เกณฑ์ทหาร 2569: เช็ควัน-เอกสาร-ใครบ้างต้องจับใบดำใบแดง
- สรุปข้อมูลสำคัญสำหรับการเกณฑ์ทหาร 2569
- ภาพรวมการเกณฑ์ทหาร 2569: หน้าที่สำคัญของชายไทย
- คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ผู้ที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือก
- กำหนดการและขั้นตอนการดำเนินการ
- เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมในวันตรวจเลือก
- กระบวนการในวันตรวจเลือก: การจับใบดำใบแดง
- การขอผ่อนผันและข้อยกเว้นต่างๆ
- บทลงโทษทางกฎหมายกรณีไม่ปฏิบัติตาม
- สรุปและข้อควรปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อม
การเกณฑ์ทหารเป็นหน้าที่สำคัญตามกฎหมายสำหรับชายไทยเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด ในแต่ละปีจะมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความถูกต้องและหลีกเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น
สรุปข้อมูลสำคัญสำหรับการเกณฑ์ทหาร 2569
- กลุ่มเป้าหมายหลัก: ชายไทยที่เกิดในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ในปี 2569 และผู้ที่มีอายุ 22-29 ปีที่ยังไม่เคยผ่านกระบวนการตรวจเลือก
- ช่วงเวลาดำเนินการ: การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการมักจัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี โดยวันและเวลาที่แน่นอนจะระบุไว้ในหมายเรียก (แบบ สด.35)
- เอกสารที่ต้องเตรียม: เอกสารสำคัญประกอบด้วย หมายเรียก (สด.35), บัตรประจำตัวประชาชน, และทะเบียนบ้านฉบับจริง
- การผ่อนผัน: นักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาสามารถยื่นเรื่องขอผ่อนผันได้ตามกฎหมาย โดยต้องดำเนินการล่วงหน้าที่หน่วยสัสดีตามภูมิลำเนาทหาร
- ผลทางกฎหมาย: การไม่ไปรับหมายเรียกหรือการหลีกเลี่ยงไม่เข้ารับการตรวจเลือก ถือเป็นความผิดและมีบทลงโทษตามกฎหมาย ทั้งโทษปรับและจำคุก
สำหรับหัวข้อ เกณฑ์ทหาร 2569: เช็ควัน-เอกสาร-ใครบ้างต้องจับใบดำใบแดง ถือเป็นข้อมูลที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชายไทยที่อยู่ในเกณฑ์และครอบครัว เพื่อใช้ในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านเอกสารและทำความเข้าใจกระบวนการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น การรับราชการทหารเป็นหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และการตรวจเลือกทหารกองเกินเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว บทความนี้จะรวบรวมข้อมูลที่สำคัญทั้งหมด ตั้งแต่คุณสมบัติของผู้ที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือก กำหนดการ ขั้นตอนการปฏิบัติ เอกสารที่ต้องใช้ ไปจนถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการผ่อนผัน และบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
ภาพรวมการเกณฑ์ทหาร 2569: หน้าที่สำคัญของชายไทย
การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “การเกณฑ์ทหาร” เป็นกระบวนการที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อคัดเลือกบุคลากรเข้าประจำการในกองทัพไทยตามจำนวนที่ต้องการในแต่ละปี กระบวนการนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นหน้าที่ของชายไทยทุกคนที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด การเตรียมตัวและทำความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้
สำหรับปี 2569 ชายไทยที่เกิดในปี พ.ศ. 2548 จะเป็นกลุ่มหลักที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ผู้ที่เคยได้รับการผ่อนผันหรือยังไม่ผ่านกระบวนการตรวจเลือกในปีก่อนๆ และมีอายุไม่เกิน 29 ปีบริบูรณ์ ก็ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเช่นกัน การทราบถึงสิทธิ์และหน้าที่ของตนเอง เช่น สิทธิ์ในการขอผ่อนผันกรณีที่กำลังศึกษาอยู่ จะช่วยให้สามารถวางแผนและดำเนินการได้อย่างถูกต้องและราบรื่น
คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ผู้ที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือก
กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างเป็นระบบและครอบคลุมผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ทั้งหมด การตรวจสอบคุณสมบัติของตนเองจึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด
กลุ่มบุคคลที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร
ตามหลักเกณฑ์การเกณฑ์ทหารปี 2569 กลุ่มบุคคลที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกิน มีดังนี้:
- ชายไทยที่มีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์: หมายถึงผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งในปี 2569 จะมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ และต้องเข้ารับการตรวจเลือกเป็นครั้งแรก
- ชายไทยที่มีอายุระหว่าง 22 ถึง 29 ปีบริบูรณ์: กลุ่มนี้คือผู้ที่ยังไม่เคยเข้ารับการตรวจเลือกทหารมาก่อน หรือผู้ที่เคยยื่นเรื่องขอผ่อนผันไว้ในปีก่อนๆ และสถานะการผ่อนผันได้สิ้นสุดลงแล้ว เช่น จบการศึกษา หรืออายุถึงเกณฑ์ที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือก
ผู้ที่อยู่ในเกณฑ์เหล่านี้มีหน้าที่ต้องไปแสดงตนต่อคณะกรรมการตรวจเลือกตามวัน เวลา และสถานที่ที่ระบุไว้ในหมายเรียกที่ได้รับจากหน่วยสัสดีในเขตหรืออำเภอตามภูมิลำเนาทหารของตน
กรณีพิเศษ: การผ่อนผันสำหรับนักเรียนและนักศึกษา
กฎหมายได้ให้สิทธิ์ในการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารแก่ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อไม่ให้การรับราชการทหารเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา โดยนิสิต นักศึกษา หรือนักเรียนที่ประสงค์จะใช้สิทธิ์ผ่อนผัน จะต้องดำเนินการยื่นเรื่องขอผ่อนผันผ่านสถานศึกษาของตน ซึ่งสถานศึกษาจะรวบรวมเอกสารและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ โดยทั่วไปต้องดำเนินการก่อนถึงกำหนดการตรวจเลือก การผ่อนผันนี้จะสามารถใช้สิทธิ์ได้จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาหรือจนกว่าจะมีอายุครบตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อเหตุแห่งการผ่อนผันสิ้นสุดลงแล้ว บุคคลนั้นจะต้องเข้ารับการตรวจเลือกในปีถัดไป
กำหนดการและขั้นตอนการดำเนินการ
กระบวนการเกณฑ์ทหารมีลำดับขั้นตอนและกรอบเวลาที่ชัดเจน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การรับหมายเรียกไปจนถึงวันตรวจเลือก
หมายเรียกทหาร (สด.35): เอกสารเริ่มต้นกระบวนการ
หมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (แบบ สด.35) คือเอกสารราชการที่สำคัญที่สุดในการเริ่มต้นกระบวนการเกณฑ์ทหาร เอกสารนี้จะถูกออกโดยสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอตามภูมิลำเนาทหาร และจะถูกส่งไปยังผู้ที่มีคุณสมบัติต้องเข้ารับการตรวจเลือกในปีนั้นๆ ภายในหมายเรียกจะระบุข้อมูลสำคัญ ได้แก่ วันที่ เวลา และสถานที่ที่ต้องไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับการตรวจเลือก การไปรับหมายเรียกตามกำหนดจึงเป็นหน้าที่แรกที่ต้องปฏิบัติ
ช่วงเวลาการตรวจเลือก
โดยปกติแล้ว การตรวจเลือกทหารกองเกินจะจัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี สำหรับปี 2569 ก็คาดว่าจะอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวเช่นกัน อย่างไรก็ตาม วันที่ที่แน่นอนสำหรับแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไปตามเขตหรืออำเภอ ซึ่งจะถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในหมายเรียก (สด.35) การยึดถือข้อมูลในหมายเรียกของตนเองเป็นหลักจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความสับสนและการพลาดนัดหมาย
เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมในวันตรวจเลือก
ในวันตรวจเลือก ผู้ที่เข้ารับการคัดเลือกจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานสำคัญไปแสดงต่อคณะกรรมการตรวจเลือกให้ครบถ้วน การเตรียมเอกสารให้พร้อมล่วงหน้าจะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น เอกสารที่จำเป็นต้องนำไปมีดังนี้:
- หมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (แบบ สด.35): เอกสารฉบับจริงที่ได้รับจากหน่วยสัสดี เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่แสดงว่าบุคคลนั้นถูกเรียกให้มาตรวจเลือก
- บัตรประจำตัวประชาชน: ฉบับจริงที่ยังไม่หมดอายุ เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตน
- ทะเบียนบ้าน: ฉบับจริงของผู้เข้ารับการตรวจเลือก หรือฉบับที่ถ่ายสำเนาและได้รับการรับรองความถูกต้อง
- เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี):
- ใบรับรองการขอผ่อนผัน: สำหรับผู้ที่อยู่ในระหว่างการผ่อนผันและต้องไปรายงานตัวเพื่อยืนยันสถานะ
- หลักฐานทางการศึกษา: เช่น ใบรับรองการเป็นนักศึกษา หรือวุฒิการศึกษาล่าสุด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาลดหย่อนระยะเวลารับราชการหากสมัครใจหรือจับได้ใบแดง
- ใบสำคัญแพทย์: ในกรณีที่มีโรคประจำตัวซึ่งอาจขัดต่อการรับราชการทหาร ควรมีใบรับรองจากโรงพยาบาลของรัฐเพื่อประกอบการวินิจฉัยของแพทย์ทหารในวันตรวจเลือก
กระบวนการในวันตรวจเลือก: การจับใบดำใบแดง
ไฮไลท์สำคัญของวันเกณฑ์ทหารที่หลายคนรู้จักกันดีคือ “การจับใบดำใบแดง” ซึ่งเป็นวิธีการสุ่มคัดเลือกบุคคลเข้าประจำการในกรณีที่จำนวนผู้สมัครใจมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของกองทัพ
ความหมายและผลลัพธ์ของใบดำและใบแดง
การจับสลากนี้เป็นการตัดสินว่าจะต้องเข้ารับราชการทหารหรือไม่ โดยมีความหมายดังนี้:
- ใบแดง: หมายถึง ผู้ที่จับได้จะต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามผลัดและหน่วยที่กำหนด ระยะเวลาการรับราชการจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวุฒิการศึกษาและประเภทการสมัคร
- ใบดำ: หมายถึง ผู้ที่จับได้จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการในปีนั้น และถือว่าผ่านกระบวนการตรวจเลือกโดยสมบูรณ์
ขั้นตอนการคัดเลือก
ในวันตรวจเลือก กระบวนการจะเริ่มต้นจากการรายงานตัว ตรวจสอบเอกสาร การตรวจร่างกายเพื่อจำแนกประเภทบุคคล และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ประสงค์จะรับราชการทหารสามารถยื่นสมัครใจได้ก่อน หากจำนวนผู้สมัครใจยังไม่ครบตามยอดที่กองทัพต้องการในเขตนั้นๆ คณะกรรมการจะดำเนินการให้ผู้ที่เหลือทำการจับสลากใบดำใบแดงต่อไปจนกว่าจะได้จำนวนครบถ้วน
การขอผ่อนผันและข้อยกเว้นต่างๆ
นอกเหนือจากผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ ยังมีกรณีอื่นๆ ที่กฎหมายอนุญาตให้สามารถขอผ่อนผันการเข้ารับการตรวจเลือกได้ เช่น กรณีจำเป็นที่ไม่สามารถมาตรวจเลือกตามกำหนดได้
ขั้นตอนและเงื่อนไขการขอผ่อนผัน
สำหรับชายไทยที่ไม่สามารถเดินทางมาเข้ารับการตรวจเลือกได้ตามวันเวลาที่กำหนด เช่น กรณีกำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศ หรือมีเหตุจำเป็นอื่นๆ สามารถมอบอำนาจให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นผู้ดำเนินการยื่นเรื่องขอผ่อนผันแทนได้ โดยต้องติดต่อที่หน่วยสัสดีเขตหรืออำเภอตามภูมิลำเนาทหาร พร้อมนำเอกสารสำคัญไปประกอบการพิจารณา เช่น ใบสำคัญทหารกองเกิน (สด.9), หมายเรียก (สด.35), และหลักฐานที่แสดงถึงเหตุแห่งความจำเป็นที่ไม่สามารถมาด้วยตนเองได้ การดำเนินการดังกล่าวควรทำล่วงหน้าก่อนถึงวันตรวจเลือก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้พิจารณาและอนุมัติตามระเบียบต่อไป
บทลงโทษทางกฎหมายกรณีไม่ปฏิบัติตาม
การละเลยหรือจงใจหลีกเลี่ยงหน้าที่ในการเกณฑ์ทหารถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ซึ่งมีบทลงโทษที่ชัดเจนและส่งผลกระทบต่ออนาคตได้
การไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือการหลีกเลี่ยงการตรวจเลือกทหารถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีโทษทั้งจำคุกและปรับ ซึ่งอาจส่งผลต่อประวัติและโอกาสในการทำงานในอนาคต
โทษฐานไม่ไปรับหมายเรียก
ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ไม่ไปรับหมายเรียก (สด.35) ภายในกำหนดเวลาที่เจ้าหน้าที่กำหนด จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 300 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โทษฐานหลีกเลี่ยงการตรวจเลือก
สำหรับผู้ที่ได้รับหมายเรียกแล้ว แต่ไม่ไปปรากฏตัวต่อคณะกรรมการตรวจเลือกตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะถูกพิจารณาว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งเป็นความผิดที่มีบทลงโทษรุนแรงกว่า คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| กลุ่มเป้าหมายหลัก | – ชายไทยเกิดปี พ.ศ. 2548 (อายุครบ 21 ปีบริบูรณ์) – ชายไทยอายุ 22-29 ปี ที่ยังไม่เคยผ่านการตรวจเลือก |
| กำหนดการตรวจเลือก | ช่วงเดือนเมษายน 2569 (ตรวจสอบวัน-เวลาที่แน่นอนในหมายเรียก สด.35) |
| เอกสารสำคัญ | หมายเรียก (สด.35), บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน (ฉบับจริง) |
| การผ่อนผัน | นักเรียน/นักศึกษาสามารถยื่นเรื่องผ่านสถานศึกษาเพื่อขอผ่อนผันได้ |
| โทษฐานไม่รับหมายเรียก | จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 300 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| โทษฐานหลีกเลี่ยงการตรวจเลือก | จำคุกไม่เกิน 3 ปี |
สรุปและข้อควรปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อม
การเกณฑ์ทหารในปี 2569 เป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนและข้อกำหนดที่ชัดเจน การเตรียมความพร้อมที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชายไทยที่อยู่ในเกณฑ์ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย ควรเริ่มต้นจากการตรวจสอบคุณสมบัติของตนเองให้แน่ใจว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกหรือไม่ จากนั้นคือการเตรียมเอกสารสำคัญทุกอย่างให้ครบถ้วนและพร้อมใช้งานล่วงหน้า
การทำความเข้าใจในสิทธิ์ของตนเอง เช่น สิทธิ์ในการขอผ่อนผันกรณีศึกษาต่อ หรือการลดหย่อนระยะเวลารับราชการตามวุฒิการศึกษา ก็เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามกำหนดการที่ระบุไว้ในหมายเรียกอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจในขั้นตอนใด ควรติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงจากเจ้าหน้าที่สัสดีเขตหรืออำเภอตามภูมิลำเนาทหารของตนเอง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด การเตรียมตัวที่ดีไม่เพียงแต่ทำให้กระบวนการในวันตรวจเลือกเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองไทยอีกด้วย