Home » สธ. เตือน! ไข้เลือดออกระบาดหนัก-ยอดผู้ป่วยพุ่งสูง






สธ. เตือน! ไข้เลือดออกระบาดหนัก-ยอดผู้ป่วยพุ่งสูง


สธ. เตือน! ไข้เลือดออกระบาดหนัก-ยอดผู้ป่วยพุ่งสูง

สารบัญ

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทยกำลังเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาเตือน! ไข้เลือดออกระบาดหนัก-ยอดผู้ป่วยพุ่งสูงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคชี้ให้เห็นถึงจำนวนผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลต่อระบบสาธารณสุขและเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันป้องกันและควบคุมโรคอย่างจริงจัง

ภาพรวมสถานการณ์ไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค และถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่สภาพอากาศเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุงลาย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันรูปแบบการระบาดมีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพฤติกรรมของประชาชน

  • สถานการณ์น่าเป็นห่วง: จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากไข้เลือดออกในปี 2568 มีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบหลายปีที่ผ่านมา
  • ปัจจัยเร่ง: สภาพอากาศที่แปรปรวน ฤดูฝนที่มาเร็วและยาวนานขึ้น ส่งผลให้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • กลุ่มเสี่ยงหลัก: เด็กวัยเรียนยังคงเป็นกลุ่มที่มีอัตราป่วยสูงสุด แต่พบว่าผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงหากได้รับการวินิจฉัยล่าช้า
  • ความสำคัญของการป้องกัน: การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและการเฝ้าระวังอาการป่วยของตนเองและคนในครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญในการตัดวงจรการระบาด

สถานการณ์การระบาดของไข้เลือดออกในปี 2568

สถานการณ์การระบาดของไข้เลือดออกในปี 2568

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคได้เปิดเผยภาพรวมที่น่ากังวลเกี่ยวกับการระบาดของไข้เลือดออกในปีนี้ โดยตัวเลขสถิติสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การระบาดในปี 2568 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในช่วงฤดูฝน แต่พบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าโรคไข้เลือดออกกำลังจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา

สถิติผู้ป่วยและแนวโน้มที่น่ากังวล

จากรายงานสถานการณ์ล่าสุด พบว่าในช่วงต้นปีจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสมแล้วถึง 5,410 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิต 10 ราย ซึ่งตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงอัตราการติดเชื้อที่สูงตั้งเเต่ช่วงต้นปี เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต สถานการณ์ปี 2566 ถือเป็นการระบาดที่หนักหน่วงในรอบหลายปี โดยมีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 45,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 41 ราย ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงขึ้นและจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกในการควบคุมโรค

กลุ่มประชากรและพื้นที่เสี่ยงสูง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า กลุ่มอายุที่มีอัตราการป่วยสูงสุดคือกลุ่มเด็กวัยเรียน อายุระหว่าง 5–14 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนและชุมชน ทำให้มีความเสี่ยงในการสัมผัสโรคได้ง่าย รองลงมาคือกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น อายุ 15–24 ปี ในขณะที่กลุ่มผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งมักมีภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย และการวินิจฉัยอาจล่าช้าเนื่องจากอาการคล้ายกับโรคอื่น

สำหรับพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงอย่างต่อเนื่องคือจังหวัดในภาคใต้ของประเทศไทย เช่น ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง และนราธิวาส เนื่องจากมีสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของยุงลายอย่างยิ่ง

ปัจจัยสำคัญที่เร่งการระบาดให้รุนแรงขึ้น

การระบาดของไข้เลือดออกที่ทวีความรุนแรงขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยซับซ้อนหลายประการที่ทำงานร่วมกัน การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีฤดูฝนที่มาเร็วกว่าปกติและมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในบางพื้นที่ สภาวะดังกล่าวสร้างแหล่งน้ำขังขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายชั้นดี นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังช่วยเร่งวงจรชีวิตของยุงให้สั้นลง ทำให้ยุงเจริญเติบโตจากลูกน้ำเป็นตัวเต็มวัยได้เร็วขึ้นและเพิ่มจำนวนประชากรยุงลายได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โอกาสในการแพร่เชื้อไวรัสเดงกีเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ภูมิคุ้มกันของประชากรต่อเชื้อไวรัส

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญคือระดับภูมิคุ้มกันของประชากรโดยรวม เชื้อไวรัสเดงกีมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ การเคยติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นตลอดชีวิต แต่อาจป้องกันสายพันธุ์อื่นได้เพียงชั่วคราว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งมีการระบาดน้อย อาจทำให้ประชากรส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กและคนรุ่นใหม่ ขาดภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสบางสายพันธุ์ เมื่อมีการระบาดของสายพันธุ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน จึงทำให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อและป่วยรุนแรงได้ง่ายขึ้น

ทำความรู้จักโรคไข้เลือดออกและอาการที่ต้องสังเกต

การรับมือกับการระบาดของไข้เลือดออกได้อย่างทันท่วงทีนั้น ขึ้นอยู่กับการตระหนักรู้และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว การแยกโรคไข้เลือดออกจากไข้หวัดทั่วไปเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะนำไปสู่การดูแลรักษาที่ถูกต้องและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

อาการสำคัญและสัญญาณอันตราย

อาการเด่นชัดที่สุดของไข้เลือดออกคือ ไข้สูงลอย ซึ่งหมายถึงการมีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-7 วัน โดยที่ยาลดไข้ทั่วไปมักไม่ค่อยได้ผล อาการอื่น ๆ ที่พบร่วมด้วย ได้แก่ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ อาจมีผื่นแดงขึ้นตามลำตัว แขน ขา และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที คือช่วงที่ไข้เริ่มลดลง แต่ผู้ป่วยกลับมีอาการซึมลง อ่อนเพลียมาก ปวดท้องรุนแรง อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ มีเลือดออกตามไรฟันหรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ซึ่งเป็นอาการของภาวะช็อกที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ตารางเปรียบเทียบอาการเบื้องต้นระหว่างไข้เลือดออกและไข้หวัดทั่วไป
อาการ ไข้เลือดออก ไข้หวัดทั่วไป
ลักษณะของไข้ ไข้สูงลอย (สูงเกิน 38.5°C) ต่อเนื่อง 2-7 วัน ไข้ไม่สูงมากนัก มักจะขึ้นๆ ลงๆ
อาการระบบทางเดินหายใจ มักไม่มีอาการไอ หรือมีน้ำมูก มักมีอาการเด่นชัด เช่น ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ
อาการปวด ปวดศีรษะรุนแรง ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อและข้อ ปวดเมื่อยตามตัวเล็กน้อย
ผื่นและจุดเลือดออก อาจพบผื่นแดง หรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไม่พบ
อาการเลือดออกผิดปกติ อาจพบได้ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ไม่พบ

ข้อควรระวังในการใช้ยาเมื่อมีไข้

เรื่องสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำอย่างยิ่งคือการใช้ยาเมื่อมีอาการไข้สูง หากสงสัยว่าอาจเป็นไข้เลือดออก ห้ามซื้อยาลดไข้ในกลุ่มแอสไพรินหรือกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค มารับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านการทำงานของเกล็ดเลือด อาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเลือดออกในอวัยวะภายใน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในผู้ป่วยไข้เลือดออก ยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลดไข้คือ พาราเซตามอล แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

หากมีไข้สูงลอยนานเกิน 2 วัน ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง โดยเฉพาะยากลุ่ม NSAIDs

มาตรการป้องกันและควบคุมการระบาด

การต่อสู้กับการระบาดของไข้เลือดออกต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการออกมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมโรค และภาคประชาชนในการดูแลสภาพแวดล้อมรอบตัวเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญที่สุด

แนวทางจากกรมควบคุมโรค

กรมควบคุมโรคได้รณรงค์ให้ประชาชนยึดหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ซึ่งเป็นมาตรการที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย โดยหลัก 3 เก็บประกอบด้วย:

  1. เก็บบ้าน: จัดเก็บบ้านให้ปลอดโปร่ง โล่งสะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุงลาย
  2. เก็บขยะ: เก็บขยะ เศษภาชนะรอบบ้าน เช่น ขวด กระป๋อง ยางรถยนต์เก่า เพื่อไม่ให้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
  3. เก็บน้ำ: ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด เช่น โอ่ง ตุ่ม ถังน้ำ หรือเปลี่ยนน้ำในภาชนะขนาดเล็ก เช่น แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ ทุก 7 วัน เพื่อตัดวงจรชีวิตของลูกน้ำยุงลาย

การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในครัวเรือน

หัวใจของการป้องกันไข้เลือดออกคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งมักอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ยุงลายเป็นยุงบ้าน ชอบวางไข่ในภาชนะที่มีน้ำนิ่งและใส ดังนั้น การสำรวจรอบบ้านและในบ้านอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ควรเทน้ำทิ้งจากจานรองกระถางต้นไม้ เปลี่ยนน้ำในแจกันบูชาพระทุกสัปดาห์ คว่ำภาชนะที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อไม่ให้มีน้ำขัง และอาจใช้ทรายอะเบทใส่ในตุ่มน้ำหรือภาชนะเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถปิดฝาได้ นอกจากนี้ การป้องกันตนเองไม่ให้ยุงกัด เช่น การนอนในมุ้ง การทายากันยุง หรือการสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาว ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงได้

อนาคตของการป้องกันไข้เลือดออก

นอกจากการป้องกันและควบคุมยุงลายแล้ว การพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ ทางการแพทย์ โดยเฉพาะวัคซีน ก็เป็นความหวังสำคัญในการต่อสู้กับโรคไข้เลือดออกในระยะยาว ปัจจุบันมีความพยายามในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนไข้เลือดออกรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพครอบคลุมเชื้อไวรัสเดงกีได้ทุกสายพันธุ์และมีความปลอดภัยสูงสุด

วัคซีนรุ่นเดิมที่เคยมีใช้นั้นมีข้อจำกัดบางประการ เนื่องจากเชื้อไวรัสเดงกีมี 4 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน การสร้างวัคซีนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อทุกสายพันธุ์ได้อย่างสมดุลจึงเป็นเรื่องท้าทาย อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งออกแบบมาให้ครอบคลุมเชื้อไวรัสได้กว้างขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากไข้เลือดออกได้ในอนาคต แต่ในระหว่างนี้ การป้องกันตนเองและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

บทสรุปและแนวทางการรับมือ

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า สถานการณ์การระบาดของไข้เลือดออกในปี 2568 นั้นอยู่ในภาวะที่น่ากังวลและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ สธ. ออกมาเตือน! ไข้เลือดออกระบาดหนัก-ยอดผู้ป่วยพุ่งสูง เป็นการส่งสัญญาณให้สังคมตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาและร่วมมือกันรับมืออย่างจริงจัง การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและปัจจัยด้านภูมิคุ้มกันของประชากร ทำให้การระบาดมีความซับซ้อนและอาจยาวนานกว่าในอดีต

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชาชนคือการป้องกันตนเองและครอบครัว เริ่มต้นจากการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การสังเกตอาการป่วยอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูงเกิน 2 วันโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ความร่วมมือของทุกคนในสังคมจะเป็นพลังสำคัญในการควบคุมการระบาดและลดการสูญเสียจากโรคไข้เลือดออกให้ได้มากที่สุด