น้ำท่วมกรุงเทพฯ! เช็ค 50 เขตเสี่ยง-แอปฯ ต้องมีติดเครื่อง
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ
- สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ: ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
- เจาะลึกสาเหตุหลักที่ทำให้กรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำ
- พยากรณ์สถานการณ์สำคัญ: น้ำหนุนสูงสุดปลายปี 2568
- พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม: 50 เขตในกรุงเทพฯ ที่ต้องเฝ้าระวัง
- เครื่องมือสำคัญ: แอปพลิเคชันที่ต้องมีติดเครื่องเพื่อรับมือสถานการณ์
- มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและแนวโน้มในอนาคต
- สรุปและแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับประชาชน
สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจ การทำความเข้าใจถึงพื้นที่เสี่ยงและเครื่องมือดิจิทัลสำหรับติดตามสถานการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ
- กรุงเทพมหานครมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมรุนแรง โดยมีการคาดการณ์ว่าพื้นที่กว่า 96% อาจได้รับผลกระทบภายในปี พ.ศ. 2573 หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ
- ปัจจัยเสี่ยงหลักประกอบด้วย ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ลุ่มต่ำ, ปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน
- มีการคาดการณ์ว่าในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 (พฤศจิกายน-ธันวาคม) จะเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและจุดเสี่ยงอื่นๆ
- หน่วยงานภาครัฐได้มีการระบุรายชื่อ 50 เขตในกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ ซึ่งประชาชนจำเป็นต้องติดตามข้อมูลที่เป็นปัจจุบันจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
- แอปพลิเคชันสำหรับติดตามสถานการณ์น้ำและแจ้งเตือนภัย เป็นเครื่องมือสำคัญที่ประชาชนควรมีติดเครื่องไว้เพื่อการเตรียมความพร้อมและรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ
การเฝ้าระวังสถานการณ์ น้ำท่วมกรุงเทพฯ! เช็ค 50 เขตเสี่ยง-แอปฯ ต้องมีติดเครื่อง ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่อาศัยและทำงานในเขตเมืองหลวง เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในมหานครของโลกที่เผชิญกับความเสี่ยงด้านอุทกภัยในระดับสูง ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้ความเสี่ยงทวีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ พื้นที่เสี่ยง และการใช้เทคโนโลยีเพื่อติดตามข้อมูล จะช่วยให้สามารถวางแผนรับมือและลดความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ: ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่เป็นความท้าทายที่ซับซ้อนและทวีความรุนแรงขึ้นตามกาลเวลา ประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลล้วนเป็นผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ตั้งแต่ปัญหาการเดินทาง ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ไปจนถึงผลกระทบต่อสุขภาพและธุรกิจ ความสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงฤดูฝน แต่เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักและเตรียมการตลอดทั้งปี
เมื่อพิจารณาจากช่วงเวลาปัจจุบัน ณ วันที่ 17 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเข้าสู่ปลายฤดูฝนและเตรียมรับมือกับปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนในช่วงปลายปี การตื่นตัวและติดตามข้อมูลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวล โดยเฉพาะการคาดการณ์สถานการณ์น้ำหนุนในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ที่อาจสร้างสถิติใหม่และส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งในระดับบุคคล ครัวเรือน และองค์กร จึงเป็นกุญแจสำคัญในการผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
เจาะลึกสาเหตุหลักที่ทำให้กรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำ
ความเสี่ยงน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครเกิดจากปัจจัยหลายประการที่ทำงานร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางธรรมชาติและปัจจัยที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ การทำความเข้าใจในสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของปัญหาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นแอ่งกระทะ
กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพคล้ายแอ่งกระทะ พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองมีความสูงเฉลี่ยเพียง 1.5 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และในบางพื้นที่ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเสียอีก ลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้การระบายน้ำตามธรรมชาติเป็นไปได้ยาก เมื่อมีฝนตกหนักหรือมีปริมาณน้ำเหนือไหลบ่าลงมา น้ำจึงมีแนวโน้มที่จะขังอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานานก่อนที่จะสามารถระบายออกสู่ทะเลได้
ปัญหาแผ่นดินทรุดที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง
ปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมสถานการณ์ ข้อมูลในอดีตบ่งชี้ว่าการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณมากเป็นสาเหตุหลักของการทรุดตัว แม้ในปัจจุบันจะมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น แต่การทรุดตัวยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยประมาณ 1 เซนติเมตรต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและบริเวณจังหวัดสมุทรปราการ การทรุดตัวนี้ส่งผลโดยตรงทำให้พื้นที่ต่ำลงไปอีก เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมขังและทำให้ระบบระบายน้ำที่มีอยู่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเป็นปัจจัยเสี่ยงในระยะยาวที่ไม่อาจมองข้าม ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและมวลน้ำในมหาสมุทรเกิดการขยายตัว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับอ่าวไทย มีข้อมูลว่าระดับน้ำทะเลสูงขึ้นในอัตราเฉลี่ย 3–5 มิลลิเมตรต่อปี การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำของกรุงเทพฯ เนื่องจากความต่างของระดับน้ำระหว่างแม่น้ำกับทะเลลดน้อยลง ทำให้น้ำไหลออกสู่ทะเลได้ช้าลง โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง
ความท้าทายจากปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุน
น้ำทะเลหนุนเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่เมื่อประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น กลับกลายเป็นความท้าทายที่รุนแรงขึ้น ในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง มวลน้ำทะเลจะดันเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้นและขัดขวางการระบายน้ำจากพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ หากช่วงเวลาดังกล่าวเกิดฝนตกหนักในพื้นที่หรือมีมวลน้ำเหนือไหลลงมาสมทบ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเป็นบริเวณกว้าง
พยากรณ์สถานการณ์สำคัญ: น้ำหนุนสูงสุดปลายปี 2568
หนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดคือการคาดการณ์สถานการณ์น้ำทะเลหนุนในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ผู้เชี่ยวชาญได้คาดการณ์ว่าระดับน้ำหนุนอาจสูงถึง 1.37-1.40 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์และน่ากังวลอย่างยิ่ง
ระดับน้ำหนุนที่สูงเป็นพิเศษนี้จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำหรือมีแนวป้องกันไม่สมบูรณ์จะมีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
พื้นที่ที่ถูกระบุว่าต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ บริเวณถนนพระราม 3, ถนนทรงวาด, ย่านตลาดน้อย, ชุมชนริมน้ำในเขตดุสิต เช่น สามเสน และซังฮี้ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซากเมื่อเกิดน้ำทะเลหนุนสูง การเตรียมการรับมือสำหรับชุมชนและสถานประกอบการในพื้นที่เหล่านี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที เช่น การยกของขึ้นที่สูง การตรวจสอบความแข็งแรงของที่พักอาศัย และการวางแผนอพยพหากมีความจำเป็น
พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม: 50 เขตในกรุงเทพฯ ที่ต้องเฝ้าระวัง
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย หน่วยงานที่รับผิดชอบของกรุงเทพมหานครได้มีการจัดทำรายชื่อ 50 เขตที่จัดว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงและต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมเป็นพิเศษ การระบุพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเขตอื่นๆ จะปลอดภัย แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญตามระดับความเสี่ยงเพื่อให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรและให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด
เกณฑ์การกำหนดพื้นที่เสี่ยง 50 เขต
การกำหนดพื้นที่เสี่ยง 50 เขตนั้นพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางกายภาพ ข้อมูลสถิติในอดีต และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ปัจจัยเหล่านี้รวมถึง:
- ระดับความสูงของพื้นที่: เขตที่มีพื้นที่ลุ่มต่ำจำนวนมากย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่า
- ประวัติการเกิดน้ำท่วม: พื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมซ้ำซากมักถูกจัดเป็นพื้นที่เสี่ยง
- ตำแหน่งที่ตั้ง: เขตที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองสายหลัก หรืออยู่นอกแนวคันกั้นน้ำถาวร
- ประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำ: พื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ เช่น มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ หรือมีสถานีสูบน้ำไม่เพียงพอ
- ข้อมูลการทรุดตัวของดิน: เขตที่มีอัตราการทรุดตัวสูงจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในระยะยาว
| ประเภทของพื้นที่เสี่ยง | ลักษณะสำคัญ | ตัวอย่างพื้นที่ (ตามข้อมูลทั่วไป) |
|---|---|---|
| พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ | อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ หรือมีระดับต่ำกว่าแนวคันกั้น ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำล้นตลิ่งและน้ำทะเลหนุน | ย่านถนนทรงวาด, ตลาดน้อย, บางพลัด, สามเสน |
| พื้นที่ฝั่งตะวันออก | มีอัตราการทรุดตัวของดินสูง เป็นพื้นที่รับน้ำก่อนระบายออกสู่ทะเล และมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ | เขตลาดกระบัง, มีนบุรี, หนองจอก, คลองสามวา |
| พื้นที่ “ฟันหลอ” | จุดที่แนวคันกั้นน้ำไม่ต่อเนื่องหรือมีช่องว่าง ทำให้เป็นจุดอ่อนที่น้ำสามารถไหลทะลักเข้ามาได้ | พื้นที่รอยต่อระหว่างแนวคันกั้นน้ำของรัฐและเอกชน |
| พื้นที่ที่เป็นคอขวด | พื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการระบายน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานานหลังฝนตกหนัก | ถนนสายหลักที่มีโครงการก่อสร้าง หรือมีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ |
ความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชาชนคือการตระหนักว่ารายชื่อเขตเสี่ยงเป็นข้อมูลที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์จริง ดังนั้น การติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แหล่งข้อมูลหลักที่ควรติดตาม ได้แก่:
- กรุงเทพมหานคร (กทม.): ผ่านศูนย์ป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ซึ่งมักจะรายงานสถานการณ์ฝน ระดับน้ำ และพื้นที่น้ำท่วมขังแบบเรียลไทม์
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.): ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการแจ้งเตือนภัยพิบัติระดับประเทศ
การตรวจสอบรายชื่อเขตของตนเองว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ จะช่วยให้สามารถวางแผนเตรียมการได้อย่างเหมาะสม เช่น การจัดเตรียมกระสอบทราย การสำรองน้ำดื่มและอาหารแห้ง และการเตรียมเอกสารสำคัญไว้ในที่ปลอดภัย
เครื่องมือสำคัญ: แอปพลิเคชันที่ต้องมีติดเครื่องเพื่อรับมือสถานการณ์
ในยุคดิจิทัล สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การมีแอปพลิเคชันสำหรับติดตามสถานการณ์น้ำท่วมติดเครื่องไว้จึงเปรียบเสมือนการมีผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยแจ้งเตือนและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ
ฟังก์ชันหลักของแอปพลิเคชันเตือนภัยน้ำท่วม
แม้จะมีแอปพลิเคชันให้เลือกหลากหลาย แต่แอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพควรมีฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมดังต่อไปนี้:
- การแจ้งเตือนฝนตกหนัก: ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า (Push Notification) เมื่อเรดาร์ตรวจพบกลุ่มฝนที่กำลังจะเคลื่อนตัวเข้ามาในพื้นที่ของผู้ใช้งาน
- รายงานระดับน้ำ: แสดงข้อมูลระดับน้ำในแม่น้ำและคลองสายหลักแบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งได้
- แผนที่พื้นที่น้ำท่วมขัง: แสดงจุดที่เกิดน้ำท่วมขังบนท้องถนน พร้อมระบุระดับความสูงของน้ำ เพื่อช่วยในการวางแผนการเดินทางและหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีปัญหา
- พยากรณ์อากาศ: ข้อมูลพยากรณ์อากาศที่แม่นยำจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา
- ช่องทางขอความช่วยเหลือ: ฟังก์ชันสำหรับแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือฉุกเฉินไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
แนวทางการเลือกใช้แอปพลิเคชันที่น่าเชื่อถือ
เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ประชาชนควรเลือกใช้แอปพลิเคชันที่พัฒนาหรือได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐโดยตรง เช่น แอปพลิเคชันจากกรุงเทพมหานคร, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือหน่วยงานด้านการจัดการน้ำอื่นๆ การเลือกใช้แอปพลิเคชันจากแหล่งที่เชื่อถือได้จะช่วยลดความสับสนจากข่าวปลอมและทำให้การเตรียมพร้อมเป็นไปอย่างมีทิศทางและประสิทธิภาพสูงสุด
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและแนวโน้มในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ จะทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้นในอนาคต หากไม่มีการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง กรุงเทพมหานครได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 เมืองใหญ่ของโลกที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการจมน้ำหรือเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ในทศวรรษหน้า
แนวทางแก้ไขในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการปรับปรุงผังเมืองเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่รับน้ำ (แก้มลิง), การพัฒนาระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น, การฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มต่ำชายฝั่งเพื่อเป็นแนวป้องกันตามธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันในระดับโลกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สรุปและแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับประชาชน
สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่สามารถบริหารจัดการและลดผลกระทบได้หากมีการเตรียมความพร้อมที่ดี ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์, การทรุดตัวของแผ่นดิน, และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญร่วมกัน โดยเฉพาะการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในช่วงปลายปี 2568 ที่คาดว่าจะรุนแรงเป็นพิเศษ
การดำเนินการที่สำคัญที่สุดในระดับบุคคลคือการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการที่เชื่อถือได้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบว่าพื้นที่ของตนเองอยู่ใน 50 เขตเสี่ยงหรือไม่ และติดตั้งแอปพลิเคชันเตือนภัยน้ำท่วมไว้ในสมาร์ทโฟน การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงและการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผน, เตรียมตัว และรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างปลอดภัยและมีสติ