ปลายฝนต้นหนาว! 7 โรคฮิตที่ต้องระวังก่อนเข้าหน้าหนาว
เมื่อสายฝนเริ่มซาลงและลมหนาวเริ่มเข้ามาทักทาย เป็นสัญญาณของช่วงเวลา “ปลายฝนต้นหนาว” ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศมีความแปรปรวนสูง การปรับตัวของร่างกายต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอาจส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เปิดโอกาสให้เชื้อโรคต่างๆ เติบโตและแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บที่มักเกิดขึ้นในช่วงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมและดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูจากฝนสู่หนาวเป็นช่วงที่อากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิที่ลดลง ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิด
- กลุ่มโรคที่พบบ่อยครอบคลุมทั้งระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม และระบบทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วง รวมถึงโรคติดเชื้อในเด็กอย่างมือ เท้า ปาก
- กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บป่วยรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
- การป้องกันโรคสามารถทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยที่ดี สร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และการรับวัคซีนตามคำแนะนำทางการแพทย์
- การสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายและรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการน่าสงสัยเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ ปลายฝนต้นหนาว! 7 โรคฮิตที่ต้องระวังก่อนเข้าหน้าหนาว เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง โดยจะอธิบายถึงสาเหตุ อาการ และวิธีการป้องกันของแต่ละโรคอย่างละเอียด เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนฤดูนี้ไปได้อย่างมีสุขภาพดีและแข็งแรง
ช่วงรอยต่อของฤดูกาล โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนที่ชุ่มชื้นไปสู่ต้นฤดูหนาวที่อากาศเริ่มเย็นและแห้ง เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องปรับตัวอย่างหนัก อุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วและความชื้นในอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ บุคคลทั่วไปจึงมีแนวโน้มที่จะเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็กซึ่งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ผู้สูงอายุที่ร่างกายเสื่อมถอยตามวัย และผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคหอบหืด หรือโรคหัวใจ หน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างกรมควบคุมโรคจึงมักออกมาเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังสุขภาพเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้ของทุกปี
ทำไมช่วงรอยต่อฤดูจึงมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยสูง
ปัจจัยหลักที่ทำให้ช่วงปลายฝนต้นหนาวเป็นช่วงเวลาแห่งความเสี่ยงด้านสุขภาพมาจากหลายสาเหตุประกอบกัน ประการแรกคือ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ในตอนกลางวันอาจมีแดดจัดและอากาศร้อน แต่ในช่วงกลางคืนและตอนเช้าอุณหภูมิจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ส่งผลกระทบต่อกลไกการควบคุมอุณหภูมิและระบบภูมิคุ้มกัน
ประการที่สองคือ สภาวะที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค เชื้อไวรัสหลายชนิด โดยเฉพาะกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นในสภาพอากาศที่เย็นและมีความชื้นต่ำ นอกจากนี้ การที่ผู้คนมักใช้เวลาอยู่ภายในอาคารที่ปิดมิดชิดเพื่อหลีกเลี่ยงอากาศหนาว ยังเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อจากคนสู่คนผ่านการไอหรือจามได้ง่ายขึ้น
ประการสุดท้ายคือ พฤติกรรมส่วนบุคคล การละเลยการดูแลสุขภาพ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือการสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ให้ความอบอุ่นเพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น
เจาะลึก 7 กลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
กรมควบคุมโรคและหน่วยงานสาธารณสุขได้สรุปกลุ่มโรคที่มักระบาดและควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งครอบคลุมโรคติดเชื้อหลากหลายประเภท ดังนี้
1. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ซึ่งแพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคแล้วมาสัมผัสใบหน้า อาการของไข้หวัดใหญ่มักจะรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
อาการเด่น: มีไข้สูงเฉียบพลัน (38 องศาเซลเซียสขึ้นไป) หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อ่อนเพลียมาก ไอแห้ง และเจ็บคอ ในเด็กอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย ความรุนแรงของโรคอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย เช่น ปอดบวม หรือหลอดลมอักเสบ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง
2. โรคปอดบวม (Pneumonia)
โรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ คือภาวะการอักเสบของเนื้อปอด ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส โรคนี้อาจเกิดขึ้นได้เองหรือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาจากโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคหัด โดยเฉพาะเมื่อร่างกายอ่อนแอ อากาศที่เย็นและแห้งในช่วงต้นหนาวอาจทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจระคายเคืองและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
อาการเด่น: มีไข้สูง ไอมีเสมหะ หายใจหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ ในผู้สูงอายุอาจมีอาการซึมหรือสับสนเป็นอาการนำ การติดเชื้ออาจรุนแรงจนถึงขั้นระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที
3. โรคไข้หวัดธรรมดา (Common Cold)
แม้ว่าไข้หวัดธรรมดาจะมีความรุนแรงน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่ แต่ก็เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดจากเชื้อไวรัสได้หลายชนิด เช่น ไรโนไวรัส (Rhinovirus) หรือโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรง ติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
อาการเด่น: อาการจะค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากครั่นเนื้อครั่นตัว มีน้ำมูกใส จาม คัดจมูก และเจ็บคอ อาจมีไข้ต่ำๆ แต่ไม่สูงเท่าไข้หวัดใหญ่ และไม่ค่อยมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรง โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นและหายได้เองภายใน 7-10 วัน
4. โรคหอบหืด (Asthma)
สำหรับผู้ที่มีโรคหอบหืดเป็นโรคประจำตัว อากาศที่เย็นและแห้งในช่วงปลายฝนต้นหนาวถือเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้อาการกำเริบได้ง่าย อากาศเย็นจะทำให้หลอดลมเกิดการหดเกร็งและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการไอ หายใจลำบาก และมีเสียงวี้ดในทรวงอก
การจัดการ: ผู้ป่วยโรคหอบหืดควรดูแลรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศเย็นโดยตรง และพกยาพ่นขยายหลอดลมติดตัวไว้ตลอดเวลา หากมีอาการกำเริบบ่อยครั้งหรือรุนแรงขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับแผนการรักษา
5. โรคติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus)
ไวรัส RSV เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เชื้อนี้สามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ตั้งแต่หลอดลมอักเสบไปจนถึงปอดบวม การระบาดมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูหนาว
อาการของ RSV ในเด็กเล็กมักเริ่มคล้ายไข้หวัดธรรมดา คือมีไข้ ไอ และมีน้ำมูก แต่ต่อมาอาจมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงวี้ด และตัวเขียว ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
6. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Diarrhea)
โรคอุจจาระร่วงมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น โรตาไวรัส หรือโนโรไวรัส ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น แม้จะดูเหมือนเป็นโรคของฤดูร้อน แต่ความชื้นจากฝนที่ตกค้างและการปนเปื้อนของเชื้อโรคในแหล่งน้ำและอาหารยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในช่วงนี้ การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาดอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
อาการเด่น: ถ่ายเหลวเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ร่วมด้วย สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลคือการป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยการดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) ทดแทน
7. โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease)
เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล การระบาดมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนและต่อเนื่องมาถึงต้นฤดูหนาว เชื้อแพร่กระจายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ป่วย
อาการเด่น: มีไข้ มีแผลในปาก (ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส) และมีผื่นหรือตุ่มน้ำที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น เด็กจะมีอาการเจ็บปากและรับประทานอาหารได้น้อยลง แม้ส่วนใหญ่โรคจะไม่รุนแรง แต่ผู้ปกครองควรเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางสายพันธุ์
โรคอื่นๆ ที่ควรจับตา: โรคหัด (Measles)
นอกจาก 7 โรคข้างต้นแล้ว โรคหัดก็เป็นอีกโรคที่ต้องเฝ้าระวัง เป็นโรคไข้ออกผื่นที่เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางอากาศ อาการคือมีไข้สูง ไอ มีน้ำมูก ตาแดง และมีผื่นขึ้นทั่วตัว ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงคือปอดบวมและสมองอักเสบ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ให้ครบตามกำหนด
ตารางเปรียบเทียบภาพรวมโรคที่พบบ่อยในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง
| โรค | อาการเด่น | กลุ่มเสี่ยงหลัก |
|---|---|---|
| ไข้หวัดใหญ่ | ไข้สูงเฉียบพลัน, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรง, อ่อนเพลียมาก | เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ, ผู้มีโรคประจำตัว, หญิงตั้งครรภ์ |
| ปอดบวม | ไข้สูง, ไอมีเสมหะ, หายใจหอบเหนื่อย, เจ็บหน้าอก | ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่, ผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง |
| ไข้หวัดธรรมดา | น้ำมูก, จาม, เจ็บคอ, ไข้ต่ำๆ, อาการค่อยเป็นค่อยไป | ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่พักผ่อนน้อย |
| ไวรัส RSV | ไข้, ไอ, น้ำมูก, หายใจหอบเหนื่อยมีเสียงวี้ด (ในเด็ก) | เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี, ทารกคลอดก่อนกำหนด |
| อุจจาระร่วง | ถ่ายเหลวเป็นน้ำ, ปวดท้อง, คลื่นไส้, อาเจียน | ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่หยิบของเข้าปาก |
| มือ เท้า ปาก | มีไข้, แผลในปาก, ตุ่มน้ำใสที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า | เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี |
แนวทางการป้องกันโรคเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง
การป้องกันโรคในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ การปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดีและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงสามารถลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ
หลักปฏิบัติเพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล
- ล้างมือบ่อยๆ: ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70% ขึ้นไป โดยเฉพาะหลังการไอ จาม ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมากับมือ
- สวมหน้ากากอนามัย: เมื่อต้องเข้าไปในพื้นที่แออัด หรือเมื่อมีอาการป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันการรับและแพร่กระจายเชื้อ
- ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น: เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า เพื่อลดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเชื้อโรค
- ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม: ควรใช้กระดาษทิชชูหรือข้อพับแขนด้านในแทนการใช้ฝ่ามือ เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของละอองฝอย
การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- รักษาร่างกายให้อบอุ่น: สวมใส่เสื้อผ้าที่หนาพอเหมาะ โดยเฉพาะในช่วงเช้าและกลางคืนที่มีอากาศเย็น การสวมเสื้อกันหนาวหรือผ้าพันคอจะช่วยป้องกันร่างกายจากการสูญเสียความร้อน
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นการรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และสะอาด เพื่อเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
- พักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน จะช่วยให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย
การจัดการสภาพแวดล้อมและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
- หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด: ในช่วงที่มีการระบาดของโรค ควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือตลาด เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ
- ทำความสะอาดที่อยู่อาศัย: ดูแลทำความสะอาดบ้านและของใช้ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรค: การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรค โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนที่จำเป็นอื่นๆ ด้วย
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
บุคคลบางกลุ่มมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนจากการเจ็บป่วยในช่วงปลายฝนต้นหนาวได้มากกว่าคนทั่วไป จึงจำเป็นต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด
- เด็กเล็ก: ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงสูง ผู้ปกครองควรดูแลเรื่องความอบอุ่น สุขอนามัย และสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด
- ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป): ร่างกายที่เสื่อมถอยตามวัยและมักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย ทำให้เมื่อติดเชื้อแล้วอาจฟื้นตัวได้ช้าและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว: ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอด หรือโรคไต มีความเสี่ยงสูงที่อาการของโรคประจำตัวจะกำเริบหรือแย่ลงเมื่อมีการติดเชื้อแทรกซ้อน
- หญิงตั้งครรภ์: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันในระหว่างตั้งครรภ์ทำให้มีความเสี่ยงต่อไข้หวัดใหญ่และภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
บทสรุป: เตรียมความพร้อมเพื่อสุขภาพดีตลอดฤดูกาล
ช่วงเวลาปลายฝนต้นหนาวนำมาซึ่งบรรยากาศที่เย็นสบาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ 7 กลุ่มโรคฮิตที่มักระบาด ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม RSV หรือโรคมือ เท้า ปาก ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการป้องกัน
หัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงคือการป้องกันเชิงรุก ซึ่งประกอบด้วยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงผ่านการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ และการออกกำลังกาย รวมถึงการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ การเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดโอกาสในการเจ็บป่วยของตนเอง แต่ยังเป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่บุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวและสังคมอีกด้วย หากมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่าติดเชื้อ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องต่อไป