Home » โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568! RMF/SSF ตัวไหนปังน่าลงทุน

โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568! RMF/SSF ตัวไหนปังน่าลงทุน

สารบัญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของปีปฏิทิน การวางแผนภาษีกลายเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้มีรายได้ทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและนักลงทุน การพิจารณาว่าในช่วงโค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568! RMF/SSF ตัวไหนปังน่าลงทุน จึงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างสูง เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างโอกาสในการลงทุนเพื่อเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษี

  • กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund) และ SSF (Super Savings Fund) ยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการลดหย่อนภาษีปี 2568 โดยมีเงื่อนไขและวงเงินที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
  • RMF สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาทเมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ขณะที่ SSF ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
  • กองทุน Thai ESG และ Thai ESGX เป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ สำหรับการลงทุนที่เน้นความยั่งยืน พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม โดยมีวงเงินสูงสุด 300,000 – 500,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทและเงื่อนไข
  • การวางแผนที่ดีต้องพิจารณาเป้าหมายทางการเงินส่วนบุคคล ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด
  • การติดตามโปรโมชันจากบริษัทจัดการกองทุนในช่วงปลายปีอาจช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนได้ เช่น การลดหย่อนค่าธรรมเนียมการซื้อขาย

การเข้าสู่ช่วงท้ายปีภาษี 2568 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้มีรายได้พึงประเมินต้องประเมินสถานะทางการเงินและภาระภาษีของตนเอง การเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างเต็มศักยภาพไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดเงินในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการสร้างวินัยการออมและการลงทุนเพื่ออนาคตอีกด้วย กองทุนรวมลดหย่อนภาษีอย่าง RMF และ SSF จึงเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้อย่างครอบคลุม

การวางแผนภาษีผ่านกองทุนรวมไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวผ่านพลังของผลตอบแทนทบต้น

บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเงื่อนไขล่าสุดของกองทุนลดหย่อนภาษีแต่ละประเภท รวมถึงกองทุนทางเลือกใหม่ที่น่าจับตามองอย่าง Thai ESG เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักลงทุนและผู้ที่ต้องการวางแผนภาษีให้สามารถตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความต้องการของตนเองได้อย่างดีที่สุดในปี 2568

ความสำคัญของการวางแผนภาษีในช่วงปลายปี

การวางแผนภาษีเป็นกระบวนการที่ควรทำตลอดทั้งปี แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นโอกาสสุดท้ายในการใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้ครบถ้วนก่อนสิ้นสุดรอบปีภาษี การดำเนินการในช่วงนี้ช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถคำนวณรายได้และค่าลดหย่อนทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ ทำให้มองเห็นภาพรวมของภาระภาษีที่ต้องชำระและสามารถเลือกเครื่องมือลดหย่อนเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกองทุน RMF, SSF, หรือผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ซึ่งการตัดสินใจลงทุนในช่วงนี้มักมาพร้อมกับโปรโมชันส่งเสริมการขายจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ทำให้เป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การวางแผนล่วงหน้ายังช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการรีบเร่งตัดสินใจในนาทีสุดท้าย และช่วยให้การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ในช่วงต้นปีถัดไปเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้อง

เจาะลึกเงื่อนไขกองทุนลดหย่อนภาษี RMF และ SSF ปี 2568

กองทุน RMF และ SSF เป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษีที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ตอบโจทย์นักลงทุนได้ทุกระดับความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกองทุนมีวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ผู้ลงทุนจึงควรทำความเข้าใจรายละเอียดเพื่อเลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมายของตนเอง

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): เพื่อความมั่นคงในวัยเกษียณ

RMF หรือ Retirement Mutual Fund ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวสำหรับวัยเกษียณโดยเฉพาะ จึงมีเงื่อนไขการลงทุนที่ค่อนข้างเข้มงวด แต่มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ

เงื่อนไขการลดหย่อนภาษี:

  • สามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี
  • วงเงินลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี โดยต้องนับรวมกับเงินสะสมในกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

เงื่อนไขการลงทุน:

  • ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี (สามารถเว้นการซื้อได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน)
  • ต้องถือหน่วยลงทุนไว้อย่างน้อย 5 ปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรก (นับแบบวันชนวัน)
  • จะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อผู้ลงทุนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นไปตามเงื่อนไขการถือครอง 5 ปีข้างต้น

กองทุน RMF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายมาก ตั้งแต่กองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างกองทุนตราสารหนี้ ไปจนถึงกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงอย่างกองทุนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนสามารถจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF): ทางเลือกสำหรับเป้าหมายระยะกลาง

SSF หรือ Super Savings Fund เป็นกองทุนที่ถูกนำมาใช้แทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมในระยะกลางถึงยาว มีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า RMF

เงื่อนไขการลดหย่อนภาษี:

  • สามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี
  • วงเงินลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี และไม่จำเป็นต้องนับรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ

เงื่อนไขการลงทุน:

  • ไม่บังคับให้ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี สามารถเลือกซื้อในปีที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้
  • ต้องถือหน่วยลงทุนไว้อย่างน้อย 10 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อ (นับแบบวันชนวัน)

SSF เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินเพื่อเป้าหมายในระยะ 10 ปีขึ้นไป เช่น การวางแผนการศึกษาบุตร หรือการเก็บเงินก้อนเพื่อเป้าหมายอื่น ๆ และต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษีควบคู่กันไป นโยบายการลงทุนของ SSF ก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกับ RMF ครอบคลุมสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ

Thai ESG: มิติใหม่ของการลงทุนยั่งยืนพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี

Thai ESG: มิติใหม่ของการลงทุนยั่งยืนพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี

นอกเหนือจาก RMF และ SSF แล้ว ในปี 2568 ยังมีกองทุนประเภทใหม่ที่น่าจับตามองคือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนไปพร้อมกับการสนับสนุนกิจการที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance)

ทำความรู้จักกองทุน Thai ESG และ Thai ESGX

กองทุน Thai ESG เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายเน้นการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ของบริษัทในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับว่ามีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีกองทุน Thai ESGX ซึ่งเป็นเวอร์ชันพิเศษที่มีเงื่อนไขและกรอบเวลาการลงทุนที่แตกต่างออกไป เพื่อกระตุ้นการลงทุนในระยะเริ่มต้น

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่ต้องรู้

  • กองทุน Thai ESG: สามารถนำเงินลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี โดยวงเงินนี้เป็นวงเงินพิเศษที่แยกต่างหากจากวงเงิน 500,000 บาทของกลุ่ม RMF และกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ
  • กองทุน Thai ESGX: ให้สิทธิลดหย่อนภาษีในวงเงินที่สูงกว่า โดยอาจมีเงื่อนไขพิเศษเกี่ยวกับระยะเวลาการซื้อ เช่น ต้องซื้อภายในช่วงเวลาที่กำหนดเพื่อรับสิทธิ์เต็มจำนวน ซึ่งตามข้อมูลระบุว่าอาจต้องซื้อก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน 2568 เพื่อให้ได้สิทธิ์ลดหย่อนสูงสุดถึง 500,000 บาท (แบ่งเป็นปีแรก 300,000 บาท และปีถัด ๆ ไป)

การเกิดขึ้นของกองทุน Thai ESG ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงและจัดพอร์ตการลงทุนที่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัวได้มากขึ้น พร้อมทั้งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมอีกด้วย

กลยุทธ์เลือกกองทุน RMF/SSF ที่น่าสนใจในโค้งสุดท้ายปี 2568

การตัดสินใจว่าจะลงทุนในกองทุน RMF หรือ SSF ตัวไหนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง นอกเหนือจากเป้าหมายทางการเงินและระยะเวลาการลงทุนแล้ว ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่ควรพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจ

พิจารณาจากนโยบายการลงทุนและระดับความเสี่ยง

ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรอ่านหนังสือชี้ชวนส่วนสรุป (Fund Fact Sheet) อย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจว่ากองทุนนั้นลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ และมีความเสี่ยงอยู่ในระดับใด นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายแตกต่างกันเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม เช่น หากมี RMF ที่ลงทุนในหุ้นไทยอยู่แล้ว อาจพิจารณาซื้อ SSF ที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกเพื่อกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์และอุตสาหกรรม

มองหาโปรโมชันและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม

ในช่วงปลายปี บริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) หลายแห่งมักจะจัดโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายกองทุนลดหย่อนภาษี ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของการลดค่าธรรมเนียมการซื้อ (Front-end Fee) หรือการมอบของสมนาคุณเมื่อลงทุนถึงยอดที่กำหนด การเลือกกองทุนที่มีโปรโมชันเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการลงทุนได้ จากข้อมูลพบว่ากองทุนอย่าง UOBSHC-SSF และ SCBRMGHC เป็นตัวอย่างของกองทุนที่อาจมีข้อเสนอพิเศษในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ลงทุนควรเปรียบเทียบข้อเสนอจาก บลจ. ต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจ

เปรียบเทียบกองทุนลดหย่อนภาษี RMF, SSF และ Thai ESG

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักของกองทุนลดหย่อนภาษีแต่ละประเภทจะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับตนเองได้ง่ายขึ้น

ตารางเปรียบเทียบสรุปเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทต่าง ๆ ประจำปี 2568
หัวข้อ RMF (กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ) SSF (กองทุนเพื่อการออม) Thai ESG / ESGX
สิทธิลดหย่อนภาษี สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท (รวมกับกองทุนเกษียณอื่น ๆ) สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 200,000 บาท สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 300,000 – 500,000 บาท (วงเงินแยก)
ระยะเวลาถือครอง อย่างน้อย 5 ปี และขายได้เมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ อย่างน้อย 10 ปีเต็มนับจากวันที่ซื้อ อย่างน้อย 8 ปีเต็มนับจากวันที่ซื้อ
เงื่อนไขการซื้อต่อเนื่อง ต้องซื้อทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี ไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง ไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง (แต่ ESGX อาจมีเงื่อนไขพิเศษ)
ประเภทสินทรัพย์ หลากหลายมาก ทั้งในและต่างประเทศ หลากหลาย ทั้งในและต่างประเทศ เน้นหุ้นและตราสารหนี้ในไทยที่เข้าเกณฑ์ ESG
เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณระยะยาวและลดหย่อนภาษี ผู้ที่ต้องการออมเงินระยะกลาง (10 ปีขึ้นไป) และลดหย่อนภาษี ผู้ที่ต้องการลงทุนอย่างยั่งยืนและรับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม

บทสรุปและการเตรียมตัวยื่นภาษี

การวางแผนในช่วงโค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568! RMF/SSF ตัวไหนปังน่าลงทุน ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้มีรายได้ทุกคน การทำความเข้าใจเงื่อนไขของ RMF, SSF และทางเลือกใหม่อย่าง Thai ESG จะช่วยให้สามารถจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งในด้านการประหยัดภาษีและการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว การเลือกกองทุนที่เหมาะสมควรพิจารณาจากเป้าหมายทางการเงินส่วนบุคคล ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เสมอ

หลังจากดำเนินการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีเรียบร้อยแล้ว ผู้เสียภาษีจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานการซื้อหน่วยลงทุนที่ได้รับจาก บลจ. เพื่อใช้ประกอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2568 ซึ่งจะดำเนินการยื่นในช่วงต้นปี 2569 โดยสามารถยื่นผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมสรรพากรได้จนถึงช่วงต้นเดือนเมษายน การเตรียมตัวที่ดีและการวางแผนอย่างรอบคอบไม่เพียงช่วยให้กระบวนการยื่นภาษีเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จทางการเงินในอนาคต