ไข้หวัดใหญ่ 2568: สธ. ชวนฉีดวัคซีนฟรี ใครบ้างมีสิทธิ์?
กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศโครงการ ไข้หวัดใหญ่ 2568: สธ. ชวนฉีดวัคซีนฟรี ใครบ้างมีสิทธิ์? ซึ่งเป็นมาตรการเชิงรุกด้านสาธารณสุขที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีแนวโน้มการแพร่ระบาดสูงขึ้น โครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงเพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ประเด็นสำคัญของโครงการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ประจำปี 2568:
- กลุ่มเป้าหมายหลัก: ประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
- ระยะเวลาดำเนินการ: เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 31 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าวัคซีนจะหมด
- เงื่อนไขการรับบริการ: ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงใช้บัตรประจำตัวประชาชนใบเดียวในการยืนยันตัวตนและรับสิทธิ์
- ความครอบคลุม: รองรับทุกสิทธิการรักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตรทอง ประกันสังคม หรือสิทธิข้าราชการ
- ช่องทางการเข้ารับบริการ: สามารถติดต่อสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ หรือจองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง
ภาพรวมโครงการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ประจำปี 2568
โครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ฟรีเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขหลักของประเทศ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), และกรมควบคุมโรค โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดภาระด้านสาธารณสุขที่เกิดจากโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด และการเสียชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ
การดำเนินโครงการนี้ในทุกปีถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับประชาชน โดยในปี 2568 ได้มีการเตรียมวัคซีนไว้สำหรับให้บริการประชาชนกลุ่มเสี่ยงเป้าหมายกว่า 4 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในระดับประชากรที่สามารถชะลอการระบาดและลดผลกระทบของโรคในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์หลักและความสำคัญของการป้องกันโรค
เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ทั้งหมด 100% แต่เน้นไปที่การลดความรุนแรงของอาการป่วยเมื่อติดเชื้อเป็นสำคัญ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนหากติดเชื้อในภายหลังจะมีอาการน้อยลง ลดโอกาสในการนอนโรงพยาบาล และที่สำคัญที่สุดคือลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
ความสำคัญของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปีเกิดจากธรรมชาติของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เสมอ ทำให้วัคซีนที่ผลิตขึ้นในแต่ละปีจะถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้นๆ การเข้ารับวัคซีนเป็นประจำทุกปีจึงเป็นการปรับปรุงภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไวรัส และเป็นการสร้างเกราะป้องกันที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
การลงทุนในการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีน ถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้ในระยะยาว
ช่วงเวลาและกลุ่มเป้าหมายของโครงการ
โครงการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีประจำปี 2568 กำหนดช่วงเวลาการให้บริการไว้อย่างชัดเจนคือ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าวัคซีนที่จัดสรรไว้ในแต่ละสถานพยาบาลจะหมดลง การกำหนดช่วงเวลานี้มีความสอดคล้องกับข้อมูลทางระบาดวิทยาของประเทศไทย ซึ่งมักจะพบการระบาดของไข้หวัดใหญ่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน (ประมาณเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม) การฉีดวัคซีนในช่วงเวลาดังกล่าวก่อนฤดูระบาดจึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ทันท่วงที
กลุ่มเป้าหมายของโครงการถูกคัดเลือกโดยอิงจากข้อมูลทางการแพทย์ที่ระบุว่าบุคคลในกลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนหากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยประชาชนรวม 7 กลุ่มเสี่ยงหลัก ครอบคลุมตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางประการ
เจาะลึก 7 กลุ่มเสี่ยงที่มีสิทธิ์รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี
การทำความเข้าใจว่าใครบ้างคือผู้มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนฟรีตามโครงการนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จำแนกกลุ่มเสี่ยงออกเป็น 7 กลุ่มหลักตามเกณฑ์ด้านอายุและภาวะสุขภาพ ดังนี้
| กลุ่มเสี่ยง | เกณฑ์และรายละเอียด |
|---|---|
| 1. หญิงตั้งครรภ์ | แนะนำให้ฉีดเมื่อมีอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป |
| 2. เด็กเล็ก | อายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 2 ปีบริบูรณ์ |
| 3. ผู้สูงอายุ | ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป |
| 4. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง | ครอบคลุม 7 กลุ่มโรค: ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, หืด, หัวใจ, หลอดเลือดสมอง, ไตวาย, มะเร็ง (รับเคมีบำบัด), และเบาหวาน |
| 5. ผู้พิการทางสมอง | เฉพาะผู้ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ |
| 6. ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง | ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) |
| 7. ผู้มีภาวะโรคอ้วน | ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป |
กลุ่มที่ 1: หญิงตั้งครรภ์
หญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและระบบภูมิคุ้มกันในช่วงตั้งครรภ์ทำให้ร่างกายอ่อนแอต่อการติดเชื้อมากขึ้น หากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อาจมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น ปอดบวม ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ การฉีดวัคซีนไม่เพียงแต่ปกป้องตัวมารดาเท่านั้น แต่ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นยังสามารถส่งผ่านไปยังทารกได้ ช่วยให้ทารกแรกเกิดมีภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้ โดยคำแนะนำคือควรฉีดวัคซีนเมื่อมีอายุครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป
กลุ่มที่ 2: เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี
เด็กเล็กในวัยนี้จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แล้วมักจะมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในเด็กเล็ก ได้แก่ ปอดบวม, หูชั้นกลางอักเสบ, และการติดเชื้อในสมอง นอกจากนี้ เด็กเล็กมักจะมีอาการไข้สูงซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะชักได้ การฉีดวัคซีนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและลดความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
กลุ่มที่ 3: ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
เมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันจะลดลงตามธรรมชาติ (Immunosenescence) ทำให้ผู้สูงอายุมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคลดลง และมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมา นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมักจะมีโรคประจำตัวร่วมด้วย ซึ่งการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะยิ่งทำให้อาการของโรคประจำตัวเหล่านั้นกำเริบขึ้นได้ การฉีดวัคซีนจึงช่วยลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยหนัก ลดอัตราการเข้าโรงพยาบาล และป้องกันการเสียชีวิตได้เป็นอย่างดี
กลุ่มที่ 4: ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค
ผู้ที่มีโรคเรื้อรังเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากโรคประจำตัวทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่อ่อนแออยู่แล้ว การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะเปรียบเสมือนการซ้ำเติม ทำให้การควบคุมโรคเดิมทำได้ยากขึ้นและอาจเกิดภาวะวิกฤตได้ โดย 7 กลุ่มโรคเรื้อรังที่อยู่ในเกณฑ์ ได้แก่:
- โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และหืด: การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดกำเริบรุนแรงได้
- โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง: ไข้หวัดใหญ่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน
- โรคไตวาย: ผู้ป่วยไตวายมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ และการติดเชื้ออาจทำให้การทำงานของไตแย่ลง
- ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด: เคมีบำบัดจะกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ติดเชื้อง่ายและรุนแรง
- โรคเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานมักมีระดับน้ำตาลในเลือดที่ควบคุมได้ยากขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อ และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง
กลุ่มที่ 5: ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
บุคคลกลุ่มนี้มักมีข้อจำกัดในการดูแลสุขอนามัยของตนเอง และอาจมีปัญหาด้านการกลืนหรือการไอ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการสำลักและเกิดปอดอักเสบจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย การฉีดวัคซีนจึงเป็นการป้องกันที่สำคัญเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
กลุ่มที่ 6: ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมถึงผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) มีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ดีเท่าคนปกติ การติดเชื้อในคนกลุ่มนี้จึงมักมีระยะเวลานานกว่าและมีความรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป การฉีดวัคซีนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง
กลุ่มที่ 7: ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน
ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ชัดว่าภาวะโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มีความรุนแรงมากขึ้น โดยผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหายใจและจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ภาวะอ้วนอาจส่งผลต่อการทำงานของปอดและระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้การตอบสนองต่อเชื้อไวรัสแย่ลง การฉีดวัคซีนจึงช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้
ขั้นตอนและวิธีการเข้ารับบริการฉีดวัคซีน
การเข้ารับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีในปี 2568 ได้รับการออกแบบให้มีความสะดวกและเข้าถึงง่ายสำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง โดยมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนและใช้เอกสารเพียงเล็กน้อย
สิ่งที่ต้องเตรียมและเอกสารสำคัญ
เอกสารสำคัญที่สุดที่ต้องใช้ในการยืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิ์คือ บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง เพียงใบเดียว สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มโรคเรื้อรัง อาจเตรียมเอกสารหรือหลักฐานการรักษาโรคประจำตัวไปด้วยเพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูล แต่โดยทั่วไปแล้วสถานพยาบาลส่วนใหญ่สามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้จากเลขบัตรประชาชน
ช่องทางการตรวจสอบสิทธิ์และนัดหมาย
ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้ารับบริการได้ 2 ช่องทางหลัก:
- การนัดหมายล่วงหน้า: สามารถทำการจองคิวฉีดวัคซีนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งเป็นช่องทางที่สะดวกและช่วยลดระยะเวลารอคอยที่สถานพยาบาลได้
- การติดต่อโดยตรง (Walk-in): สามารถเดินทางไปติดต่อที่สถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการใกล้บ้านได้โดยตรง ซึ่งอาจต้องรอคิวตามลำดับการให้บริการในวันนั้นๆ
แนะนำให้โทรศัพท์สอบถามข้อมูลกับสถานพยาบาลที่ต้องการไปรับบริการล่วงหน้า เพื่อตรวจสอบวันและเวลาที่เปิดให้บริการฉีดวัคซีน รวมถึงจำนวนวัคซีนคงเหลือ
สถานที่ให้บริการทั่วประเทศ
โครงการนี้ครอบคลุมสถานพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง และโรงพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพ ส่วนในต่างจังหวัด สามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.), โรงพยาบาลอำเภอ, และโรงพยาบาลจังหวัดใกล้บ้านที่เข้าร่วมโครงการ
ความเข้าใจเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่และวัคซีน
เพื่อให้เห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีน การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา รวมถึงหลักการทำงานของวัคซีนจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ไข้หวัดใหญ่ต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร
แม้จะมีอาการเริ่มต้นคล้ายกัน แต่ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) มีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) อย่างชัดเจน ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ:
- อาการ: ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง และอ่อนเพลียมาก ในขณะที่ไข้หวัดธรรมดามักมีอาการเด่นที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม และเจ็บคอ โดยมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้
- ความรุนแรง: ไข้หวัดใหญ่สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น ปอดบวม, การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน, และอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่ไข้หวัดธรรมดามักหายได้เองและไม่ค่อยมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่นำมาใช้ในโครงการเป็นวัคซีนที่ผ่านการรับรองความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค โดยวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในฤดูกาลนั้นๆ หลังฉีดวัคซีน ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่
อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง เช่น อาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด หรืออาจมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังสร้างภูมิคุ้มกันและสามารถหายได้เองภายใน 1-2 วัน วัคซีนนี้มีความปลอดภัยสูงและประโยชน์ที่ได้จากการป้องกันโรครุนแรงนั้นมีมากกว่าความเสี่ยงจากอาการข้างเคียงอย่างมาก
บทสรุป: สร้างเกราะป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อสุขภาพที่ดี
โครงการ ไข้หวัดใหญ่ 2568: สธ. ชวนฉีดวัคซีนฟรี ใครบ้างมีสิทธิ์? เป็นสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพที่สำคัญซึ่งภาครัฐมอบให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การเข้ารับการฉีดวัคซีนตามกำหนดเวลาไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องสุขภาพของตนเองจากความเจ็บป่วยรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน แต่ยังเป็นการช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อในชุมชน และแบ่งเบาภาระของระบบสาธารณสุขโดยรวม
ดังนั้น ผู้ที่อยู่ใน 7 กลุ่มเสี่ยงตามที่กำหนด ควรตรวจสอบสิทธิ์และเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2568 เพื่อสร้างเกราะป้องกันสุขภาพให้แข็งแรง พร้อมรับมือกับฤดูการระบาดของโรคได้อย่างมั่นใจ