Home » กทม. ใช้ AI! คุม ‘อุโมงค์ยักษ์’ แก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ

กทม. ใช้ AI! คุม ‘อุโมงค์ยักษ์’ แก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ

สารบัญ

กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการจัดการปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ริเริ่มโครงการที่นำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบควบคุมอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการน้ำแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบอัจฉริยะที่สามารถพยากรณ์และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาพรวมของการพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วม

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การผสมผสานโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี: โครงการนี้เป็นการผสานระหว่างวิศวกรรมโยธาขนาดใหญ่ (อุโมงค์ยักษ์) กับเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง (AI) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการน้ำ
  • การพยากรณ์เชิงรุก: ระบบ AI ช่วยให้ กทม. สามารถพยากรณ์ปริมาณฝนและจำลองสถานการณ์น้ำท่วมล่วงหน้าได้ถึง 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถเตรียมการและตอบสนองได้ก่อนเกิดเหตุการณ์
  • ระบบควบคุมอัตโนมัติ: ปัญญาประดิษฐ์สามารถสั่งการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำของอุโมงค์ได้โดยอัตโนมัติ เพื่อบริหารจัดการการไหลของน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการพึ่งพาการตัดสินใจของมนุษย์ซึ่งอาจมีความล่าช้า
  • การลงทุนระยะยาว: โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำทั่วกรุงเทพฯ เป็นการลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งการนำ AI เข้ามาช่วยควบคุมจะช่วยให้การลงทุนนี้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • เป้าหมายครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ: โครงการมีเป้าหมายที่จะขยายระบบจัดการน้ำอัจฉริยะให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงทั้ง 15 เขต และพัฒนาสู่ระบบที่ครอบคลุมทั้งกรุงเทพมหานครภายในปี พ.ศ. 2568

การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการควบคุมระบบระบายน้ำ ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ในการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่สามารถใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความยั่งยืนให้กับเมืองในระยะยาว

เจาะลึกอุโมงค์ยักษ์: เส้นเลือดใหญ่ใต้ดินของกรุงเทพฯ

ก่อนที่จะทำความเข้าใจบทบาทของ AI จำเป็นต้องเข้าใจถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่ AI เข้ามาควบคุม นั่นคือ “อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์” ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ใต้ดินที่ทำหน้าที่สำคัญในการลำเลียงมวลน้ำมหาศาลออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในยามที่ฝนตกหนัก โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนด้านวิศวกรรมครั้งใหญ่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบป้องกันน้ำท่วมของเมือง

อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่เป็นหัวใจสำคัญของระบบป้องกันน้ำท่วมสมัยใหม่ของกรุงเทพฯ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอุโมงค์เหล่านี้ด้วยเทคโนโลยีจึงเป็นกุญแจสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

นิยามและหลักการทำงาน

อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ คืออุโมงค์คอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นลึกลงไปใต้ดิน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 3.5 ถึง 5.0 เมตร ทำหน้าที่เป็นทางด่วนพิเศษสำหรับน้ำ โดยมีหลักการทำงานหลักคือการรวบรวมน้ำจากคลองสายหลักต่างๆ ในช่วงที่ฝนตกหนักและระดับน้ำในคลองสูงเกินเกณฑ์ จากนั้นลำเลียงน้ำทั้งหมดผ่านอุโมงค์ใต้ดินอย่างรวดเร็วเพื่อระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง

กระบวนการนี้ช่วยลดระยะเวลาที่น้ำท่วมขังบนพื้นผิวจราจรและในชุมชนได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการระบายน้ำแบบทางลัด (Bypass) โดยไม่ต้องรอให้น้ำไหลผ่านระบบคลองตามปกติซึ่งอาจใช้เวลานานและมีสิ่งกีดขวาง การมีอุโมงค์ยักษ์จึงช่วยเร่งการระบายน้ำ ลดระดับน้ำในคลองสายสำคัญให้กลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำโดยรวมของกรุงเทพมหานคร

ความคืบหน้าโครงการและการลงทุน

กรุงเทพมหานครได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลกว่า 26,580 ล้านบาท สำหรับโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำทั้งหมด 10 แห่งทั่วเมือง เพื่อสร้างเครือข่ายการระบายน้ำใต้ดินที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูง โครงการนี้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ โดยมีความคืบหน้าจนถึงปัจจุบันดังนี้:

  • อุโมงค์ที่ก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว: ปัจจุบันมีอุโมงค์ระบายน้ำที่ก่อสร้างเสร็จและเปิดใช้งานแล้วจำนวน 4 แห่ง มีความยาวรวมกัน 19.37 กิโลเมตร ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายหลักในการระบายน้ำในพื้นที่สำคัญๆ
  • อุโมงค์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและในแผนงาน: มีแผนที่จะก่อสร้างอุโมงค์เพิ่มเติมอีก 6 แห่ง ซึ่งจะมีความยาวรวมประมาณ 39.625 กิโลเมตร เมื่อโครงการทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ เครือข่ายอุโมงค์จะมีความยาวรวมกว่า 40 กิโลเมตร กลายเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานใต้ดินที่สำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับสถานการณ์น้ำ
ตารางเปรียบเทียบสถานะโครงการอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ของกรุงเทพมหานคร
สถานะโครงการ จำนวน (แห่ง) ความยาวรวม (กิโลเมตร) บทบาท
ก่อสร้างเสร็จแล้ว 4 19.37 เป็นโครงข่ายหลักที่เปิดใช้งานในปัจจุบัน
แผนในอนาคต 6 39.625 ขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น
รวมทั้งหมด 10 > 40 สร้างระบบระบายน้ำใต้ดินเต็มรูปแบบ

กทม. ใช้ AI! คุม ‘อุโมงค์ยักษ์’ แก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ: ปฏิวัติการจัดการน้ำ

กทม. ใช้ AI! คุม 'อุโมงค์ยักษ์' แก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ: ปฏิวัติการจัดการน้ำ

แม้ว่าอุโมงค์ยักษ์จะเป็นโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ แต่การจะดึงศักยภาพสูงสุดออกมาใช้จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดและทันท่วงที นี่คือจุดที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญ การที่ กทม. ใช้ AI! คุม ‘อุโมงค์ยักษ์’ แก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ แต่เป็นการปฏิวัติแนวทางการจัดการน้ำของเมืองอย่างสิ้นเชิง

ระบบ “เทพธารา”: สมองกลอัจฉริยะ

ระบบ AI ที่ กทม. นำมาใช้ในการควบคุมอุโมงค์ระบายน้ำมีชื่อว่า “เทพธารา” ซึ่งทำหน้าที่เป็นสมองกลส่วนกลางในการรวบรวม วิเคราะห์ และตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอุโมงค์ยักษ์ เป้าหมายหลักของระบบนี้คือการเปลี่ยนการทำงานจากการตั้งรับ (Reactive) ที่ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วจึงแก้ไข ไปสู่การทำงานเชิงรุก (Proactive) ที่สามารถคาดการณ์และเตรียมการล่วงหน้าได้

ระบบเทพธาราถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ โดยเชื่อมต่อกับเครือข่ายเซนเซอร์และแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้ได้ภาพรวมของสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์และสามารถพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้อย่างแม่นยำ

กระบวนการทำงานของ AI: จากข้อมูลสู่การสั่งการ

การทำงานของระบบ AI เทพธาราประกอบด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อนแต่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยสามารถแบ่งกระบวนการทำงานออกเป็นส่วนๆ ได้ดังนี้

การรวบรวมข้อมูลมหาศาล

ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือการรวบรวมข้อมูล (Data Collection) จากหลากหลายแหล่ง AI จะดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์จาก:

  • สถานีตรวจวัดฝน: ข้อมูลปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในแต่ละพื้นที่ของกรุงเทพฯ
  • เซนเซอร์วัดระดับน้ำ: อุปกรณ์ที่ติดตั้งในคลองและในอุโมงค์เพื่อวัดระดับน้ำ ณ จุดต่างๆ
  • ภาพถ่ายดาวเทียมและเรดาร์ตรวจอากาศ: ใช้ในการวิเคราะห์กลุ่มเมฆและคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุฝน
  • แหล่งข้อมูลอื่นๆ: เช่น ข้อมูลพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และข้อมูลสภาพภูมิประเทศของเมือง

ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกส่งมายังศูนย์กลางเพื่อทำการวิเคราะห์ในขั้นตอนต่อไป

การวิเคราะห์และเรียนรู้ของเครื่อง

เมื่อได้รับข้อมูลมาแล้ว ระบบจะทำการ “ทำความสะอาดข้อมูล” (Data Cleansing) เพื่อกำจัดข้อมูลที่ผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์ออกไป จากนั้นจึงนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการประมวลผลด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ซึ่งเป็นหัวใจของ AI

ในขั้นตอนนี้ AI จะเรียนรู้รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่างๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่หนึ่งกับอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำในคลองที่เกี่ยวข้อง หรือรูปแบบการไหลของน้ำในสภาวะต่างๆ จากการเรียนรู้ข้อมูลในอดีตจำนวนมหาศาล ทำให้ AI สามารถสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อใช้ในการคาดการณ์อนาคตได้

การพยากรณ์และจำลองสถานการณ์

ด้วยแบบจำลองที่สร้างขึ้น AI สามารถทำการพยากรณ์ (Forecasting) และสร้างแบบจำลองสถานการณ์ (Simulation) ได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถคาดการณ์ปริมาณฝนและประเมินสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าภายในระยะเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ความสามารถนี้ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนรับมือได้ทันท่วงที เช่น การเตรียมพร่องน้ำในคลองไว้ล่วงหน้าก่อนที่ฝนจะตกหนัก เพื่อให้มีพื้นที่รองรับน้ำฝนใหม่

ผลกระทบและการประยุกต์ใช้จริงในพื้นที่เสี่ยง

การนำระบบ AI เข้ามาควบคุมอุโมงค์ยักษ์ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการจัดการน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซาก ระบบนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการปัญหาในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเพิ่มประสิทธิภาพและความเร็วในการระบายน้ำ ระบบ AI สามารถตัดสินใจเปิด-ปิดประตูระบายน้ำของอุโมงค์ได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์จริง โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์ ทำให้สามารถเริ่มระบายน้ำได้ทันทีที่คาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนัก หรือสามารถควบคุมการไหลของน้ำเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่ปลายน้ำได้ การทำงานที่รวดเร็วและแม่นยำนี้ช่วยลดระยะเวลาน้ำท่วมขังบนถนนและในชุมชนได้อย่างมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน

เป้าหมายการขยายผลสู่ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ

โครงการนี้เริ่มต้นจากการนำร่องในพื้นที่ 15 เขตที่เป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อทดสอบและพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนที่จะขยายผลให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครภายในปี พ.ศ. 2568 วิสัยทัศน์ในระยะยาวคือการพัฒนาต่อยอดระบบ AI เทพธาราให้กลายเป็น “ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ” ที่ครอบคลุมทั้งระบบของ กทม. ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ำในคลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ ให้ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ

ความท้าทายและทิศทางในอนาคต

แม้ว่าการนำ AI มาใช้จะเปิดโอกาสใหม่ๆ มากมาย แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ การพึ่งพาระบบเทคโนโลยีขั้นสูงจำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ เช่น เซนเซอร์และระบบควบคุม และซอฟต์แวร์ ซึ่งต้องมีการอัปเดตและปรับปรุงแบบจำลองการพยากรณ์อยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ นอกจากนี้ ความถูกต้องของข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่ระบบก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากข้อมูลขาดความแม่นยำ ก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

ในอนาคต ระบบนี้ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้อีกไกล เช่น การเชื่อมต่อกับระบบแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนโดยตรงผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ หรือการนำข้อมูลไปใช้วางแผนการพัฒนาเมืองในระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม การเดินทางของกรุงเทพมหานครสู่การเป็นเมืองที่รับมือกับภัยพิบัติทางน้ำได้อย่างยั่งยืนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

สรุป: ก้าวสู่ยุคใหม่ของการจัดการน้ำท่วม

การที่กรุงเทพมหานครนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ควบคุมอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการต่อสู้กับปัญหาน้ำท่วมที่เรื้อรังมานาน โครงการนี้เป็นการผสมผสานระหว่างโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมที่แข็งแกร่งเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ชาญฉลาด ทำให้เกิดระบบป้องกันน้ำท่วมเชิงรุกที่สามารถพยากรณ์สถานการณ์และตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่าที่เคยเป็นมา

แม้จะยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ความสำเร็จของโครงการนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากรุงเทพฯ ไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะที่สามารถจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การติดตามความคืบหน้าและผลกระทบของเทคโนโลยีนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของเมืองหลวงแห่งนี้