Home » ส่องเทรนด์สกรีนเสื้อ BKKFW 2025 ทำลายไหนปัง?

ส่องเทรนด์สกรีนเสื้อ BKKFW 2025 ทำลายไหนปัง?

สารบัญ

เวทีแฟชั่นระดับประเทศอย่าง Bangkok Fashion Week 2025 (BKKFW 2025) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ชี้นำทิศทางของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในประเทศไทย บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และส่องเทรนด์สกรีนเสื้อ BKKFW 2025 ทำลายไหนปัง? โดยรวบรวมแนวโน้มที่น่าจับตามองจากเวทีแฟชั่นต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการและนักออกแบบในการสร้างสรรค์คอลเลกชันที่ตอบโจทย์ตลาดและโดดเด่นในสมรภูมิแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

  • กราฟิกย้อนยุค (Retro Graphics): การนำสุนทรียศาสตร์จากยุค 70s, 80s และ 90s กลับมาตีความใหม่ ผ่านลายเส้น ฟอนต์ และคู่สีที่โดดเด่น
  • ความยั่งยืน (Sustainability): การเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลและหมึกพิมพ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลายเป็นสาระสำคัญที่สื่อสารผ่านลายสกรีน
  • มรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage): การหยิบยกลวดลายและสัญลักษณ์จากวัฒนธรรมท้องถิ่นมาผสมผสานกับการออกแบบสมัยใหม่ สร้างเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร
  • นวัตกรรมการพิมพ์ (Printing Innovation): การใช้เทคนิคพิเศษ เช่น การพิมพ์นูน (Puff Print), การพิมพ์แบบมีมิติ (3D Printing) และการผสมผสานวัสดุที่หลากหลายเพื่อสร้างพื้นผิวที่น่าสนใจ

ภาพรวมเทรนด์ที่น่าจับตาจากรันเวย์แฟชั่นกรุงเทพ

วงการแฟชั่นกรุงเทพฯ ในปี 2025 สะท้อนภาพของความหลากหลายและการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างรากเหง้าทางวัฒนธรรมกับกระแสสากล งานแฟชั่นสำคัญอย่าง Bangkok Fashion Week, Thailand Fashion Week และ Bangkok Design Week ล้วนเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของดีไซเนอร์ไทยและทิศทางของตลาดในอนาคต สำหรับธุรกิจเสื้อผ้า โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นงานสกรีน การทำความเข้าใจเทรนด์เหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และการตลาด

เทรนด์ที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ลวดลาย แต่ยังครอบคลุมไปถึงเทคนิคการผลิต วัสดุที่เลือกใช้ และเรื่องราวที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองหาแค่เสื้อผ้าที่สวยงาม แต่ยังมองหาผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนตัวตน มีความหมาย และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การเกาะติดกระแสและนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ผ่านงานสกรีนจึงเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จสำหรับแบรนด์ในยุคนี้

เจาะลึก 4 เทรนด์หลักที่กำหนดทิศทางงานสกรีนเสื้อปี 2025

จากการวิเคราะห์แนวโน้มบนรันเวย์และพฤติกรรมผู้บริโภค สามารถสรุปเทรนด์งานสกรีนเสื้อที่โดดเด่นและมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมอย่างสูงในปี 2025 ได้ 4 กระแสหลัก ดังนี้

1. การกลับมาของกราฟิกย้อนยุคและสไตล์วินเทจ (Bold Retro Revival)

สุนทรียศาสตร์จากอดีตยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อแฟชั่นร่วมสมัย ในปี 2025 เทรนด์นี้จะยิ่งชัดเจนขึ้นผ่านการใช้กราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจจากยุคต่างๆ โดยเฉพาะยุค 70s, 80s และ 90s ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง

คำจำกัดความและลักษณะเด่น: เทรนด์นี้เน้นการใช้ฟอนต์ตัวหนาที่มีความโค้งมนหรือเหลี่ยมจัดแบบเรขาคณิต การใช้คู่สีที่ตัดกันอย่างชัดเจน (Color Blocking) เช่น สีส้มกับสีน้ำเงิน หรือสีชมพูบานเย็นกับสีเขียวมะนาว รวมถึงการนำสัญลักษณ์และไอคอนจากวัฒนธรรมป๊อปในอดีต เช่น โลโก้สไตล์วงดนตรีร็อก, ลายจากวิดีโอเกมยุคเก่า หรือโปสเตอร์ภาพยนตร์คลาสสิก มาตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น เทคนิคการทำให้สีดูซีดจาง (Faded Effect) หรือการทำให้ลายพิมพ์ดูแตก (Cracked Print) เพื่อสร้างสัมผัสแบบวินเทจก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

บริบทตลาดและการประยุกต์ใช้: กลุ่มเป้าหมายหลักของเทรนด์นี้คือกลุ่ม Gen Z และ Millennials ตอนปลาย ที่มีความผูกพันและโหยหาวัฒนธรรมในยุคที่ตนเติบโตมา แบรนด์สตรีทแวร์และแบรนด์แฟชั่นไลฟ์สไตล์สามารถนำเทรนด์นี้ไปปรับใช้ได้อย่างง่ายดาย โดยอาจสร้างคอลเลกชันพิเศษที่อิงกับธีมดนตรี, ภาพยนตร์ หรือเหตุการณ์สำคัญในอดีต เพื่อสร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้บริโภค

2. แฟชั่นยั่งยืน: หัวใจสำคัญของการออกแบบ (Sustainable Statement)

2. แฟชั่นยั่งยืน: หัวใจสำคัญของการออกแบบ (Sustainable Statement)

กระแสความยั่งยืนได้เปลี่ยนจากทางเลือกมาเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมแฟชั่น ในส่วนของงานสกรีน เทรนด์นี้สะท้อนผ่านการเลือกใช้วัสดุและกระบวนการผลิตที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

คำจำกัดความและลักษณะเด่น: หัวใจของเทรนด์นี้คือการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ผ้าฝ้ายออร์แกนิก, ผ้าจากเส้นใยรีไซเคิล ควบคู่ไปกับการใช้หมึกพิมพ์ฐานน้ำ (Water-based Ink) ซึ่งมีสารเคมีอันตรายน้อยกว่าหมึกพิมพ์พลาสติซอลแบบดั้งเดิม ในเชิงการออกแบบ ลายสกรีนมักจะสื่อสารข้อความที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม การออกแบบจะเน้นความเรียบง่าย ใช้สีเอิร์ธโทน หรือกราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น พืชพรรณ สัตว์ หรือภูมิทัศน์

การสื่อสารเรื่องความยั่งยืนผ่านลายสกรีนไม่ได้เป็นเพียงแค่การตกแต่ง แต่คือการประกาศจุดยืนของแบรนด์และสร้างชุมชนของผู้บริโภคที่มีแนวคิดเดียวกัน

บริบทตลาดและการประยุกต์ใช้: ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและใส่ใจปัญหาสังคม พร้อมที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีที่มาที่ไปอย่างโปร่งใสและเป็นมิตรต่อโลก แบรนด์สามารถสร้างความน่าเชื่อถือโดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิต, ที่มาของวัสดุ และการรับรองมาตรฐานต่างๆ ควบคู่ไปกับการออกแบบที่สวยงาม การสร้างคอลเลกชันที่ร่วมมือกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์และความน่าสนใจให้กับแบรนด์

3. อัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สากล (Local Heritage Goes Global)

ในโลกที่เชื่อมต่อกันด้วยดิจิทัล ความเป็นเอกลักษณ์และเรื่องราวจากท้องถิ่นกลับกลายเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง เทรนด์นี้คือการนำมรดกทางวัฒนธรรมไทยมาตีความในมุมมองใหม่ให้มีความเป็นสากลและเข้าถึงง่าย

คำจำกัดความและลักษณะเด่น: เป็นการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบดั้งเดิมกับดีไซน์สมัยใหม่ อาจเป็นการนำลวดลายผ้าไทยโบราณ เช่น ลายผ้าซิ่น ลายยกดอก มาลดทอนรายละเอียดให้ดูมินิมอลขึ้น หรือการนำสัญลักษณ์ที่คุ้นเคย เช่น ยักษ์, หนุมาน, หรือสถาปัตยกรรมไทย มาวาดใหม่ด้วยลายเส้นแบบกราฟิกดีไซน์ร่วมสมัย การใช้ตัวอักษรไทยในเชิงศิลปะ (Thai Typography) ก็เป็นอีกแนวทางที่ได้รับความนิยม การเลือกใช้คู่สีที่สะท้อนความเป็นไทยแต่ยังคงความทันสมัย เช่น สีเบญจรงค์ที่ปรับโทนให้สดใสขึ้น เป็นต้น

บริบทตลาดและการประยุกต์ใช้: เทรนด์นี้ตอบโจทย์ทั้งตลาดในประเทศที่ต้องการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นไทย และตลาดต่างประเทศที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะตัว แบรนด์สามารถสร้างจุดขายที่แข็งแกร่งโดยการชูเรื่องราวเบื้องหลังของแรงบันดาลใจในแต่ละลวดลาย การร่วมมือกับช่างฝีมือท้องถิ่นหรือศิลปินพื้นบ้านเพื่อสร้างสรรค์คอลเลกชันพิเศษ จะช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าสนใจให้กับสินค้าได้อย่างมาก

4. นวัตกรรมการพิมพ์สร้างมิติใหม่ (Innovative Printing Techniques)

เทคโนโลยีการพิมพ์ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งเปิดโอกาสให้นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เหนือความคาดหมายได้ เทรนด์นี้เน้นการทดลองใช้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อสร้างพื้นผิว (Texture) และมิติที่แตกต่างให้กับเสื้อยืดธรรมดา

คำจำกัดความและลักษณะเด่น: เทคนิคที่โดดเด่นประกอบด้วย:

  • การพิมพ์นูน (Puff/3D Print): การใช้หมึกพิมพ์ชนิดพิเศษที่เมื่อโดนความร้อนจะฟูตัวขึ้น ทำให้ลายสกรีนมีลักษณะนูนสูง มีมิติที่จับต้องได้
  • การพิมพ์ความละเอียดสูง (High-Density Print): เทคนิคการพิมพ์ซ้อนกันหลายชั้นเพื่อให้ได้ลายที่คมชัดและมีขอบที่ตั้งชันเหมือนยาง
  • การพิมพ์ผสมวัสดุ (Mixed Media): การผสมผสานงานสกรีนเข้ากับวัสดุอื่นๆ เช่น การปัก, การติดแผ่นฟอยล์ (Foil Stamping), หรือการใช้หมึกสะท้อนแสง (Reflective Ink) เพื่อสร้างเอฟเฟกต์ที่น่าสนใจ
  • การพิมพ์ดิจิทัลโดยตรง (DTG – Direct to Garment): แม้จะไม่ใช่เทคนิคใหม่ แต่การพัฒนาของเครื่องพิมพ์ทำให้สามารถพิมพ์ภาพถ่ายหรือกราฟิกที่มีรายละเอียดซับซ้อนและใช้สีได้ไม่จำกัดลงบนเสื้อได้อย่างสวยงามและรวดเร็ว เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความสมจริงสูง

บริบทตลาดและการประยุกต์ใช้: เทคนิคเหล่านี้ช่วยยกระดับเสื้อยืดธรรมดาให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นที่มีมูลค่าสูงขึ้น เหมาะสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างความแตกต่างและจับกลุ่มลูกค้าที่มองหาสินค้าที่ไม่เหมือนใคร แม้ต้นทุนการผลิตอาจสูงกว่างานสกรีนทั่วไป แต่ผลลัพธ์ที่ได้สามารถสร้างความประทับใจและทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำได้ดีกว่า

เปรียบเทียบเทรนด์สกรีนเสื้อ 2025 เพื่อต่อยอดธุรกิจ

การเลือกใช้เทรนด์ที่เหมาะสมกับแบรนด์จำเป็นต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งกลุ่มเป้าหมาย ต้นทุน และทิศทางของแบรนด์ ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบ 4 เทรนด์หลักเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ

ตารางเปรียบเทียบภาพรวมของ 4 เทรนด์งานสกรีนเสื้อยอดนิยมในปี 2025 สำหรับการวางแผนธุรกิจ
เทรนด์ ลักษณะเด่น กลุ่มเป้าหมายหลัก โอกาสทางการตลาด
กราฟิกย้อนยุค ใช้ฟอนต์ สี และไอคอนจากยุค 70s-90s มีความสนุกสนานและเข้าถึงง่าย Gen Z, Millennials, ผู้ชื่นชอบวัฒนธรรมป๊อป สร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์ได้ดี, เหมาะกับแบรนด์สตรีทแวร์, ผลิตซ้ำได้ง่าย
แฟชั่นยั่งยืน ใช้วัสดุและหมึกพิมพ์รักษ์โลก สื่อสารข้อความด้านสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม, กลุ่ม Eco-conscious, กลุ่มคนเมือง สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดี, ตอบโจทย์กระแสโลก, เพิ่มมูลค่าสินค้าได้
อัตลักษณ์ท้องถิ่น ผสมผสานลวดลายและสัญลักษณ์ไทยกับการออกแบบสมัยใหม่ นักท่องเที่ยว, คนไทยที่ภูมิใจในวัฒนธรรม, ผู้ที่มองหาสินค้ามีเรื่องราว สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น, แข่งขันในตลาดโลกได้, มีเรื่องราวในการสื่อสาร
นวัตกรรมการพิมพ์ ใช้เทคนิคพิเศษสร้างมิติและพื้นผิว (พิมพ์นูน, ฟอยล์, 3D) กลุ่มแฟชั่นนิสต้า, ผู้ที่มองหาสินค้าพรีเมียม, ตลาด Niche สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง, ตั้งราคาสูงได้, สร้างความตื่นตาตื่นใจ

กลยุทธ์การนำเทรนด์ไปปรับใช้สำหรับแบรนด์เสื้อผ้า

การรับรู้เทรนด์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายที่แท้จริงคือการนำเทรนด์เหล่านั้นมาปรับใช้ให้เข้ากับเอกลักษณ์ของแบรนด์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย

ก่อนจะเลือกหยิบเทรนด์ใดมาใช้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง แบรนด์ที่จับกลุ่มวัยรุ่นอาจจะเหมาะกับเทรนด์กราฟิกย้อนยุคที่มีความสนุกสนาน ในขณะที่แบรนด์ที่จับกลุ่มผู้ใหญ่ที่ใส่ใจคุณภาพและภาพลักษณ์อาจจะเหมาะกับเทรนด์ความยั่งยืนหรือนวัตกรรมการพิมพ์ที่ดูพรีเมียม การทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์ ค่านิยม และพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าจะช่วยให้การตัดสินใจเลือกเทรนด์มีความแม่นยำยิ่งขึ้น

การสร้างเรื่องราวและความแตกต่าง

ไม่ว่าจะใช้เทรนด์ใด การสร้างเรื่องราว (Storytelling) เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แทนที่จะแค่ผลิตเสื้อลายย้อนยุค ลองเล่าเรื่องราวเบื้องหลังว่าทำไมถึงเลือกยุค 90s เป็นแรงบันดาลใจ หรือหากเลือกทำเสื้อที่ใช้วัสดุรีไซเคิล ก็ควรสื่อสารให้เห็นถึงกระบวนการและความตั้งใจจริงของแบรนด์ การผสมผสานเทรนด์ต่างๆ เข้าด้วยกันก็เป็นอีกวิธีในการสร้างความแตกต่าง เช่น การใช้เทคนิคพิมพ์นูนกับลวดลายกราฟิกไทยร่วมสมัย เพื่อสร้างผลงานที่มีทั้งความทันสมัยและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม

การเลือกใช้เทคนิคและวัสดุ

การเลือกใช้เทคนิคการพิมพ์และคุณภาพของเนื้อผ้าส่งผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของสินค้าและต้นทุนการผลิต แบรนด์ควรพิจารณางบประมาณและความสามารถในการผลิตของตนเอง การเริ่มต้นจากเทคนิคพื้นฐานที่ทำได้ดีและค่อยๆ ทดลองเทคนิคใหม่ๆ ในคอลเลกชันพิเศษอาจเป็นทางเลือกที่ดี การเลือกเนื้อผ้าที่เหมาะสมกับลายสกรีนและเทคนิคการพิมพ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น ผ้าคอตตอน 100% อาจเหมาะกับงานสกรีนทั่วไป ในขณะที่ผ้าผสมโพลีเอสเตอร์อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับเทคนิคการพิมพ์บางประเภท

บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต

แนวโน้มงานสกรีนเสื้อจากเวทีแฟชั่นในปี 2025 ชี้ให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมกำลังมุ่งหน้าไปสู่การออกแบบที่ผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค เทรนด์หลักทั้ง 4 ประการ ได้แก่ กราฟิกย้อนยุค, แฟชั่นยั่งยืน, อัตลักษณ์ท้องถิ่น และนวัตกรรมการพิมพ์ ล้วนเป็นโอกาสอันดีสำหรับแบรนด์เสื้อผ้าไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

สำหรับผู้ประกอบการและนักออกแบบ การติดตามและทำความเข้าใจเทรนด์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในตลาดแฟชั่นที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยความหมายและคุณค่า จะสามารถครองใจผู้บริโภคในยุคปัจจุบันและอนาคตได้อย่างแน่นอน