Home » รัฐทุ่มงบ! สร้าง ‘เมืองผู้สูงวัย’ ครบวงจรแห่งแรกของไทย

รัฐทุ่มงบ! สร้าง ‘เมืองผู้สูงวัย’ ครบวงจรแห่งแรกของไทย

สารบัญ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ ด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างหลักประกันด้านคุณภาพชีวิตให้แก่พลเมืองอาวุโส รัฐบาลจึงได้อนุมัติโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่จับตามองอย่างกว้างขวาง นั่นคือการที่ รัฐทุ่มงบ! สร้าง ‘เมืองผู้สูงวัย’ ครบวงจรแห่งแรกของไทย บนพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ในจังหวัดสระบุรี โครงการนี้ไม่เพียงเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบสวัสดิการและการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ประเด็นสำคัญของโครงการเมืองผู้สูงวัย

  • เมกะโปรเจกต์ระดับชาติ: รัฐบาลอนุมัติงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนา “เมืองสุขภาพเพื่อผู้สูงวัย” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society)
  • ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน: โครงการนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังมีการลงทุนจากโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลยันฮี และโรงพยาบาลนครธน เพื่อสร้างศูนย์ดูแลสุขภาพที่ทันสมัยและครบวงจร
  • การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม: เป้าหมายหลักคือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ตั้งแต่ที่พักอาศัย สิ่งอำนวยความสะดวก ไปจนถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง การฟื้นฟู และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะ
  • การพัฒนานโยบายสนับสนุน: ควบคู่ไปกับการก่อสร้าง รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันนโยบายเสริม เช่น การดูแลผู้สูงอายุในชุมชน และการพัฒนาระบบประกันการดูแลระยะยาว เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
  • ต้นแบบการพัฒนาในอนาคต: ความสำเร็จของโครงการนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับการพัฒนาเมืองหรือชุมชนที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

โครงการที่รัฐทุ่มงบ! สร้าง ‘เมืองผู้สูงวัย’ ครบวงจรแห่งแรกของไทย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศในการรับมือกับภาวะสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและมีระบบรองรับที่มีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วน โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นคำตอบเชิงรุกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีเกียรติ มีความสุข และมีสุขภาพที่ดี

ภาพรวมโครงการและเหตุผลความจำเป็น

ภาพรวมโครงการและเหตุผลความจำเป็น

การก่อตั้ง “เมืองผู้สูงวัย” ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุขนาดใหญ่ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบเพื่อการใช้ชีวิตในวัยเกษียณอย่างมีคุณภาพ โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นมากกว่าที่พักอาศัย แต่เป็นชุมชนที่มีชีวิตชีวาซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยบริการทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ กิจกรรมนันทนาการ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม

ทำไมประเทศไทยต้องมีเมืองผู้สูงวัย?

ข้อมูลทางสถิติชี้ชัดว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) ซึ่งหมายถึงสภาวะที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนมากกว่าร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมด ภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจที่อาจเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน และด้านสังคมที่ระบบสาธารณสุขต้องรองรับภาระการดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น การพึ่งพิงครอบครัวในการดูแลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไปในสังคมสมัยใหม่ที่มีขนาดครอบครัวเล็กลง ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุโดยตรงจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด

เป้าหมายหลักของเมกะโปรเจกต์

เป้าหมายของโครงการนี้มีความครอบคลุมและมองการณ์ไกล โดยมุ่งเน้นในหลายมิติพร้อมกัน:

  1. สร้างศูนย์กลางการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ: เพื่อให้เป็นสถานที่ที่มีบริการทางการแพทย์ครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล ไปจนถึงการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) และการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
  2. ส่งเสริมคุณภาพชีวิต: จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สะดวกสบาย และเอื้อต่อการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุยังคงมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และรักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง
  3. ลดภาระของครอบครัวและสังคม: การมีศูนย์ดูแลที่มีมาตรฐานจะช่วยแบ่งเบาภาระของบุตรหลานที่ต้องทำงาน ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าผู้สูงอายุจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและปลอดภัย
  4. กระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน: โครงการขนาดใหญ่นี้จะก่อให้เกิดการจ้างงานในหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแล นักกายภาพบำบัด ไปจนถึงพนักงานบริการในส่วนต่างๆ

การขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน: โรงพยาบาลชั้นนำร่วมลงทุน

ความสำเร็จของโครงการระดับชาตินี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและศักยภาพในการลงทุนด้านบริการสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำหลายแห่งได้ขานรับนโยบายและเริ่มลงทุนพัฒนาโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุของตนเอง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

การลงทุนของภาคเอกชนไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มช่องว่างของบริการภาครัฐ แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติอีกด้วย

โรงพยาบาลยันฮี: ขยายศูนย์ดูแลรองรับความต้องการที่ล้นหลาม

โรงพยาบาลยันฮี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่มีชื่อเสียง ได้เล็งเห็นถึงความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลพบว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเดิมของโรงพยาบาลซึ่งมีขนาด 60 เตียงนั้น มีผู้ใช้บริการเต็มตลอดเวลาและมีผู้รอคิวเข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงอุปทานที่ไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ในปัจจุบัน

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว โรงพยาบาลยันฮีได้วางแผนทุ่มงบประมาณลงทุนราว 500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์ผู้สูงอายุแห่งใหม่บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ โดยจะขยายศักยภาพในการรองรับเพิ่มขึ้นเป็น 200 เตียง โครงการนี้คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี พ.ศ. 2568 และพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2569 การขยายตัวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้สูงอายุจะได้รับการดูแลอย่างครบวงจรภายใต้มาตรฐานของโรงพยาบาล และสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงที

โรงพยาบาลนครธน กับศูนย์ดูแลสุขภาพองค์รวม “นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์”

ในทำนองเดียวกัน โรงพยาบาลนครธนก็ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชื่อ “นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์” (Nakornthon Long Life Center) โดยชูจุดเด่นด้านการเป็นศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Care) ที่ผสานบริการหลากหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

โครงการนี้ใช้งบประมาณลงทุนประมาณ 557 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์ขนาด 85 เตียง ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับโรงพยาบาลนครธน ทำให้สามารถเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว จุดเด่นของศูนย์แห่งนี้คือการให้บริการที่ครอบคลุมตั้งแต่:

  • การดูแลผู้ป่วยพักฟื้น (Rehabilitation): สำหรับผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดหรือเจ็บป่วยที่ต้องการการฟื้นฟูร่างกาย
  • การพักอาศัยถาวร (Long-Term Stay): สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการที่พักพร้อมการดูแลอย่างใกล้ชิด
  • บริการดูแลแบบไป-กลับ (Day Care): สำหรับผู้สูงอายุที่ครอบครัวไม่สะดวกดูแลในเวลากลางวัน
  • บริการส่งเสริมสุขภาวะ (Wellness Services): กิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

โครงการ “นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์” คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ภายในปี พ.ศ. 2569 เช่นกัน ซึ่งจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับครอบครัวที่กำลังมองหาสถานที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน

เปรียบเทียบโครงการลงทุนศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจากภาคเอกชน

ตารางเปรียบเทียบรายละเอียดโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุของโรงพยาบาลยันฮีและโรงพยาบาลนครธน
หัวข้อเปรียบเทียบ โครงการโรงพยาบาลยันฮี โครงการโรงพยาบาลนครธน (นครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์)
งบประมาณลงทุน ประมาณ 500 ล้านบาท ประมาณ 557 ล้านบาท
จำนวนเตียง 200 เตียง 85 เตียง
จุดเด่นของโครงการ เน้นการขยายขนาดเพื่อรองรับดีมานด์ที่สูงมาก และการดูแลครบวงจรในโรงพยาบาล เน้นการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care) ครอบคลุมทั้งการพักฟื้น, พักถาวร, Day Care และ Wellness
ที่ตั้ง ภายในพื้นที่โรงพยาบาลยันฮี ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงโรงพยาบาลนครธน
ปีที่คาดว่าจะเปิดให้บริการ พ.ศ. 2569 พ.ศ. 2569

นโยบายภาครัฐและการสนับสนุนเพื่อสังคมสูงวัยที่ยั่งยืน

นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่าง “เมืองผู้สูงวัย” แล้ว รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังได้ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานนโยบายในระยะยาว เพื่อสร้างระบบการดูแลผู้สูงอายุที่ยั่งยืนและเข้าถึงได้สำหรับประชาชนในวงกว้าง

การส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน (Community-Based Care)

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและชุมชนของตนเองได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Aging in Place) เนื่องจากเป็นสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและให้ความสุขทางใจมากที่สุด นโยบายนี้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในระดับตำบล เพื่อให้บริการดูแลขั้นพื้นฐานและจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชน ซึ่งจะช่วยลดความแออัดในสถานพยาบาลขนาดใหญ่และทำให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

ระบบประกันการดูแลระยะยาว (Long-Term Care Insurance)

อีกหนึ่งนโยบายที่เป็นหัวใจสำคัญคือการพัฒนาระบบ “ประกันการดูแลระยะยาว” ซึ่งเป็นกลไกทางการเงินที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ระบบนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักประกันว่าผู้สูงอายุทุกคนจะสามารถเข้าถึงบริการดูแลที่จำเป็นได้ ไม่ว่าจะมีฐานะทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไรก็ตาม โดยอาจดำเนินการในรูปแบบของการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน หรือการใช้กองทุนประกันสังคมเข้ามาสนับสนุน ซึ่งจะช่วยให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นไปอย่างยั่งยืนและไม่สร้างภาระทางการคลังที่หนักเกินไปในอนาคต

ความสำคัญและผลกระทบของการสร้าง ‘เมืองผู้สูงวัย’ ต่อประเทศไทย

การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่ รัฐทุ่มงบ! สร้าง ‘เมืองผู้สูงวัย’ ครบวงจรแห่งแรกของไทย ถือเป็นการวางโครงสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังเป็นครั้งแรก โครงการนี้ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่การเป็นที่พักพิง แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการดูแลผู้สูงอายุในสังคมไทย

ผลกระทบเชิงบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีหลายประการ ทั้งในด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ การสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้กับครอบครัว และการสร้างโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy) นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของพลเมืองทุกช่วงวัย และพร้อมที่จะลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของสังคมโดยรวม

บทสรุป: ก้าวสำคัญสู่การเป็นสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

การเกิดขึ้นของโครงการ “เมืองผู้สูงวัย” และการลงทุนของภาคเอกชนในศูนย์ดูแลสุขภาพ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการปรับตัวครั้งใหญ่ของประเทศไทยเพื่อรับมือกับความท้าทายของสังคมสูงวัย การผสานกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการทุ่มงบประมาณและทรัพยากรเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ถือเป็นก้าวเดินที่สำคัญและมาถูกทาง

แม้โครงการเหล่านี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ก็เป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดได้อย่างราบรื่นและมีคุณภาพ ทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี และเป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของโครงการเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมของไทยโดยรวม