Home » CPTPP คืออะไร? ไทยเข้าร่วมแล้วเราจะได้-เสียอะไรบ้าง

CPTPP คืออะไร? ไทยเข้าร่วมแล้วเราจะได้-เสียอะไรบ้าง

สารบัญ

ประเด็นเรื่อง CPTPP คืออะไร? ไทยเข้าร่วมแล้วเราจะได้-เสียอะไรบ้าง กำลังเป็นที่ถกเถียงและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในแวดวงเศรษฐกิจและการเมืองของไทย ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) หรือ CPTPP ถือเป็นข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการค้าระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 การตัดสินใจเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ประเด็นสำคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับ CPTPP

  • CPTPP คือความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมหลายมิติ ไม่ใช่แค่การลดภาษี แต่รวมถึงการกำหนดมาตรฐานด้านการลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน และสิ่งแวดล้อม
  • การเข้าร่วมอาจช่วยกระตุ้น GDP ของไทยให้เติบโต เพิ่มโอกาสการส่งออกไปยังตลาดใหม่เช่นแคนาดาและเม็กซิโก และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
  • มีความกังวลถึงผลกระทบเชิงลบต่อภาคเกษตรและธุรกิจที่ยังไม่พร้อมแข่งขัน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า
  • หากไทยไม่เข้าร่วม อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ที่เข้าร่วมแล้ว
  • การตัดสินใจครั้งนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงการบริหารจัดการผลกระทบและเตรียมความพร้อมให้กับภาคส่วนที่เปราะบาง เพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด

การพิจารณาเข้าร่วมความตกลง CPTPP ของรัฐบาลไทยได้จุดประกายให้เกิดการวิเคราะห์ถึงผลได้ผลเสียอย่างละเอียดรอบด้าน ข้อตกลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน กฎหมาย นโยบายสาธารณะ และวิถีชีวิตของประชาชนในหลายภาคส่วน การทำความเข้าใจในรายละเอียดของความตกลงจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกฝ่าย เพื่อประเมินทิศทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวทีการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ภาพรวมและความสำคัญของ CPTPP ต่อเศรษฐกิจโลก

เพื่อที่จะเข้าใจว่า CPTPP คืออะไร? ไทยเข้าร่วมแล้วเราจะได้-เสียอะไรบ้าง สิ่งสำคัญคือการมองภาพรวมของความตกลงนี้ในบริบทของเศรษฐกิจโลกเสียก่อน CPTPP ไม่ใช่แค่ข้อตกลงการค้าทวิภาคี แต่เป็นกรอบความร่วมมือขนาดใหญ่ที่พยายามสร้างมาตรฐานทางการค้าและการลงทุนที่สูงและทันสมัยในกลุ่มประเทศสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อันเป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก

ความหมายและสาระสำคัญของ CPTPP

CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) คือความตกลงการค้าเสรีที่พัฒนาต่อยอดมาจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) เดิม โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม ซึ่งต่อมาได้มีสมาชิกลำดับที่ 12 คือสหราชอาณาจักร

หัวใจหลักของความตกลงนี้คือการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในระดับที่ลึกและกว้างขวาง ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • การค้าสินค้า: ลดหรือยกเลิกกำแพงภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิกสำหรับสินค้าหลากหลายประเภท
  • การค้าบริการและการลงทุน: เปิดตลาดภาคบริการและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อนักลงทุนจากประเทศสมาชิก
  • กฎระเบียบและมาตรฐาน: กำหนดมาตรฐานร่วมกันในด้านต่างๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา, กฎหมายแรงงาน, การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, การแข่งขันที่เป็นธรรม, และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ
  • กลไกแก้ไขข้อพิพาท: สร้างกระบวนการที่เป็นระบบสำหรับระงับข้อพิพาททางการค้าระหว่างรัฐบาลและระหว่างนักลงทุนกับรัฐบาล

ดังนั้น CPTPP จึงเป็นมากกว่าข้อตกลงลดภาษี แต่เป็นความพยายามสร้าง “กฎกติกาการค้าแห่งศตวรรษที่ 21” ที่มุ่งส่งเสริมการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ทำไม CPTPP จึงเป็นประเด็นที่น่าจับตามองสำหรับประเทศไทย

ประเทศไทยซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก การตัดสินใจเกี่ยวกับ CPTPP จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เหตุผลที่เรื่องนี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้งเนื่องจากปัจจัยหลายประการ ประการแรกคือ ภูมิทัศน์การค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง เครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มีความซับซ้อนมากขึ้น การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มการค้าขนาดใหญ่จะช่วยให้ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตที่น่าสนใจและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ประการที่สองคือ ประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคอาเซียนอย่างเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย ได้เป็นสมาชิกไปแล้ว ซึ่งทำให้ประเทศเหล่านี้มีความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนและเข้าถึงตลาดสมาชิก CPTPP อื่นๆ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้น นโยบายรัฐบาลในการพิจารณาเข้าร่วมจึงเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับภาคส่วนที่ยังไม่พร้อม

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับหากไทยเข้าร่วม CPTPP

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับหากไทยเข้าร่วม CPTPP

การวิเคราะห์ผลประโยชน์ของการเข้าร่วม CPTPP เป็นส่วนสำคัญในการตอบคำถามว่าไทยจะได้อะไรจากการตัดสินใจครั้งนี้ ผลการศึกษาจากหลายสถาบันชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญในหลายมิติ ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้า

การเติบโตทางเศรษฐกิจและ GDP

หนึ่งในผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากการศึกษาพบว่า การเข้าร่วม CPTPP อาจทำให้ GDP ของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.12% การเติบโตนี้เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ รวมถึงการขยายตัวของการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศสมาชิก ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและรายได้ที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่เกี่ยวข้อง

การขยายตลาดส่งออกสู่เวทีใหม่

CPTPP เปิดประตูสู่ตลาดที่สำคัญซึ่งไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วยโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดขนาดใหญ่อย่างแคนาดาและเม็กซิโก การเข้าร่วมจะทำให้สินค้าส่งออกของไทย เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และอาหาร สามารถเข้าสู่ตลาดเหล่านี้ได้โดยมีภาระทางภาษีลดลงอย่างมาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากประเทศนอกกลุ่ม CPTPP โอกาสนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออก แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเพียงไม่กี่แห่ง

การเข้าร่วม CPTPP เป็นโอกาสสำคัญในการเข้าถึงตลาดใหม่ เช่น แคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นคู่ค้าที่ไทยยังไม่มี FTA โดยตรง ช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออกและลดการพึ่งพาตลาดเดิม

การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

การเป็นส่วนหนึ่งของเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับบริษัทข้ามชาติ นักลงทุนต่างชาติอาจเลือกใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าไปยังประเทศสมาชิก CPTPP อื่นๆ โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี การไหลเข้าของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะนำมาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ การสร้างงานที่มีคุณภาพ และการพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

การยกระดับมาตรฐานและกฎระเบียบภายในประเทศ

การเข้าร่วม CPTPP ไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรง แต่ยังเป็นโอกาสในการปฏิรูปกฎระเบียบภายในประเทศให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ข้อบทต่างๆ ในความตกลงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงาน, การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม จะเป็นแรงผลักดันให้ไทยต้องปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการทำธุรกิจโดยรวมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ตารางสรุปเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการเข้าร่วม CPTPP ของไทย
ประเด็นพิจารณา ข้อดี (ผลที่คาดว่าจะได้รับ) ข้อเสีย (ความเสี่ยงและข้อกังวล)
เศรษฐกิจมหภาค GDP อาจเติบโต 0.12% จากการลงทุนและส่งออกที่เพิ่มขึ้น อาจเกิดผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นต่อบางอุตสาหกรรมที่ปรับตัวไม่ทัน
การค้าระหว่างประเทศ ขยายตลาดส่งออกใหม่ โดยเฉพาะแคนาดาและเม็กซิโก การนำเข้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมราคาถูกอาจกระทบผู้ผลิตในประเทศ
การลงทุน ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เงื่อนไขการลงทุนบางอย่างอาจเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนต่างชาติมากกว่า
กฎระเบียบและนโยบาย เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานกฎหมายให้เป็นสากล ต้องปรับแก้กฎหมายหลายฉบับซึ่งมีต้นทุนและภาระในการดำเนินการ
ภาคสังคม อาจมีการปรับปรุงมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เกษตรกรและธุรกิจ SMEs ที่ไม่พร้อมอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

สถานการณ์ของไทยหากไม่เข้าร่วม CPTPP

นอกจากการพิจารณาผลได้ผลเสียจากการเข้าร่วมแล้ว การประเมินสถานการณ์ในกรณีที่ไทยตัดสินใจ “ไม่เข้าร่วม” ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการตัดสินใจดังกล่าวก็มีต้นทุนและผลกระทบตามมาเช่นกัน

การสูญเสียโอกาสทางการค้าและการลงทุน

หากไทยเลือกที่จะไม่เข้าร่วม CPTPP ประเทศอาจต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) มีการประเมินว่าการไม่เข้าร่วมอาจทำให้ GDP ของไทยลดลงประมาณ 0.25% เนื่องจากการลงทุนและการส่งออกจะเติบโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น นักลงทุนต่างชาติอาจหันไปเลือกลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นสมาชิก CPTPP อย่างเวียดนามหรือมาเลเซียแทน เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศสมาชิก ซึ่งจะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

ความเสียเปรียบในการแข่งขันระดับภูมิภาค

ในปัจจุบัน ประเทศคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของไทยในอาเซียนต่างเป็นสมาชิก CPTPP แล้ว การที่ไทยอยู่นอกกลุ่มความตกลงนี้จะทำให้สินค้าส่งออกของไทยต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงกว่าเมื่อส่งไปยังตลาดแคนาดา เม็กซิโก หรือเปรู ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากเวียดนามหรือมาเลเซียได้ ความเสียเปรียบนี้อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมส่งออกหลักของไทยในระยะยาวและทำให้ส่วนแบ่งตลาดโลกลดลง

บทสรุปและแนวทางในอนาคต

โดยสรุปแล้ว คำถามที่ว่า CPTPP คืออะไร? ไทยเข้าร่วมแล้วเราจะได้-เสียอะไรบ้าง ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนแบบขาวหรือดำ การตัดสินใจเข้าร่วมความตกลง CPTPP เป็นการแลกเปลี่ยนที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว กับผลกระทบและความท้าทายในระยะสั้นอย่างรอบคอบ

การเข้าร่วมจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนใหม่ๆ และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างภายในให้ทันสมัย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่เปราะบาง โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและ SMEs ซึ่งต้องการมาตรการสนับสนุนและเยียวยาที่มีประสิทธิภาพจากภาครัฐ

ดังนั้น การตัดสินใจของรัฐบาลไม่ว่าจะเลือกเดินทางใด จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน การเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างสูงสุด และที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมให้กับทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้สามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร การติดตามและทำความเข้าใจในประเด็น CPTPP ถือเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป