ภาษี Fast Fashion’ รัฐบีบแบรนด์ดัง หรือช่วยโลก?
นโยบาย ภาษี Fast Fashion กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังจากรัฐบาลไทยประกาศเตรียมเก็บภาษีจากสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าที่ผลิตและจำหน่ายอย่างรวดเร็วในราคาถูก มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะสิ่งทอและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงจากอุตสาหกรรมแฟชั่น แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างคำถามถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับราคาสินค้า ผู้บริโภค และอนาคตของวงการแฟชั่นไทย
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตา
- การบังคับใช้ภาษีใหม่: รัฐบาลไทยกำหนดอัตราภาษี Fast Fashion แบบขั้นบันได เริ่มต้นที่ 30% ในเดือนพฤษภาคม 2568 และเพิ่มเป็น 50% ในเดือนมิถุนายน 2568
- เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม: วัตถุประสงค์หลักคือการลดปัญหาขยะเสื้อผ้า ซึ่งเป็นผลพวงจากโมเดลธุรกิจที่เน้นการผลิตจำนวนมากและกระตุ้นการบริโภคเกินความจำเป็น
- ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: นโยบายนี้อาจส่งผลให้ราคาสินค้าแฟชั่นปรับตัวสูงขึ้น และอาจกระทบต่อผู้บริโภค รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน
- แรงบันดาลใจจากต่างประเทศ: มาตรการดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากนโยบายของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการจัดการปัญหา Fast Fashion อย่างจริงจัง
- การส่งเสริมความยั่งยืน: นอกจากการเก็บภาษี รัฐบาลยังมีแผนสนับสนุนผู้ผลิตเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างระบบนิเวศแฟชั่นที่ยั่งยืนในระยะยาว
ภาพรวมของนโยบายภาษี Fast Fashion ในประเทศไทย
การประกาศเตรียมบังคับใช้มาตรการ ภาษี Fast Fashion ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นในประเทศไทย นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับโครงสร้างภาษี แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากภาครัฐถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งของผู้ผลิตและผู้บริโภคไปสู่แนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้น
ที่มาและเหตุผลเบื้องหลังการเก็บภาษี
เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้มาจากวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมระดับโลกที่อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในผู้สร้างผลกระทบรายใหญ่ ข้อมูลชี้ชัดว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกราว 10% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น่ากังวล นอกจากนี้ กระบวนการผลิตเสื้อผ้า Fast Fashion ยังก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำจากการใช้สีย้อมและสารเคมีจำนวนมหาศาล และที่สำคัญคือการสร้างขยะเสื้อผ้าจำนวนมหาศาล เสื้อผ้าจำนวนมากถูกผลิตออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่สุดท้ายกลับถูกทิ้งกลายเป็นขยะในหลุมฝังกลบภายในระยะเวลาอันสั้น รัฐบาลจึงเล็งเห็นว่าการใช้เครื่องมือทางภาษีเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสามารถเข้ามาแทรกแซงและลดพฤติกรรมการผลิตและบริโภคที่สร้างผลกระทบเชิงลบเหล่านี้ได้
ไทม์ไลน์และอัตราภาษีใหม่
เพื่อให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคมีเวลาปรับตัว รัฐบาลได้กำหนดการบังคับใช้ภาษีเป็นสองระยะอย่างชัดเจน:
- ระยะที่ 1: เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 จะมีการเก็บภาษีในอัตรา 30% ของมูลค่าสินค้า ทั้งสินค้านำเข้าและที่ผลิตในประเทศที่เข้าข่าย Fast Fashion
- ระยะที่ 2: เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 อัตราภาษีจะถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของมูลค่าสินค้า
การกำหนดอัตราภาษีแบบขั้นบันไดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงจังของภาครัฐที่ต้องการสร้างแรงกดดันให้แบรนด์ต่างๆ ทบทวนโมเดลธุรกิจของตนเอง และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในอุตสาหกรรม
กลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบาย
กลุ่มเป้าหมายหลักของมาตรการนี้คือแบรนด์ Fast Fashion ขนาดใหญ่ ทั้งแบรนด์ต่างชาติและแบรนด์ในประเทศที่ใช้โมเดลธุรกิจแบบผลิตเร็ว ขายเร็ว ในราคาถูก แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล เช่น Zara, H&M, และ Shein ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนของแบรนด์เหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบรนด์ใหญ่ แต่ยังอาจส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาสินค้าที่สูงขึ้น และอาจกระทบถึงธุรกิจขนาดเล็กในห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพิงการผลิตให้กับแบรนด์เหล่านี้
Fast Fashion คืออะไร และส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร
เพื่อให้เข้าใจถึงรากฐานของนโยบายภาษีนี้ การทำความรู้จักกับคำว่า “Fast Fashion” และผลกระทบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเสื้อผ้าราคาถูกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง Fast Fashion ไม่ใช่แค่คำจำกัดความของเสื้อผ้าราคาประหยัด แต่เป็นโมเดลธุรกิจที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม
นิยามและโมเดลธุรกิจของ “แฟชั่นสายด่วน”
Fast Fashion หรือ “แฟชั่นสายด่วน” คือโมเดลธุรกิจในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่เน้นการผลิตสินค้าตามกระแสแฟชั่นล่าสุดอย่างรวดเร็วที่สุด และจำหน่ายในราคาที่เข้าถึงง่าย หัวใจของโมเดลนี้คือความเร็ว ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการกระจายสินค้าสู่หน้าร้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อจับเทรนด์ที่เกิดขึ้นใหม่และเปลี่ยนความต้องการของผู้บริโภคให้กลายเป็นยอดขายในเวลาอันสั้น แบรนด์เหล่านี้มักจะออกคอลเลคชันใหม่ๆ ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน แทนที่จะเป็นฤดูกาลแบบดั้งเดิม เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภครู้สึกว่าต้องซื้อสินค้าใหม่อยู่เสมอเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์
อุตสาหกรรม Fast Fashion ได้เปลี่ยนวงจรการบริโภคเสื้อผ้าจาก “ความต้องการ” ไปสู่ “ความอยากได้” ที่ไม่มีที่สิ้นสุด โดยใช้ราคาที่ถูกและกระแสสังคมเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน
ต้นทุนที่มองไม่เห็น: ผลกระทบเชิงลึกต่อสิ่งแวดล้อม
แม้ว่าราคาป้ายของเสื้อผ้า Fast Fashion จะดูน่าดึงดูดใจ แต่ต้นทุนที่แท้จริงกลับถูกผลักไปให้กับสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ผลกระทบหลักๆ ประกอบด้วย:
- การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์: กระบวนการผลิตสิ่งทอ การขนส่งวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปไปทั่วโลก ทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นมีส่วนในการปล่อยคาร์บอนสูงถึง 10% ของการปล่อยทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งมากกว่าอุตสาหกรรมการบินและการขนส่งทางเรือรวมกัน
- มลพิษทางน้ำ: การฟอกย้อมผ้าต้องใช้สารเคมีและน้ำปริมาณมาก น้ำเสียที่ปนเปื้อนสารเคมีอันตรายมักถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยไม่ผ่านการบำบัดที่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนโดยรอบ
- การสร้างขยะสิ่งทอ: เสื้อผ้า Fast Fashion มักมีคุณภาพต่ำและถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานสั้น เมื่อเทรนด์เปลี่ยนไป เสื้อผ้าเหล่านี้จะถูกทิ้งอย่างรวดเร็ว กลายเป็นภูเขาขยะสิ่งทอในหลุมฝังกลบ ซึ่งวัสดุสังเคราะห์จำนวนมากใช้เวลาย่อยสลายนานหลายร้อยปี
กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนการบริโภคเกินความจำเป็น
แบรนด์ Fast Fashion ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้กลยุทธ์การตลาดเพื่อกระตุ้นการซื้อ ผ่านการสร้างความรู้สึกเร่งด่วน (Urgency) และความขาดแคลน (Scarcity) ด้วยการออกคอลเลคชันใหม่บ่อยครั้งในปริมาณจำกัด การใช้สื่อสังคมออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างกระแส ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าจำเป็นต้องซื้อทันที ประกอบกับการตั้งราคาที่ต่ำ ทำให้การตัดสินใจซื้อเป็นเรื่องง่าย ทั้งหมดนี้สร้างวงจรการบริโภคที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น
วิเคราะห์มาตรการภาษี: โอกาส และความท้าทาย
นโยบายภาษี Fast Fashion เปรียบเสมือนดาบสองคมที่มีทั้งโอกาสในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน การวิเคราะห์มิติต่างๆ จะช่วยให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
เป้าหมายเชิงบวก: ส่งเสริมแฟชั่นยั่งยืนให้เป็นกระแสหลัก
เป้าหมายสูงสุดของมาตรการนี้คือการผลักดันให้ “แฟชั่นยั่งยืน” (Sustainable Fashion) กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม เมื่อต้นทุนการผลิตแบบ Fast Fashion สูงขึ้นจากภาระภาษี แบรนด์ต่างๆ จะถูกบีบให้ต้องหันมาพิจารณาทางเลือกอื่นที่มีความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบเสื้อผ้าที่ทนทานและใช้งานได้นานขึ้น และการนำเสนอโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น การให้เช่าเสื้อผ้า หรือการรับซ่อมแซมเสื้อผ้าเก่า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดปริมาณขยะและสร้างวัฒนธรรมการบริโภคที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
มาตรการสนับสนุนอื่นๆ นอกเหนือจากการเก็บภาษี
รัฐบาลไม่ได้ใช้เพียงมาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือเดียว แต่ยังมีการนำเสนอแนวทางสนับสนุนอื่นๆ ควบคู่กันไป เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อความยั่งยืนอย่างครบวงจร ได้แก่:
- การส่งเสริมหลัก 3Rs: รณรงค์และสนับสนุนแนวคิด Reduce (ลดการซื้อ), Reuse (ใช้ซ้ำ), และ Recycle (นำกลับมาใช้ใหม่) ในหมู่ผู้บริโภค
- มาตรการจูงใจทางภาษี: การพิจารณายกเว้นหรือลดหย่อนภาษีให้กับผู้ประกอบการที่ผลิตเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดภาระต้นทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
- การให้เงินสนับสนุน: จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านวัสดุและกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
กรณีศึกษาจากต่างประเทศ: บทเรียนจากฝรั่งเศส
นโยบายของไทยได้รับแรงบันดาลใจสำคัญมาจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ที่ประกาศใช้มาตรการจัดการกับ Fast Fashion อย่างจริงจัง โดยรัฐสภาฝรั่งเศสได้ผ่านกฎหมายที่กำหนดค่าปรับสำหรับสินค้าแฟชั่นราคาถูกที่ผลิตจำนวนมาก และมีแผนที่จะห้ามการโฆษณาของแบรนด์เหล่านี้ด้วย เป้าหมายของฝรั่งเศสคือการทำให้ต้นทุนการผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น และนำรายได้จากค่าปรับไปสนับสนุนผู้ผลิตเสื้อผ้าที่ยั่งยืน การศึกษาแนวทางและผลลัพธ์จากฝรั่งเศสจึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้และคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้
เสียงสะท้อนและข้อกังวล: ภาระที่อาจตกสู่ผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก็มีข้อถกเถียงและข้อกังวลเช่นกัน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีมีแนวโน้มที่จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค ทำให้ราคาสินค้าเสื้อผ้าโดยรวมสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่มีรายได้น้อย นอกจากนี้ ธุรกิจแฟชั่นขนาดเล็กและขนาดกลางที่อาจไม่มีสายป่านยาวเท่าแบรนด์ใหญ่ ก็อาจเผชิญกับความยากลำบากในการปรับตัวกับต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นความท้าทายที่ภาครัฐต้องหามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาควบคู่กันไป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เปรียบเทียบผลกระทบของภาษี Fast Fashion ต่อภาคส่วนต่างๆ
| ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ | ผลกระทบเชิงบวกที่คาดการณ์ | ผลกระทบเชิงลบ / ความท้าทาย |
|---|---|---|
| ผู้บริโภค | เกิดการตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การบริโภคที่ยั่งยืน เลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีและใช้งานได้นานขึ้น | ราคาสินค้าเสื้อผ้าสูงขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย |
| แบรนด์ Fast Fashion ขนาดใหญ่ | เป็นแรงผลักดันให้ต้องปรับโมเดลธุรกิจสู่ความยั่งยืน เพื่อรักษาฐานลูกค้าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ | ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น อาจส่งผลต่อกำไรและการแข่งขันในตลาด |
| แบรนด์แฟชั่นยั่งยืน / ธุรกิจขนาดเล็ก | มีโอกาสเติบโตและแข่งขันได้ดีขึ้น เนื่องจากช่องว่างด้านราคาลดลง และผู้บริโภคหันมาสนใจสินค้าทางเลือกมากขึ้น | อาจเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นหากอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน และต้องแข่งขันด้านการตลาดกับแบรนด์ใหญ่ |
| สิ่งแวดล้อม | ลดปริมาณขยะสิ่งทอ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดมลพิษทางน้ำจากการผลิตในระยะยาว | การเปลี่ยนแปลงอาจต้องใช้เวลา และอาจเกิดปัญหาการลักลอบนำเข้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี |
| ภาครัฐและเศรษฐกิจโดยรวม | สร้างรายได้เข้ารัฐ สามารถนำไปใช้สนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศด้านความยั่งยืน | อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอในระยะสั้น และต้องบริหารจัดการผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย |
ทิศทางอนาคตของวงการแฟชั่นไทย
การบังคับใช้ภาษี Fast Fashion จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ของวงการแฟชั่นไทย อนาคตของอุตสาหกรรมนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงผู้บริโภค
การปรับตัวของผู้ประกอบการและแบรนด์แฟชั่น
ผู้ประกอบการและแบรนด์ต่างๆ จะต้องทบทวนกลยุทธ์ทางธุรกิจของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การพึ่งพิงโมเดลการผลิตต้นทุนต่ำและขายในปริมาณมากอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนอีกต่อไป แนวทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือการมุ่งเน้นไปที่ “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” แบรนด์อาจต้องลงทุนในการวิจัยและพัฒนาวัสดุที่ยั่งยืน สร้างสรรค์ดีไซน์ที่คลาสสิกและใช้งานได้ยาวนาน และสื่อสารเรื่องราวเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ที่เน้นความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการช้อปปิ้งของผู้บริโภค
เมื่อราคาเสื้อผ้าสูงขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะคิดไตร่ตรองก่อนการซื้อมากขึ้น พฤติกรรมการ “ซื้อแล้วทิ้ง” อาจลดน้อยลง และถูกแทนที่ด้วยการเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นและมีคุณภาพดี การซ่อมแซมเสื้อผ้าเก่า การซื้อขายเสื้อผ้ามือสอง (Thrifting) และการเช่าเสื้อผ้า อาจกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลดปริมาณขยะโดยตรง การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมด้วย
โอกาสของแบรนด์แฟชั่นยั่งยืนในประเทศไทย
ท่ามกลางความท้าทาย นโยบายนี้ได้เปิดประตูแห่งโอกาสให้กับแบรนด์แฟชั่นยั่งยืนของไทย แบรนด์ท้องถิ่นที่เน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ การย้อมสีธรรมชาติ หรืองานฝีมือจากช่างในชุมชน จะมีความโดดเด่นและน่าสนใจมากขึ้น เมื่อผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจาก Fast Fashion นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ มีเรื่องราว และตอบโจทย์กระแสความยั่งยืน ซึ่งสามารถเติบโตได้ทั้งในตลาดประเทศและตลาดสากล
บทสรุป: จุดเปลี่ยนสำคัญสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นที่ยั่งยืน
นโยบาย ภาษี Fast Fashion ของรัฐบาลไทยไม่ได้เป็นเพียงการบีบแบรนด์ดังหรือการปรับขึ้นราคา แต่เป็นความพยายามเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอุตสาหกรรมแฟชั่น และมุ่งหวังที่จะสร้างอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น แม้ว่ามาตรการนี้จะมาพร้อมกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อผู้บริโภคในระยะสั้น แต่ในระยะยาว นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่จำเป็นในการปรับทัศนคติและพฤติกรรมการผลิตและการบริโภคเสื้อผ้าของคนในสังคม
ความสำเร็จของนโยบายนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการที่ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และผู้บริโภคที่ต้องเปิดใจรับแนวทางการบริโภคที่รับผิดชอบมากขึ้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของราคาเสื้อผ้า แต่เป็นก้าวสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมแฟชั่นและคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในทศวรรษต่อไป