Home » รัฐดัน ‘National e-KYC’ เปิดบัญชีข้ามแบงก์ง่ายขึ้น!

รัฐดัน ‘National e-KYC’ เปิดบัญชีข้ามแบงก์ง่ายขึ้น!

สารบัญ

โครงการ National e-KYC Platform คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการยืนยันตัวตนดิจิทัลระดับชาติ ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักคือให้ประชาชนสามารถยืนยันตัวตนเพียงครั้งเดียวและนำไปใช้เปิดบัญชีหรือทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินทุกแห่งได้โดยไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำซ้อนอีกต่อไป

ภาพรวมของ National e-KYC

  • ยืนยันตัวตนครั้งเดียวใช้ได้ทุกที่: ลดความซ้ำซ้อนในการกรอกข้อมูลและยื่นเอกสาร ทำให้การเปิดบัญชีใหม่กับธนาคารอื่นเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว
  • ความปลอดภัยมาตรฐานสูง: ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) และการตรวจจับการมีชีวิต (Liveness Detection) เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตัวตน
  • เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม National Digital ID (NDID) เพื่อสร้างระบบนิเวศการยืนยันตัวตนที่น่าเชื่อถือและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  • ลดขั้นตอนและต้นทุน: ช่วยให้สถาบันการเงินลดขั้นตอนการทำงานและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเอกสาร ทำให้กระบวนการอนุมัติรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล: เป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การทำธุรกรรมทางการเงินได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โครงการที่รัฐดัน ‘National e-KYC’ เปิดบัญชีข้ามแบงก์ง่ายขึ้น! ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปบริการทางการเงินของประเทศไทย แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความยุ่งยากและความซ้ำซ้อนของกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (Know Your Customer หรือ KYC) แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้เอกสารจำนวนมากและต้องเดินทางไปยังสาขาของสถาบันการเงิน การมาถึงของ National e-KYC จึงเปรียบเสมือนการปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยจากทุกที่ทุกเวลา

ความสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ของภาครัฐในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยการสร้างมาตรฐานกลางในการยืนยันตัวตน จะช่วยลดความเสี่ยงจากการทุจริตทางการเงิน การฟอกเงิน และการแอบอ้างตัวตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปที่ได้รับความสะดวกสบาย สถาบันการเงินที่สามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ไปจนถึงภาครัฐที่สามารถกำกับดูแลและส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยได้มีการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในช่วงวันที่ 1 สิงหาคม ถึง 15 กันยายน 2567 เพื่อสร้างฐานข้อมูลเริ่มต้นและเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

เจาะลึกระบบ National e-KYC: คืออะไรและทำงานอย่างไร

เจาะลึกระบบ National e-KYC: คืออะไรและทำงานอย่างไร

เพื่อให้เข้าใจถึงศักยภาพของ National e-KYC อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจองค์ประกอบหลักที่ขับเคลื่อนระบบนี้ ตั้งแต่คำจำกัดความพื้นฐานของ e-KYC เทคโนโลยีเบื้องหลังที่สร้างความปลอดภัย ไปจนถึงการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ ของประเทศ

คำจำกัดความของ e-KYC

e-KYC หรือ Electronic Know Your Customer คือกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ต้องใช้เอกสารกระดาษหรือเดินทางไปยังสถานที่จริง ระบบนี้จะอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การตรวจสอบข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด และการเปรียบเทียบข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ซึ่งโดยทั่วไปคือใบหน้าของผู้ใช้บริการ ทำให้กระบวนการทั้งหมดสามารถเสร็จสิ้นได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

เทคโนโลยีหลักที่ขับเคลื่อนความปลอดภัย

หัวใจของความน่าเชื่อถือในระบบ National e-KYC คือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อสร้างเกราะป้องกันการทุจริตและการปลอมแปลงตัวตน เทคโนโลยีสำคัญประกอบด้วย:

  • การจดจำใบหน้า (Facial Recognition): เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบโครงสร้างใบหน้าของผู้ใช้งานกับรูปภาพบนบัตรประจำตัวประชาชนที่จัดเก็บในฐานข้อมูลภาครัฐ ระบบจะทำการวัดค่าทางชีวมิติหลายจุดบนใบหน้า เช่น ระยะห่างระหว่างดวงตา ความยาวของจมูก และรูปทรงของคาง เพื่อสร้าง “ลายเซ็นใบหน้า” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้มีความแม่นยำสูงในการระบุตัวตน
  • การตรวจจับการมีชีวิต (Liveness Detection): เพื่อป้องกันกรณีที่มิจฉาชีพอาจใช้รูปถ่ายหรือวิดีโอของบุคคลอื่นมาสวมรอยในการทำธุรกรรม ระบบจะมีการทดสอบเพื่อยืนยันว่าบุคคลที่อยู่หน้ากล้องนั้นเป็นมนุษย์จริงและมีชีวิตอยู่ ณ ขณะนั้น โดยอาจเป็นการ yêu cầuให้ผู้ใช้กระพริบตา หันหน้าซ้าย-ขวา หรือยิ้ม ซึ่งเป็นกิริยาที่ภาพนิ่งหรือวิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้าไม่สามารถทำตามได้ มาตรการนี้จึงเป็นปราการด่านสำคัญที่ช่วยสกัดกั้นการโจมตีแบบ Presentation Attack ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การผสานเทคโนโลยี Facial Recognition และ Liveness Detection เข้าด้วยกัน ทำให้ National e-KYC เป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูง สามารถยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างมั่นใจว่า “บุคคลนั้นคือบุคคลที่พวกเขาอ้างว่าเป็นจริง ๆ”

บทบาทสำคัญของ NDID

National e-KYC ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า นั่นคือ แพลตฟอร์ม National Digital ID (NDID) ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลการยืนยันตัวตนระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

เมื่อประชาชนทำการยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC กับหน่วยงานหนึ่ง (เช่น ธนาคาร A) สำเร็จแล้ว ข้อมูลการยืนยันนั้นจะถูกบันทึกไว้ในระบบ NDID ในครั้งต่อไป หากบุคคลนั้นต้องการเปิดบัญชีกับธนาคาร B หรือใช้บริการอื่น ๆ ที่ต้องมีการยืนยันตัวตน พวกเขาสามารถให้ความยินยอม (Consent) ผ่าน NDID เพื่อให้ธนาคาร B ดึงข้อมูลการยืนยันตัวตนที่เคยทำไว้กับธนาคาร A มาใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ลดความซ้ำซ้อน แต่ยังทำให้ข้อมูลของลูกค้ามีความเป็นหนึ่งเดียวและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือให้กับประเทศ

ประโยชน์และผลกระทบในวงกว้าง

การผลักดันโครงการ National e-KYC ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกระบวนการทำงาน แต่เป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ครอบคลุมทั้งในระดับบุคคล องค์กร และระดับประเทศ

สำหรับภาคประชาชน

  • ความสะดวกสบายขั้นสูงสุด: สามารถเปิดบัญชีธนาคาร ขอสินเชื่อ หรือทำธุรกรรมทางการเงินที่ซับซ้อนได้จากที่บ้าน โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังสาขา
  • ความรวดเร็วในการบริการ: ลดระยะเวลาที่ใช้ในการรอคิวและตรวจสอบเอกสาร จากเดิมที่อาจใช้เวลาเป็นวันหรือหลายชั่วโมง เหลือเพียงไม่กี่นาที
  • ลดภาระด้านเอกสาร: ไม่ต้องเตรียมสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หรือเอกสารอื่น ๆ อีกต่อไป เพียงใช้บัตรประชาชนตัวจริงและสมาร์ทโฟนก็สามารถทำธุรกรรมได้
  • ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น: ลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยเอกสารสำคัญไปสวมรอยทำธุรกรรม เนื่องจากระบบมีการป้องกันด้วยเทคโนโลยีชีวมิติที่ลอกเลียนแบบได้ยาก

สำหรับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการ

  • ลดต้นทุนการดำเนินงาน: ประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสารกระดาษ การจัดเก็บข้อมูล และลดจำนวนพนักงานที่ต้องใช้ในกระบวนการตรวจสอบเอกสาร
  • เพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ: กระบวนการที่เป็นดิจิทัลช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (Human Error) และทำให้การตรวจสอบข้อมูลเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน
  • ขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น: ความสะดวกในการสมัครใช้บริการช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ห่างไกลหรือไม่สะดวกในการเดินทาง
  • การบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้น: มาตรฐานความปลอดภัยที่สูงของระบบช่วยให้สถาบันการเงินสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (CFT) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับภาครัฐและเศรษฐกิจของประเทศ

  • ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล: เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาบริการดิจิทัลอื่น ๆ ของภาครัฐและเอกชน เช่น การยื่นภาษีออนไลน์ การรับสวัสดิการภาครัฐ หรือการลงทุนในตลาดทุน
  • เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้: ช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามและตรวจสอบเส้นทางการทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
  • ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion): ทำให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม
  • ยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศ: การมีระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่แข็งแกร่งและเป็นมาตรฐานสากล จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

ขั้นตอนการลงทะเบียนและช่องทางการใช้งาน

เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้งานระบบ National e-KYC ได้อย่างทั่วถึง ภาครัฐได้จัดเตรียมช่องทางในการลงทะเบียนยืนยันตัวตนไว้หลายช่องทาง โดยมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกและครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้งานที่หลากหลาย

โดยทั่วไป กระบวนการจะเริ่มต้นด้วยการเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดฉบับจริง และสมาร์ทโฟนที่มีกล้อง จากนั้นผู้ใช้งานสามารถเลือกช่องทางที่สะดวกได้ดังนี้:

  1. แอปพลิเคชันของหน่วยงานที่เข้าร่วม: ธนาคารหรือสถาบันการเงินหลายแห่งจะผนวกฟังก์ชันการทำ e-KYC เข้าไว้ในแอปพลิเคชันของตนเอง ผู้ใช้สามารถเริ่มกระบวนการได้โดยตรงจากแอปฯ ที่คุ้นเคย
  2. ตู้บริการอเนกประสงค์ภาครัฐ (Government Smart Kiosk): สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการใช้สมาร์ทโฟน หรือต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ สามารถไปยืนยันตัวตนได้ที่ตู้บริการซึ่งติดตั้งตามสถานที่ราชการหรือจุดบริการสำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศ
  3. แอปพลิเคชันของภาครัฐ: ในอนาคตคาดว่าจะมีการพัฒนาแอปพลิเคชันกลางของภาครัฐที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมบริการดิจิทัล ซึ่งจะรวมถึงฟังก์ชันการทำ National e-KYC ด้วย

สำหรับช่วงเริ่มต้นโครงการ รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อสร้างความคุ้นเคยและเตรียมความพร้อมของระบบ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 15 กันยายน 2567 ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบต่อไป

เปรียบเทียบการยืนยันตัวตนแบบดั้งเดิมกับ National e-KYC

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและข้อได้เปรียบของระบบใหม่อย่างชัดเจน สามารถเปรียบเทียบกระบวนการยืนยันตัวตนแบบดั้งเดิมกับระบบ National e-KYC ได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางเปรียบเทียบกระบวนการยืนยันตัวตนระหว่างรูปแบบดั้งเดิมและ National e-KYC
หัวข้อเปรียบเทียบ การยืนยันตัวตนแบบดั้งเดิม National e-KYC
สถานที่ ต้องเดินทางไปที่สาขาของสถาบันการเงิน สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟน
ระยะเวลา ใช้เวลาตั้งแต่ 30 นาที ถึงหลายชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้รอคิว) เสร็จสิ้นภายในไม่กี่นาที
เอกสารที่ใช้ สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน และเอกสารประกอบอื่น ๆ บัตรประชาชนตัวจริงแบบสมาร์ทการ์ดเท่านั้น
ความปลอดภัย มีความเสี่ยงจากการปลอมแปลงเอกสารและการตรวจสอบด้วยสายตามนุษย์ ปลอดภัยสูงด้วยเทคโนโลยีชีวมิติ (Facial Recognition & Liveness Detection)
การใช้งานซ้ำ ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทุกครั้งที่ต้องการใช้บริการกับสถาบันการเงินแห่งใหม่ ยืนยันตัวตนครั้งเดียว สามารถนำไปอ้างอิงเพื่อใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ๆ ได้ทันที
ต้นทุน มีต้นทุนด้านการเดินทางและค่าถ่ายเอกสารสำหรับผู้ใช้บริการ และต้นทุนการจัดการเอกสารสำหรับสถาบันการเงิน ลดต้นทุนสำหรับทุกฝ่าย

ความท้าทายและแนวทางการพัฒนาในอนาคต

แม้ว่า National e-KYC จะมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเงินของไทยอย่างมหาศาล แต่การนำไปใช้งานจริงในวงกว้างย่อมมาพร้อมกับความท้าทายที่ต้องพิจารณาและเตรียมการรับมืออย่างรอบคอบ

ความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น

  • ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide): ประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล อาจยังขาดทักษะหรืออุปกรณ์ในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล
  • ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล: การรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในระบบกลาง อาจสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยและการนำข้อมูลไปใช้
  • ภัยคุกคามทางไซเบอร์: ระบบดิจิทัลขนาดใหญ่ย่อมเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากผู้ไม่หวังดี ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยของระบบจึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด
  • การสร้างการยอมรับและความร่วมมือ: ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการยอมรับและเข้าร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน สถาบันการเงิน และหน่วยงานต่าง ๆ

แนวทางการพัฒนาต่อยอด

เพื่อรับมือกับความท้าทายและต่อยอดความสำเร็จ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดอบรมให้ความรู้ด้านดิจิทัลแก่ประชาชน การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการลงทุนในการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ ในอนาคต ข้อมูลจาก National e-KYC อาจสามารถนำไปต่อยอดใช้กับบริการภาครัฐอื่น ๆ นอกเหนือจากภาคการเงินได้ เช่น การเลือกตั้ง การทำใบขับขี่ หรือการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ได้อย่างสมบูรณ์

บทสรุป: ก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

การที่รัฐดัน ‘National e-KYC’ เปิดบัญชีข้ามแบงก์ง่ายขึ้น! ไม่ใช่เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่เป็นการวางรากฐานที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แพลตฟอร์มนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเติมเต็มระบบนิเวศดิจิทัลของไทยให้สมบูรณ์ ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการทางการเงิน สร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นที่ยอมรับ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของทุกภาคส่วน

ความสำเร็จของโครงการนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การลดการใช้กระดาษและลดต้นทุนในภาคธุรกิจ ไปจนถึงการเพิ่มความโปร่งใสและลดช่องว่างของอาชญากรรมทางการเงิน การเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในระบบ National e-KYC จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการทุกคน เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคต่อไป