Home » มุขใหม่! มิจฉาชีพอ้างค่าไฟแพง หลอกโหลดแอปดูดเงิน

มุขใหม่! มิจฉาชีพอ้างค่าไฟแพง หลอกโหลดแอปดูดเงิน

สารบัญ

สถานการณ์ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นได้กลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสสร้างกลลวงรูปแบบใหม่ โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเพื่อหลอกลวงประชาชนให้ติดตั้งแอปพลิเคชันอันตราย ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก บทความนี้จะเจาะลึกถึงวิธีการของมิจฉาชีพ พร้อมทั้งให้แนวทางการป้องกันและรับมืออย่างละเอียด

ภาพรวมของกลโกงรูปแบบใหม่

  • การแอบอ้าง: มิจฉาชีพจะสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยติดต่อผ่าน SMS, LINE หรือโทรศัพท์
  • การสร้างเรื่องราว: กลอุบายที่ใช้มีหลากหลาย เช่น แจ้งว่าค่าไฟผิดปกติ, มีการจดมิเตอร์ผิดพลาด, เสนอส่วนลดค่าไฟ หรือแจ้งว่ามีสิทธิ์ได้รับเงินคืน
  • เป้าหมายสุดท้าย: หลอกลวงให้เหยื่อกดลิงก์ที่แนบมาด้วย เพื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ปลอมและดาวน์โหลดแอปพลิเคชันควบคุมเครื่องโทรศัพท์ (Malware) ที่สามารถดูดเงินจากบัญชีธนาคารได้
  • ความเร่งด่วน: มิจฉาชีพมักสร้างสถานการณ์ให้ดูเร่งด่วน เพื่อกดดันให้เหยื่อตัดสินใจโดยขาดความรอบคอบ

ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันได้พัฒนาไปอย่างซับซ้อน โดยล่าสุดพบ มุขใหม่! มิจฉาชีพอ้างค่าไฟแพง หลอกโหลดแอปดูดเงิน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่อาศัยความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง อาชญากรกลุ่มนี้จะแอบอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ติดต่อเหยื่อผ่านช่องทางต่างๆ เช่น SMS, ข้อความในแอปพลิเคชัน LINE หรือแม้กระทั่งการโทรศัพท์โดยตรง เพื่อแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับค่าไฟฟ้า เช่น การคำนวณที่ผิดพลาด หรือการมีสิทธิ์ได้รับเงินคืน ก่อนจะโน้มน้าวให้ติดตั้งแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นมาเพื่อขโมยข้อมูลและเงินในบัญชีโดยเฉพาะ

ทำความเข้าใจกลโกง: ทำไมถึงระบาดในช่วงนี้?

ทำความเข้าใจกลโกง: ทำไมถึงระบาดในช่วงนี้?

การแพร่ระบาดของกลโกงที่อ้างอิงเรื่องค่าไฟฟ้ามีรากฐานมาจากปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้เป็นกลอุบายที่มีประสิทธิภาพสูงในช่วงเวลาปัจจุบัน

การใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ปัจจุบัน

ในช่วงที่อัตราค่าไฟฟ้ามีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนส่วนใหญ่ต่างมีความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ข่าวดังกล่าวถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ อย่างแพร่หลาย ทำให้หัวข้อนี้กลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจและสร้างความอ่อนไหวต่อผู้คนจำนวนมาก มิจฉาชีพจึงฉวยโอกาสนี้ในการสร้างเรื่องราวที่น่าเชื่อถือ โดยการเสนอ “ทางออก” หรือ “สิทธิประโยชน์” ที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้า เช่น การคืนเงินส่วนต่าง, การให้ส่วนลดพิเศษ หรือการแก้ไขบิลที่ผิดพลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนกำลังมองหา ทำให้เหยื่อมีแนวโน้มที่จะคล้อยตามได้ง่ายขึ้น

จิตวิทยาเบื้องหลังการหลอกลวง

มิจฉาชีพใช้หลักการทางจิตวิทยาหลายอย่างเพื่อควบคุมและโน้มน้าวเหยื่อ:

  • การสร้างความน่าเชื่อถือ (Authority): การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐอย่างการไฟฟ้า ทำให้เหยื่อเกิดความไว้วางใจและลดความระมัดระวังลง
  • การสร้างความเร่งด่วน (Urgency): มักมีการกำหนดกรอบเวลาสั้นๆ เช่น “ต้องดำเนินการภายในวันนี้เท่านั้นเพื่อรับสิทธิ์” หรือ “หากไม่แก้ไข บัญชีจะถูกระงับ” เพื่อกดดันให้เหยื่อตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเวลาไตร่ตรองหรือตรวจสอบข้อมูล
  • การใช้อารมณ์ (Emotion): กลโกงนี้โจมตีไปที่อารมณ์สองด้าน คือ ความโลภ (Desire) จากการเสนอเงินคืนหรือส่วนลด และ ความกลัว (Fear) จากการขู่ว่าจะเกิดปัญหาหากไม่ทำตาม เช่น มิเตอร์จะถูกตัด หรือต้องชำระค่าปรับ การกระตุ้นอารมณ์เหล่านี้ทำให้การตัดสินใจด้วยเหตุผลลดน้อยลง

เจาะลึกกระบวนการทำงานของมิจฉาชีพ

กระบวนการหลอกลวงถูกออกแบบมาเป็นขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เพื่อค่อยๆ นำเหยื่อเข้าไปสู่กับดักทางการเงินทีละขั้น

ขั้นตอนที่ 1: สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการแอบอ้าง

จุดเริ่มต้นของกลโกงคือการติดต่อเหยื่อผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย มิจฉาชีพจะใช้ชื่อผู้ส่ง (Sender Name) ใน SMS ที่ใกล้เคียงกับชื่อของการไฟฟ้า เช่น “MEA-Alert” หรือ “PEA-Info” หรือใช้รูปโปรไฟล์และชื่อบัญชี LINE ที่เลียนแบบหน่วยงานจริง จากนั้นจะส่งข้อความในลักษณะที่เป็นทางการโดยอ้างถึงข้อมูลที่ทำให้เหยื่อรู้สึกว่าเป็นเรื่องเฉพาะของตน เช่น “เรียนผู้ใช้ไฟหมายเลข XXXXXX พบการชำระค่าไฟเกินกำหนด กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับเงินคืน” การกระทำเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายกำแพงแห่งความสงสัยของเหยื่อตั้งแต่แรก

ขั้นตอนที่ 2: นำทางสู่กับดักด้วยลิงก์และ QR Code

เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและติดต่อกลับไป หรือกดลิงก์ที่แนบมาในข้อความ จะถูกนำไปยังเว็บไซต์ปลอม (Phishing Website) ที่ออกแบบให้มีหน้าตาเหมือนกับเว็บไซต์ของการไฟฟ้าจริงทุกประการ บนเว็บไซต์ดังกล่าว อาจมีการขอให้กรอกข้อมูลส่วนตัวเบื้องต้น เช่น ชื่อ-นามสกุล หรือหมายเลขโทรศัพท์ ก่อนที่จะแสดงปุ่มให้ “ดาวน์โหลด” แอปพลิเคชันเพื่อดำเนินการต่อ ในบางกรณีอาจเป็นการส่ง QR Code มาให้สแกน ซึ่งก็จะนำไปสู่หน้าดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมเช่นเดียวกัน

การหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันนอก Official Store (Google Play Store หรือ Apple App Store) เป็นสัญญาณอันตรายที่ชัดเจนที่สุดของแอปดูดเงิน

ขั้นตอนที่ 3: การติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน (Malware)

แอปพลิเคชันที่เหยื่อถูกหลอกให้ติดตั้งนั้นไม่ใช่แอปของการไฟฟ้า แต่เป็นมัลแวร์ (Malware) ประเภทโทรจัน (Trojan) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมโทรศัพท์จากระยะไกล เมื่อติดตั้งแล้ว แอปจะร้องขอการอนุญาตเข้าถึงสิทธิ์ต่างๆ ในระดับสูงของระบบปฏิบัติการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “บริการการเข้าถึง” หรือ “Accessibility Service” บนระบบ Android

เมื่อได้รับสิทธิ์ดังกล่าว มิจฉาชีพจะสามารถ:

  • ควบคุมหน้าจอจากระยะไกล: มองเห็นทุกอย่างที่เหยื่อทำบนหน้าจอ และสามารถกดปุ่มต่างๆ แทนเหยื่อได้
  • ดักจับข้อมูลการพิมพ์ (Keylogging): บันทึกทุกข้อความที่ถูกพิมพ์บนแป้นพิมพ์ รวมถึงชื่อผู้ใช้, รหัสผ่านของแอปธนาคาร และรหัส PIN
  • อ่านข้อความ SMS: ดักจับรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ที่ธนาคารส่งมาเพื่อยืนยันการทำธุรกรรม
  • ซ้อนทับหน้าจอ (Overlay Attack): สร้างหน้าต่างล็อกอินปลอมขึ้นมาซ้อนทับแอปธนาคารจริง เพื่อหลอกขโมยรหัสผ่าน

หลังจากนั้น มิจฉาชีพจะรอจังหวะที่เหมาะสม เช่น ช่วงเวลากลางดึกที่เหยื่อหลับ เพื่อเข้าควบคุมโทรศัพท์และโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารทั้งหมดจนหมด

วิธีสังเกตและจับผิดกลโกงค่าไฟฟ้า

แม้กลโกงจะดูซับซ้อน แต่ก็ยังมีจุดสังเกตหลายอย่างที่สามารถใช้เพื่อระบุได้ว่าเป็นมิจฉาชีพ

ตารางเปรียบเทียบข้อความจริงจากการไฟฟ้าและข้อความจากมิจฉาชีพ
ลักษณะ การสื่อสารจากหน่วยงานจริง การสื่อสารจากมิจฉาชีพ
ช่องทางการส่ง ช่องทางที่เป็นทางการ เช่น แอปพลิเคชัน MEA Smart Life, PEA Smart Plus หรือ SMS จากผู้ส่งที่เป็นชื่อองค์กร (ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์) SMS จากหมายเลขโทรศัพท์ส่วนบุคคล, บัญชี LINE ส่วนบุคคล หรือชื่อผู้ส่งที่สะกดผิดเพี้ยนเล็กน้อย
เนื้อหา มักเป็นการแจ้งเตือนทั่วไป เช่น กำหนดชำระ, การดับไฟตามแผน จะไม่มีการขอข้อมูลส่วนบุคคลหรือแจ้งให้โหลดแอปเพื่อรับเงินคืน สร้างเรื่องราวที่น่าสนใจ เช่น ได้รับเงินคืน, ค่าไฟผิดปกติ, ได้รับส่วนลด พร้อมข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
การใช้ภาษา ใช้ภาษาทางการ, ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์, มีการเว้นวรรคที่เหมาะสม มักมีคำที่สะกดผิด, ใช้ภาษาพูด, ประโยคไม่สมบูรณ์ หรือใช้คำกระตุ้นอารมณ์มากเกินไป
ลิงก์แนบ (URL) ลิงก์จะนำไปยังโดเมนเนมที่เป็นทางการของหน่วยงาน (เช่น mea.or.th, pea.co.th) ใช้ URL ที่แปลกปลอม, เป็นลิงก์ย่อ (เช่น bit.ly) หรือมีชื่อที่คล้ายคลึงแต่ไม่ถูกต้อง (เช่น mea-th.cc)
การขอให้ดำเนินการ แนะนำให้ชำระเงินหรือตรวจสอบข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันทางการ หรือที่ทำการเท่านั้น บังคับให้กดลิงก์, สแกน QR Code, หรือดาวน์โหลดไฟล์ .apk เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชันนอก Play Store ทันที

จุดสังเกตบนข้อความ SMS และ LINE

นอกจากการเปรียบเทียบในตารางแล้ว ควรตั้งข้อสงสัยเสมอหากได้รับข้อความที่ไม่มีการระบุชื่อ-นามสกุลของผู้รับอย่างถูกต้อง หรือเป็นการส่งแบบหว่านโดยไม่มีข้อมูลเฉพาะเจาะจงที่เชื่อมโยงกับบัญชีผู้ใช้ไฟฟ้าของตนเอง

ลักษณะของแอปพลิเคชันอันตราย

หากเผลอกดลิงก์ไปแล้ว ให้สังเกตสัญญาณอันตรายของแอปพลิเคชันดังต่อไปนี้:

  • แหล่งที่มา: ไม่ได้อยู่บน Google Play Store หรือ Apple App Store แต่เป็นการดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งโดยตรง (ไฟล์ .apk สำหรับ Android)
  • การขอสิทธิ์ (Permissions): ร้องขอการเข้าถึงที่อันตรายและไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน เช่น ขอสิทธิ์ “ควบคุมหน้าจอ”, “อ่าน SMS”, หรือ “Accessibility Service” ซึ่งแอปปกติไม่จำเป็นต้องใช้
  • หน้าตาและการทำงาน: แอปมีหน้าตาที่ดูไม่เป็นมืออาชีพ, มีเมนูน้อย, ทำงานช้า หรือมักจะค้างหลังจากเปิดใช้งาน

แนวทางป้องกันและวิธีรับมือเมื่อตกเป็นเหยื่อ

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้และปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเคร่งครัด

มาตรการป้องกันเชิงรุก

  1. ตั้งสติและอย่าเชื่อทันที: เมื่อได้รับข้อความหรือสายโทรศัพท์ที่น่าสงสัย อย่าเพิ่งตื่นตระหนกหรือดีใจกับข้อเสนอที่ได้รับ
  2. ตรวจสอบกับหน่วยงานโดยตรง: หากไม่แน่ใจ ให้วางสายหรือปิดข้อความนั้นไปก่อน แล้วค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของศูนย์บริการลูกค้าการไฟฟ้าจากเว็บไซต์ทางการ หรือจากใบแจ้งหนี้ฉบับเก่า แล้วโทรกลับไปสอบถามข้อเท็จจริงด้วยตนเอง
  3. ห้ามกดลิงก์ที่ไม่น่าไว้ใจ: ไม่กดลิงก์, ไม่สแกน QR Code, และไม่ดาวน์โหลดไฟล์แนบใดๆ จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่รู้จักหรือไม่แน่ใจแหล่งที่มา
  4. ติดตั้งแอปจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น: ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Google Play Store หรือ Apple App Store เท่านั้น และควรอ่านรีวิวและตรวจสอบชื่อผู้พัฒนาก่อนติดตั้งเสมอ
  5. ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงของแอป: ก่อนกด “อนุญาต” ควรอ่านอย่างรอบคอบว่าแอปพลิเคชันร้องขอการเข้าถึงข้อมูลหรือฟังก์ชันใดบ้าง หากดูไม่สมเหตุสมผล ให้ปฏิเสธการให้สิทธิ์นั้น

ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อรู้ตัวว่าหลงเชื่อ

หากรู้ตัวว่าได้ติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมไปแล้ว ให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้โดยเร็วที่สุด:

  1. ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทันที: ให้เปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) เพื่อตัดการสื่อสารระหว่างโทรศัพท์กับเซิร์ฟเวอร์ของมิจฉาชีพ
  2. ติดต่อธนาคาร: รีบโทรศัพท์ติดต่อศูนย์บริการของธนาคารทุกแห่งที่มีแอปพลิเคชันอยู่ในเครื่อง เพื่อแจ้งอายัดบัญชีและบัตรเครดิต/เดบิตทั้งหมดโดยด่วน
  3. สำรองข้อมูลและล้างเครื่อง: หากเป็นไปได้ ให้สำรองข้อมูลที่สำคัญ (เช่น รูปภาพ, รายชื่อติดต่อ) ที่ไม่ได้ผูกกับบัญชีออนไลน์ แล้วทำการ “รีเซ็ตเครื่องกลับค่าโรงงาน” (Factory Reset) เพื่อลบมัลแวร์ออกจากเครื่องให้หมดจด
  4. รวบรวมหลักฐานและแจ้งความ: รวบรวมหลักฐานทั้งหมด เช่น ภาพหน้าจอของข้อความ SMS, ลิงก์ปลอม, และข้อมูลการสนทนา เพื่อนำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  5. ติดต่อหน่วยงานช่วยเหลือ: โทรปรึกษาสายด่วนของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ที่เบอร์ 1441 เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือเพิ่มเติม

บทสรุป: สร้างเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ด้วยความรอบคอบ

กลโกง “มิจฉาชีพอ้างค่าไฟแพง หลอกโหลดแอปดูดเงิน” เป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ว่าอาชญากรไซเบอร์สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปตามสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยความกังวลของประชาชนเป็นเครื่องมือสำคัญ การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากความรอบคอบและความตระหนักรู้ของผู้ใช้งานเอง

การยึดหลัก “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” และการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงทุกครั้งก่อนดำเนินการใดๆ ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด นอกจากนี้ การแบ่งปันความรู้และข้อมูลเตือนภัยเหล่านี้ให้กับคนในครอบครัว เพื่อน และคนใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่อาจไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี จะช่วยสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและลดโอกาสที่มิจฉาชีพจะประสบความสำเร็จได้ในวงกว้าง