale) ในกรณีที่ไม่สามารถหาข้อตยุิได้ เพื่อให้มีทางออกที่ชัดเจนและลดความเสียหายต่อทุกฝ่าย
กลยุทธ์การขายหรือออกจากลงทุน
การวางแผนทางออกเป็นส่วนที่มักถูกมองข้าม แต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สัญญาควรกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ร่วมลงทุนที่เหลือสามารถซื้อหุ้นส่วนของผู้ที่ต้องการขายก่อน (Right of First Refusal) เพื่อรักษาความเป็นเจ้าของไว้ในกลุ่มเดิม นอกจากนี้ ควรมีการตกลงเรื่องวิธีการประเมินราคาทรัพย์สินที่เป็นกลางและเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้การซื้อขายส่วนแบ่งนั้นเป็นไปอย่างยุติธรรม การมีกลยุทธ์ทางออกที่ชัดเจนจะช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นเมื่อถึงเวลาอันควร
อนาคตของเทรนด์ Co-buying และผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
เทรนด์ ‘บ้านหารกันซื้อ’ มีแนวโน้มที่จะเติบโตและกลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างถาวร โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และตลาดในเมืองใหญ่ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อตลาดในหลายมิติ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อ Co-buying มากขึ้น เช่น การออกแบบยูนิตที่มีพื้นที่ส่วนตัวหลายโซน หรือการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกัน
ในขณะเดียวกัน สถาบันการเงินอาจต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ยืดหยุ่นและออกแบบมาเพื่อรองรับการกู้ร่วมในรูปแบบที่ไม่ใช่คู่สมรสโดยเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ การเติบโตของ Co-buying ยังอาจกระตุ้นให้เกิดธุรกิจบริการใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น แพลตฟอร์มสำหรับจับคู่ผู้ร่วมลงทุน หรือบริการด้านการจัดการทรัพย์สินสำหรับเจ้าของร่วม ซึ่งจะช่วยให้ระบบนิเวศของการซื้ออสังหาฯ ร่วมกันมีความสมบูรณ์และเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น
สรุป: ‘บ้านหารกันซื้อ’ ทางเลือกหรือทางรอดสำหรับ Gen Z?
‘บ้านหารกันซื้อ’ หรือ Co-buying ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นมากกว่าแค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความท้าทายทางการเงินและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของ Gen Z ในยุคที่ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทรนด์นี้ได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยและเข้าสู่โลกของการลงทุนอสังหาฯ ได้เร็วขึ้น ผ่านการแบ่งปันภาระและกระจายความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการลงทุนในรูปแบบนี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนที่ดี การสื่อสารที่โปร่งใส และที่สำคัญที่สุดคือการมีข้อตกลงทางกฎหมายที่รัดกุมเพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต สำหรับ Gen Z ที่กำลังพิจารณาทางเลือกนี้ การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน การเลือกผู้ร่วมลงทุนที่ไว้วางใจได้ และการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนจากการ ‘หารกันซื้อ’ ให้กลายเป็นการลงทุนที่สร้างความมั่นคงและผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว การตัดสินใจอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกัน