Home » เตือนภัย! พบสารก่อมะเร็งในถั่วลิสงและพริกแห้งใกล้ตัว

เตือนภัย! พบสารก่อมะเร็งในถั่วลิสงและพริกแห้งใกล้ตัว

สารบัญ

ประเด็นการปนเปื้อนในอาหารเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง ล่าสุดมีข้อมูลที่น่ากังวลจากการศึกษาวิจัย ซึ่งเป็นการ เตือนภัย! พบสารก่อมะเร็งในถั่วลิสงและพริกแห้งใกล้ตัว ที่วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด การทำความเข้าใจถึงที่มาของสารพิษชนิดนี้ ผลกระทบต่อร่างกาย และแนวทางการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคทุกคน

ประเด็นสำคัญที่ควรทราบ

  • อะฟลาทอกซิน: เป็นสารพิษที่ผลิตโดยเชื้อรากลุ่ม Aspergillus ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น มักพบปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด และพริกแห้ง
  • ความเสี่ยงต่อสุขภาพ: อะฟลาทอกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะมะเร็งตับ การได้รับสารพิษสะสมในปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานสามารถทำลายเซลล์ตับและเพิ่มความเสี่ยงของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การปนเปื้อนในท้องตลาด: ผลการศึกษาล่าสุดจากนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ม.เกษตรฯ) ได้ชี้ให้เห็นถึงการปนเปื้อนของเชื้อราและสารอะฟลาทอกซินในตัวอย่างถั่วลิสงและพริกแห้งที่สุ่มเก็บจากแหล่งจำหน่ายต่างๆ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนด้านความปลอดภัยทางอาหาร
  • การป้องกัน: ผู้บริโภคสามารถลดความเสี่ยงได้โดยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่สดใหม่ บรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท แห้ง และไม่มีร่องรอยของเชื้อรา รวมถึงการจัดเก็บวัตถุดิบอย่างถูกวิธีในที่แห้งและเย็น

ความสำคัญของการตระหนักรู้ถึงสารปนเปื้อนในอาหาร

ถั่วลิสงและพริกแห้งเป็นวัตถุดิบที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารหลากหลายชนิด ตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงของหวาน ด้วยความนิยมในการบริโภคอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้คนอาจมองข้ามอันตรายที่แฝงมากับวัตถุดิบเหล่านี้ นั่นคือการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราที่เรียกว่า “อะฟลาทอกซิน” ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

การตระหนักรู้ถึงปัญหานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราที่สร้างสารพิษดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ข้อมูลจากงานวิจัยของสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่าง ม.เกษตรฯ ที่ชี้ให้เห็นถึงการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นจริงในผลิตภัณฑ์ที่วางขายทั่วไป ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่ปัญหาไกลตัว แต่เป็นภัยเงียบที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทุกคนได้ทุกเมื่อ การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถป้องกันตนเองและครอบครัวจากความเสี่ยงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำความเข้าใจอะฟลาทอกซิน: ภัยเงียบในวัตถุดิบอาหาร

ทำความเข้าใจอะฟลาทอกซิน: ภัยเงียบในวัตถุดิบอาหาร

ก่อนที่จะลงลึกถึงผลกระทบและแนวทางการป้องกัน การทำความเข้าใจธรรมชาติของอะฟลาทอกซินเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ เพื่อให้เห็นภาพรวมของอันตรายจากสารพิษชนิดนี้

คำจำกัดความและแหล่งกำเนิด

อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) คือกลุ่มของสารพิษ (Mycotoxin) ที่ผลิตขึ้นโดยเชื้อราในสกุล Aspergillus โดยเฉพาะสายพันธุ์ Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus เชื้อราเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตได้บนผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิด โดยเฉพาะเมล็ดธัญพืชและถั่วเปลือกแข็งที่เก็บเกี่ยวและจัดเก็บในสภาพที่ไม่เหมาะสม

แหล่งที่มาหลักของการปนเปื้อนมักเกิดขึ้นตั้งแต่ในไร่นาช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว หากพืชมีความเครียดจากภาวะแห้งแล้งหรือถูกแมลงทำลาย ไปจนถึงขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว เช่น การตากแห้ง การขนส่ง และการเก็บรักษา หากกระบวนการเหล่านี้มีความชื้นสูงและมีการถ่ายเทอากาศไม่ดีพอ เชื้อราก็จะเจริญเติบโตและสร้างสารพิษขึ้นมาปนเปื้อนในผลผลิตได้

ปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา

ปัจจัยแวดล้อมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราและการผลิตสารอะฟลาทอกซิน ปัจจัยหลักๆ ได้แก่:

  • ความชื้น: ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง (มากกว่า 85%) และความชื้นในเมล็ดพืช (มากกว่า 14%) เป็นสภาวะที่เหมาะสมที่สุด
  • อุณหภูมิ: ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อราคือประมาณ 25–37 องศาเซลเซียส ซึ่งตรงกับสภาพอากาศส่วนใหญ่ของประเทศไทย
  • ออกซิเจน: เชื้อราต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโต ดังนั้นการเก็บรักษาในภาชนะที่ปิดไม่สนิทหรือมีอากาศถ่ายเทมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยง
  • สภาพของวัตถุดิบ: เมล็ดพืชที่แตกหักหรือมีรอยแผลจากการทำลายของแมลง จะเป็นช่องทางให้เชื้อราเข้าสู่ภายในและเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น

ประเภทของอะฟลาทอกซินและความเป็นพิษ

อะฟลาทอกซินมีหลายชนิด แต่ชนิดที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์มี 4 ชนิดหลัก คือ B1, B2, G1, และ G2 โดยตั้งชื่อตามสีของการเรืองแสงภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลต (B = Blue, G = Green)

ในบรรดาทั้งสี่ชนิดนี้ อะฟลาทอกซิน บี1 (Aflatoxin B1) ถือเป็นชนิดที่มีความเป็นพิษสูงสุดและเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ที่รุนแรงที่สุดตามการจัดกลุ่มขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (IARC) ซึ่งจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 1 คือเป็นสารที่ยืนยันแล้วว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ได้

ผลการศึกษาวิจัยการปนเปื้อนในถั่วลิสงและพริกแห้ง

ข้อมูลงานวิจัยล่าสุดจาก ม.เกษตรฯ ได้ให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์การปนเปื้อนของเชื้อราและสารอะฟลาทอกซินในวัตถุดิบที่คนไทยบริโภคเป็นประจำ ซึ่งเป็นการเตือนภัย! พบสารก่อมะเร็งในถั่วลิสงและพริกแห้งใกล้ตัว และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางอาหารมากยิ่งขึ้น

ระเบียบวิธีวิจัยและขอบเขตการศึกษา

ทีมวิจัยได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างถั่วลิสงดิบ ถั่วลิสงคั่ว และพริกแห้ง รวมถึงพริกป่น จากแหล่งจำหน่ายที่หลากหลาย เช่น ตลาดสด ร้านค้าของชำ และซูเปอร์มาร์เก็ตในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ จากนั้นนำตัวอย่างทั้งหมดมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาปริมาณการปนเปื้อนของเชื้อราในสกุล Aspergillus และปริมาณสารอะฟลาทอกซินรวม โดยเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานความปลอดภัยที่กฎหมายกำหนด

ผลการตรวจพบในถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์

ผลการศึกษาพบว่าตัวอย่างถั่วลิสงดิบที่เก็บจากตลาดสดและร้านค้าแบบแบ่งขาย มีอัตราการปนเปื้อนของเชื้อราในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยตัวอย่างบางส่วนมีปริมาณสารอะฟลาทอกซินเกินกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอาหารและยากำหนดไว้ (ไม่เกิน 20 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม) ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือลักษณะการวางขายที่เปิดโล่ง สัมผัสกับอากาศและความชื้นโดยตรง ทำให้เชื้อราสามารถเจริญเติบโตได้ง่าย

สำหรับถั่วลิสงคั่วบรรจุถุง พบว่ามีระดับการปนเปื้อนน้อยกว่า แต่ก็ยังคงตรวจพบในบางตัวอย่าง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในถุงพลาสติกธรรมดาที่ไม่ได้ปิดผนึกอย่างดี หรือผลิตภัณฑ์ที่เก็บไว้นานจนเกิดกลิ่นหืน ซึ่งบ่งชี้ถึงคุณภาพที่ลดลงและอาจมีความเสี่ยงจากการเจริญเติบโตของเชื้อราได้เช่นกัน

ผลการตรวจพบในพริกแห้งและเครื่องเทศ

ในส่วนของพริกแห้งและพริกป่นก็พบสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน อันตรายจากพริกแห้งมักมาจากการตากแห้งที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ภายในฝัก เมื่อนำมาวางจำหน่ายในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เชื้อราจึงสามารถเจริญเติบโตได้ โดยเฉพาะบริเวณขั้วพริกและด้านในของฝัก ซึ่งสังเกตได้ยาก

ผลการวิเคราะห์พบว่าตัวอย่างพริกแห้งและพริกป่นที่จำหน่ายแบบตักขาย มีแนวโน้มการปนเปื้อนสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในภาชนะที่ปิดสนิทและมีมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน การพบสารอะฟลาทอกซินในพริกป่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถมองเห็นลักษณะของวัตถุดิบตั้งต้นได้เลย

ผลกระทบของอะฟลาทอกซินต่อสุขภาพร่างกาย

การได้รับสารอะฟลาทอกซินเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะในปริมาณมากในครั้งเดียว หรือปริมาณน้อยแต่สะสมอย่างต่อเนื่อง ล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยมีอวัยวะเป้าหมายที่สำคัญคือ “ตับ”

ความเป็นพิษแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง

ความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน (Acute Aflatoxicosis): เกิดจากการได้รับสารอะฟลาทอกซินในปริมาณสูงมากในระยะเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน มีอาการดีซ่าน อาเจียน ปวดท้อง และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้ว่ากรณีเช่นนี้จะพบได้ไม่บ่อยนักในการบริโภคอาหารทั่วไป แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้หากบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนอย่างรุนแรง

ความเป็นพิษแบบเรื้อรัง (Chronic Aflatoxicosis): เป็นกรณีที่น่ากังวลมากกว่าสำหรับประชากรทั่วไป เกิดจากการได้รับสารอะฟลาทอกซินในปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน สารพิษจะเข้าไปสะสมที่ตับ ทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย เกิดการอักเสบเรื้อรัง พังผืด และพัฒนาไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

กลไกการเกิดมะเร็งตับ

สารอะฟลาทอกซิน บี1 เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเอนไซม์ในตับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของสารประกอบที่ว่องไว ซึ่งสารนี้สามารถเข้าไปจับกับ DNA ในเซลล์ตับ ทำให้รหัสพันธุกรรมเกิดการกลายพันธุ์ โดยเฉพาะยีนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ (เช่น ยีน p53) เมื่อยีนนี้เสียหาย เซลล์จะแบ่งตัวผิดปกติอย่างควบคุมไม่ได้ จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย

กลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง

แม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงจากการได้รับสารอะฟลาทอกซิน แต่มีบางกลุ่มที่เปราะบางและอาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า ได้แก่:

  • เด็ก: ระบบการกำจัดสารพิษในร่างกายของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้มีความไวต่อสารพิษมากกว่าผู้ใหญ่ และอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้
  • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับตับ: เช่น ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีหรือซี และผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง การได้รับอะฟลาทอกซินจะยิ่งซ้ำเติมความเสียหายของตับและเร่งการเกิดมะเร็ง
  • ผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ: การขาดสารอาหารบางชนิด โดยเฉพาะโปรตีน อาจทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดสารพิษของร่างกายลดลง

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้บริโภคเพื่อความปลอดภัย

แม้ว่าสารอะฟลาทอกซินจะเป็นภัยเงียบที่น่ากังวล แต่ผู้บริโภคสามารถลดความเสี่ยงลงได้อย่างมาก ด้วยการใส่ใจในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลือกซื้อ การจัดเก็บ ไปจนถึงการเตรียมอาหาร

การเลือกซื้อวัตถุดิบที่ปลอดภัย

การคัดเลือกวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางเป็นด่านแรกของการป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด:

  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่ใหม่: ควรเลือกซื้อถั่วลิสงและพริกแห้งที่ผลิตใหม่ ไม่เก็บไว้นาน หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นหืน
  • สังเกตลักษณะภายนอก: เมล็ดถั่วควรเต็ม ไม่ลีบ ไม่แตกหัก ไม่มีจุดด่างดำหรือสีที่ผิดปกติ เช่น สีเหลืองหรือเขียวอมเทา สำหรับพริกแห้ง ควรเลือกฝักที่สมบูรณ์ แห้งสนิท มีสีแดงสดหรือสีสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงฝักที่มีจุดดำหรือรอยของเชื้อรา โดยเฉพาะบริเวณขั้วพริก
  • เลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ: หากเป็นไปได้ ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท มีฉลากระบุผู้ผลิต วันผลิต และวันหมดอายุชัดเจน ซึ่งมักผ่านกระบวนการคัดกรองและควบคุมคุณภาพที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่วางขายแบบตัก

ข้อควรจำ: หากพบว่าถั่วหรือพริกแห้งมีลักษณะผิดปกติ มีเชื้อราขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ควรทิ้งทั้งหมด ไม่ควรตัดเฉพาะส่วนที่เสียออกไปแล้วนำที่เหลือมาบริโภค เพราะสารพิษอาจกระจายไปทั่วทั้งภาชนะแล้วแม้จะมองไม่เห็น

วิธีการจัดเก็บเพื่อยับยั้งการเติบโตของเชื้อรา

เมื่อซื้อวัตถุดิบมาแล้ว การจัดเก็บที่ถูกวิธีเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้เชื้อราเจริญเติบโต:

  • เก็บในที่แห้งและเย็น: ความชื้นและอุณหภูมิสูงเป็นปัจจัยเร่งการเติบโตของเชื้อรา ควรเก็บถั่วลิสงและพริกแห้งในที่แห้งสนิท อากาศถ่ายเทสะดวก และไม่โดนแสงแดดโดยตรง
  • ใช้ภาชนะที่ปิดสนิท: ควรเก็บในภาชนะแก้วหรือพลาสติกที่มีฝาปิดสนิท เพื่อป้องกันความชื้นและแมลงจากภายนอก
  • เก็บในตู้เย็น: สำหรับประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น การเก็บถั่วลิสงหรือพริกป่นไว้ในตู้เย็นสามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อราได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ซื้อในปริมาณที่พอเหมาะ: หลีกเลี่ยงการซื้อมาเก็บตุนไว้ในปริมาณมากเป็นเวลานาน ควรซื้อเท่าที่จำเป็นต้องใช้ในระยะเวลาไม่นาน เพื่อให้ได้บริโภคของที่สดใหม่อยู่เสมอ
ตารางเปรียบเทียบลักษณะของวัตถุดิบที่ปลอดภัยและมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน
วัตถุดิบ ลักษณะที่ปลอดภัย (ความเสี่ยงต่ำ) ลักษณะที่น่าสงสัย (ความเสี่ยงสูง)
ถั่วลิสง เมล็ดเต็มสมบูรณ์ สีสม่ำเสมอ ไม่มีกลิ่นหืน แห้งสนิท บรรจุในภาชนะปิดมิดชิด เมล็ดลีบ แตกหัก มีจุดด่างดำ สีเหลืองหรือเขียวผิดปกติ มีกลิ่นอับชื้นหรือกลิ่นหืน มีใยราสีขาวหรือดำปนเปื้อน
พริกแห้ง ฝักสมบูรณ์ แห้งสนิท สีแดงสดสม่ำเสมอ ไม่มีจุดดำ โดยเฉพาะบริเวณขั้วพริก ฝักไม่สมบูรณ์ สีคล้ำ มีจุดดำหรือรอยเชื้อรา มีความชื้นหรือนิ่มเมื่อสัมผัส มีกลิ่นอับ
พริกป่น สีแดงสดสม่ำเสมอ แห้งร่วน ไม่มีกลิ่นอับ บรรจุในภาชนะปิดสนิท มีฉลากชัดเจน สีคล้ำ ไม่สม่ำเสมอ จับตัวเป็นก้อน มีกลิ่นอับหรือกลิ่นฉุนผิดปกติ ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน

ข้อควรระวังในการเตรียมและประกอบอาหาร

ประเด็นสำคัญที่ต้องทราบคือ สารอะฟลาทอกซินมีความทนทานต่อความร้อนสูงมาก การปรุงอาหารด้วยความร้อนปกติ เช่น การต้ม ทอด หรืออบ ไม่สามารถทำลายสารพิษนี้ให้หมดไปได้ ดังนั้น แนวทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ หากไม่แน่ใจหรือพบว่าวัตถุดิบมีลักษณะที่น่าสงสัย ควรหลีกเลี่ยงการนำมาบริโภคโดยเด็ดขาด การ “เสียดายของ” อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่คุ้มค่า

บทสรุป: การสร้างความตระหนักรู้เพื่อความปลอดภัยทางอาหาร

การเปิดเผยข้อมูลงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงการปนเปื้อนของสารก่อมะเร็งในถั่วลิสงและพริกแห้ง นับเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อสังคมไทยในเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร อะฟลาทอกซินไม่ใช่ภัยคุกคามใหม่ แต่เป็นภัยเงียบที่แฝงตัวอยู่ในวัตถุดิบใกล้ตัวที่อาจถูกมองข้ามไป การสะสมสารพิษนี้ในระยะยาวเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งตับ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถมีบทบาทสำคัญในการป้องกันตนเองได้ ด้วยการเพิ่มความใส่ใจในการเลือกซื้อวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ การสังเกตลักษณะภายนอก และการจัดเก็บอย่างถูกวิธีเพื่อลดโอกาสการเจริญเติบโตของเชื้อรา การสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ช่วยให้ทุกคนสามารถบริโภคอาหารได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว