ครม. เคาะแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงิน-ลดค่าน้ำไฟ
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติมาตรการชุดใหม่ภายใต้หัวข้อ ครม. เคาะแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงิน-ลดค่าน้ำไฟ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในประเทศ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งการให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่ภาคครัวเรือนและการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- อนุมัติงบประมาณก้อนใหญ่: ครม. จัดสรรงบประมาณรวมกว่า 1.57 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้
- เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน: งบประมาณส่วนใหญ่กว่า 1.15 แสนล้านบาท ถูกจัดสรรให้กับการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ เช่น ระบบชลประทาน คมนาคม และการท่องเที่ยว
- ช่วยเหลือค่าครองชีพโดยตรง: มีมาตรการลดค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
- เตรียมพร้อมรับมือความท้าทายใหม่: จัดสรรงบประมาณอีกกว่า 18,400 ล้านบาทในแผนระยะที่ 2 เพื่อสนับสนุนกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ภาพรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุด
ครม. เคาะแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงิน-ลดค่าน้ำไฟ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลในปี 2568 ที่มุ่งเป้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบางและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการชุดนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในหลายมิติ ตั้งแต่การลดรายจ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคตผ่านการลงทุนภาครัฐ
มาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อแทรกแซงและพยุงเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น หรือการให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่กลุ่มเปราะบาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ มาตรการเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะต่อไป
ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ครอบคลุมประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการลดค่าน้ำและค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการและแรงงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมต่างๆ ก็จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจให้คึกคักและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ความชัดเจนของมาตรการนี้จึงเป็นสัญญาณบวกที่ส่งไปยังทุกภาคส่วนของสังคมให้มีความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ
รายละเอียดแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568
แพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ มีกรอบวงเงินงบประมาณที่ชัดเจนและเป้าหมายการใช้จ่ายที่เจาะจง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยมีโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณที่น่าสนใจและครอบคลุมหลายภาคส่วน
การจัดสรรงบประมาณครั้งสำคัญ
รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากงบกลางและงบฉุกเฉิน เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ การจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่นี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลัง โดยแบ่งการใช้จ่ายออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของปัญหา
งบประมาณส่วนแรกและเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดจำนวน 1.15 แสนล้านบาท ถูกกำหนดไว้สำหรับการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในส่วนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างผ่านการจ้างงานและการกระจายรายได้
นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 1,900 ล้านบาท สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าแก่กลุ่มเปราะบาง และอีก 18,400 ล้านบาทสำหรับแผนระยะที่สอง ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก การแบ่งสัดส่วนงบประมาณเช่นนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินนโยบายที่สมดุลระหว่างการช่วยเหลือระยะสั้นและการลงทุนเพื่ออนาคต
| รายการ | วงเงินงบประมาณ (ล้านบาท) | วัตถุประสงค์หลัก |
|---|---|---|
| โครงการโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยว | 115,000 | พัฒนาแหล่งน้ำ, คมนาคม, แหล่งท่องเที่ยว และสร้างการจ้างงาน |
| มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า | 1,900 | ลดภาระค่าครองชีพให้กลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน |
| แผนระยะที่ 2 (กองทุนเพิ่มขีดความสามารถ) | 18,400 | รับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการแข่งขันของประเทศ |
| งบประมาณส่วนอื่นๆ และงบสำรอง | 21,700 | ใช้ในโครงการอื่นๆ ตามความจำเป็นเร่งด่วน |
เน้นหนักการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
การทุ่มงบประมาณกว่า 1.15 แสนล้านบาทให้กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โครงการที่อยู่ภายใต้แผนนี้มีความหลากหลายและกระจายตัวไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น:
- โครงการบริหารจัดการน้ำ: มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ และปรับปรุงระบบชลประทานเพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ โครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหารและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกร
- โครงการพัฒนาถนนและคมนาคม: การสร้างและปรับปรุงเส้นทางคมนาคมจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า และเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการค้าขายที่คล่องตัวมากขึ้น
- โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว: การปรับปรุงภูมิทัศน์ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ
ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของการลงทุนเหล่านี้คือการสร้างงานจำนวนมากในภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการว่างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในระดับฐานรากโดยตรง
มาตรการช่วยเหลือภาคประชาชนโดยตรง
นอกเหนือจากการลงทุนขนาดใหญ่แล้ว แพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานซึ่งเป็นรายจ่ายที่จำเป็นสำหรับทุกครัวเรือน
ลดภาระค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มเปราะบาง
หนึ่งในมาตรการที่จับต้องได้และส่งผลโดยตรงต่อประชาชนคือการช่วยเหลือค่าบริการไฟฟ้า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 1,900 ล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการลดค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่เข้าเกณฑ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางเป็นหลัก
มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าจะครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าที่มียอดการใช้ไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยให้ความช่วยเหลือย้อนหลังเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน ถึง ธันวาคม 2567 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไปแล้ว และช่วยให้ประชาชนมีสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี
การกำหนดเกณฑ์การช่วยเหลือที่ 300 หน่วยต่อเดือน ถือเป็นการพุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้ที่มีความต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนขนาดเล็ก ผู้มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ การช่วยเหลือในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดรายจ่าย แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลใส่ใจต่อปัญหาปากท้องของประชาชนในทุกระดับ
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับความช่วยเหลือ
เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและตรงกลุ่มเป้าหมาย รัฐบาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ในมาตรการลดค่าไฟฟ้า โดยมีเงื่อนไขเบื้องต้นคือ ต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และมียอดการใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือนไม่เกิน 300 หน่วยในช่วงเวลาที่กำหนด (กันยายน-ธันวาคม 2567)
รูปแบบการให้ความช่วยเหลือจะเป็นการให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าในบิลค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติสำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์ โดยไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและทำให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและวิธีการคำนวณส่วนลดที่ชัดเจนจะมีการประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ต่อไป
แผนระยะที่สองและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนในระยะเร่งด่วนแล้ว แพ็คเกจนี้ยังมองไปถึงอนาคต โดยได้จัดเตรียมแผนระยะที่สองซึ่งมีวงเงินกว่า 18,400 ล้านบาท แผนระยะนี้มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว
วัตถุประสงค์หลักของแผนระยะที่สองคือการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีของต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก งบประมาณในส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในการสนับสนุน “กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กองทุนดังกล่าวจะมุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม, การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต, และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถยกระดับการผลิตและเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ได้มากขึ้น การลงทุนในส่วนนี้จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและวางรากฐานเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้น
บทวิเคราะห์และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
การอนุมัติแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1.57 แสนล้านบาทในครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งในระดับมหภาคและระดับครัวเรือน ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ดังนี้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค
ในภาพรวม การอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัว การลงทุนของภาครัฐจะสร้าง Multiplier Effect หรือผลกระทบทวีคูณ โดยเม็ดเงินที่ลงทุนไปจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ ก่อให้เกิดการจ้างงาน การผลิต และการบริโภคที่เพิ่มขึ้นตามมา
ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง ตามมาด้วยอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง, ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์, และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศยังเป็นอีกหนึ่งผลพลอยได้ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
ประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการ
สำหรับประชาชนทั่วไป ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือการบรรเทาภาระค่าครองชีพจากมาตรการลดค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าและกำลังซื้อของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังหมายถึงโอกาสในการมีงานทำที่เพิ่มขึ้น ทั้งแรงงานมีฝีมือและแรงงานทั่วไป ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการว่างงานและกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคต่างๆ
ในส่วนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จะได้รับประโยชน์จากบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่คึกคักขึ้น กำลังซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลดีต่อยอดขายสินค้าและบริการ ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุปสาระสำคัญของมาตรการ
โดยสรุป ครม. เคาะแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงิน-ลดค่าน้ำไฟ เป็นมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลที่ใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในสองมิติหลักพร้อมกัน คือ การบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนผ่านการลดค่าครองชีพ และการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาวผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
ด้วยงบประมาณรวมกว่า 1.57 แสนล้านบาท มาตรการชุดนี้มุ่งเน้นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างมีเป้าหมาย โดยเน้นการลงทุนในโครงการที่จะสร้างผลกระทบในวงกว้าง เช่น การบริหารจัดการน้ำ, การคมนาคม, และการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่กลุ่มเปราะบางผ่านการลดค่าไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ครอบคลุมและสมดุล การดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและนำพาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามความท้าทายไปได้ การติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับมาตรการของภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการในการวางแผนและปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป