Home » ส่อง 5 เทรนด์เด่น Paris Fashion Week S/S 26 ที่ต้องรู้

ส่อง 5 เทรนด์เด่น Paris Fashion Week S/S 26 ที่ต้องรู้

สารบัญ

เมื่อพูดถึงเวทีแฟชั่นระดับโลกที่กำหนดทิศทางเทรนด์ในแต่ละฤดูกาล ชื่อของ Paris Fashion Week ย่อมปรากฏขึ้นเป็นอันดับแรกเสมอ และสำหรับฤดูกาล Spring/Summer 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น วงการแฟชั่นทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อรอชมวิสัยทัศน์ใหม่ๆ จากเหล่าดีไซเนอร์ชั้นนำ บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และ ส่อง 5 เทรนด์เด่น Paris Fashion Week S/S 26 ที่ต้องรู้ ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นกระแสหลักและมีอิทธิพลต่อสไตล์การแต่งตัวของผู้คนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน

  • ความสบายที่สวมใส่ได้จริง: เทรนด์ที่เน้นเสื้อผ้าสวมใส่สบายแต่ยังคงความมีสไตล์ ด้วยการตัดเย็บที่เฉียบคมและการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง
  • การกลับมาของโครงสร้างสุดเนี้ยบ: การตัดเย็บแบบเทเลอร์ริ่งที่คมกริบและโครงไหล่ที่โดดเด่น (Statement Shoulders) กลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง สะท้อนถึงความหรูหราและความคลาสสิก
  • แฟชั่นแห่งความยั่งยืน: กระแสความยั่งยืนทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากการนำเสนอผลงานที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล และการให้ความสำคัญกับแฟชั่นหมุนเวียน (Circular Fashion)
  • ประกายเมทัลลิกและโลกอนาคต: รองเท้าและแอคเซสเซอรี่ที่มีพื้นผิวเมทัลลิกหรือสะท้อนแสง กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มความล้ำสมัยและน่าสนใจให้กับทุกลุค
  • การบูรณาการโลกดิจิทัล: การผสมผสานระหว่างรันเวย์จริงและประสบการณ์ดิจิทัลผ่านเทคโนโลยี AR และ NFT กำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้ชมทั่วโลกเข้าถึงและมีส่วนร่วมกับแฟชั่นวีค

ภาพรวมของ Paris Fashion Week Spring/Summer 2026

Paris Fashion Week หรือ ปารีสแฟชั่นวีค ถือเป็นหนึ่งในสี่งานแฟชั่นวีคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ควบคู่ไปกับนิวยอร์ก ลอนดอน และมิลาน แต่ปารีสแฟชั่นวีคมักถูกยกให้เป็นเวทีปิดท้ายที่สำคัญที่สุด ซึ่งเหล่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่และดีไซเนอร์ระดับตำนานจะมาบรรจบกันเพื่อนำเสนอคอลเลกชันล่าสุด สำหรับฤดูกาล Spring/Summer 2026 มีกำหนดการจัดขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 29 กันยายน ถึง 7 ตุลาคม 2025 โดยจะเป็นการรวมตัวของทั้งโชว์บนรันเวย์จริงและการนำเสนอในรูปแบบดิจิทัล เพื่อตอบสนองต่อผู้ชมทั่วโลกในยุคใหม่

ความสำคัญของงานนี้ไม่ได้อยู่แค่การจัดแสดงเสื้อผ้าสวยงาม แต่ยังเป็นการประกาศทิศทางของอุตสาหกรรมแฟชั่นในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า เทรนด์ที่เกิดขึ้นบนรันเวย์ปารีส ไม่ว่าจะเป็นสีสัน, ซิลูเอต, เนื้อผ้า หรือแม้แต่สไตล์การแต่งหน้าทำผม จะถูกนำไปปรับใช้โดยแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่ระดับไฮเอนด์ไปจนถึงสตรีทแฟชั่น ดังนั้น การทำความเข้าใจเทรนด์เหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น ครีเอทีฟ รวมถึงผู้ที่สนใจในการแต่งตัวและต้องการอัปเดตสไตล์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

เจาะลึก 5 เทรนด์หลักที่คาดว่าจะกำหนดทิศทางแฟชั่นโลก

เจาะลึก 5 เทรนด์หลักที่คาดว่าจะกำหนดทิศทางแฟชั่นโลก

จากข้อมูลและการวิเคราะห์เบื้องต้นของคอลเลกชันที่จัดแสดงใน Paris Fashion Week S/S 26 สามารถสรุปแนวโน้มหลักที่น่าจับตามองได้ 5 ประการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไลฟ์สไตล์ และเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อวิธีคิดและการสร้างสรรค์ในโลกแฟชั่น

1. ความสบายที่มาพร้อมสไตล์ (Comfortable yet Stylish)

เทรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความสบายในการสวมใส่ยังคงเป็นหัวใจหลัก แต่ในฤดูกาล S/S 26 นี้ ได้รับการยกระดับให้มีความหรูหราและมีสไตล์มากขึ้น เส้นแบ่งระหว่างเสื้อผ้าลำลอง (Casual Wear) และเสื้อผ้าทำงาน (Smart Wear) กำลังจะเลือนลางลงไปอย่างสิ้นเชิง

คำจำกัดความ: เทรนด์นี้คือการนำเสนอเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่ายในชีวิตประจำวัน แต่ยังคงไว้ซึ่งการตัดเย็บที่ประณีตและซิลูเอตที่สวยงาม ไม่ใช่แค่การใส่เสื้อยืดกับกางเกงวอร์มธรรมดา แต่เป็นการเลือกใช้ไอเท็มที่ดูผ่อนคลายแต่มีดีเทลที่น่าสนใจ

ตัวอย่างที่เห็นบนรันเวย์: หนึ่งในไอเท็มเด่นคือ “กางเกงจ็อกเกอร์ที่ตัดเย็บอย่างดี” (Well-cut Joggers) ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างกางเกงวอร์มและกางเกงสแล็ค สามารถใส่คู่กับเบลเซอร์เพื่อลุคกึ่งทางการ หรือใส่กับเสื้อฮู้ดดี้เพื่อลุคที่ผ่อนคลายในวันหยุด นอกจากนี้ เสื้อฮู้ดดี้ เองก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีลายพิมพ์ที่เป็นเอกลักษณ์ (Original Prints) และผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ทำให้มันกลายเป็นไอเท็มที่แสดงออกถึงตัวตนได้มากกว่าแค่เสื้อผ้าใส่กันหนาวธรรมดา

บริบทตลาดและการประยุกต์ใช้: เทรนด์นี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคปัจจุบันที่ต้องการความคล่องตัวและความหลากหลายในการใช้งาน เสื้อผ้าชิ้นเดียวสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับหลายสถานการณ์ได้ ตั้งแต่การทำงานที่บ้าน ประชุมออนไลน์ ไปจนถึงการออกไปพบปะเพื่อนฝูง สำหรับตลาดในประเทศไทย เทรนด์นี้สามารถปรับใช้ได้ง่าย เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ทำให้เสื้อผ้าที่โปร่งสบายและไม่เป็นทางการจนเกินไปเป็นที่ต้องการอยู่แล้ว การเลือกไอเท็มที่มีการตัดเย็บที่ดีและมีดีไซน์จะช่วยยกระดับสไตล์สตรีทให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น

2. โครงสร้างสุดเนี้ยบและ Statement Shoulders

ในขณะที่เทรนด์ความสบายกำลังมาแรง อีกด้านหนึ่งของสเปกตรัมแฟชั่นคือการหวนคืนสู่ความคลาสสิกและความสง่างามผ่านงานเทเลอร์ริ่งที่เฉียบคม ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ระดับตำนานของปารีสเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

การผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งของโครงสร้างเสื้อผ้าและความอ่อนโยนแบบเฟมินีน คือหัวใจหลักของเทรนด์นี้ ซึ่งเป็นการนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่มั่นใจและทรงพลัง

คำจำกัดความ: เทรนด์นี้เน้นไปที่เสื้อผ้าที่มีโครงสร้างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณไหล่ที่ถูกออกแบบให้กว้างและดูโดดเด่น (Statement Shoulders) ควบคู่ไปกับการตัดเย็บชุดสูทที่คมกริบและเข้ารูปอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัย

ตัวอย่างที่เห็นบนรันเวย์: แบรนด์ใหญ่อย่าง Chanel, Dior, และ Saint Laurent ยังคงเป็นผู้นำในการนำเสนอเทรนด์นี้ จะเห็นได้จากเบลเซอร์และแจ็คเก็ตที่มีการเสริมไหล่ให้ดูสง่างามแต่ไม่เทอะทะ ชุดสูททั้งแบบกางเกงและกระโปรงที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีต แสดงให้เห็นถึงทักษะชั้นสูงของช่างฝีมือ เทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชุดทำงาน แต่ยังถูกนำไปปรับใช้กับชุดเดรสและเสื้อโค้ทอีกด้วย

บริบทตลาดและการประยุกต์ใช้: การกลับมาของ Power Dressing สะท้อนถึงความต้องการเสื้อผ้าที่สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพ ในยุคที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในทุกวงการ เสื้อผ้าที่มีโครงสร้างชัดเจนจึงเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความแข็งแกร่งและความเป็นผู้นำ สำหรับการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อาจเริ่มต้นด้วยการเลือกเบลเซอร์ที่มีโครงไหล่สวยๆ สักตัว มาสวมทับเสื้อยืดเรียบๆ กับกางเกงยีนส์ ก็สามารถเปลี่ยนลุคธรรมดาให้ดูมีสไตล์และน่าเชื่อถือขึ้นได้ทันที

3. รองเท้าเมทัลลิกสะท้อนแสง (Futuristic Footwear)

ในส่วนของแอคเซสเซอรี่ เทรนด์รองเท้าสำหรับ S/S 26 มุ่งหน้าไปสู่อนาคตด้วยการใช้วัสดุที่มีความแวววาวและสะท้อนแสง ทำให้รองเท้ากลายเป็นจุดเด่นที่สามารถยกระดับการแต่งตัวทั้งหมดได้

คำจำกัดความ: เทรนด์นี้คือการใช้สีเมทัลลิก เช่น สีเงิน สีทอง หรือสีรุ้ง (Iridescent) กับรองเท้าหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่รองเท้าส้นสูง รองเท้าบูท ไปจนถึงรองเท้าผ้าใบ เพื่อสร้างลุคที่ดูทันสมัย ล้ำยุค และแฝงไปด้วยความหรูหรา

ตัวอย่างที่เห็นบนรันเวย์: บนรันเวย์ปารีส เราได้เห็นการนำเสนอรองเท้าบูทสีเงินเมทัลลิกที่แมตช์กับชุดเดรสเรียบๆ เพื่อสร้างคอนทราสต์ที่น่าสนใจ หรือรองเท้าส้นสูงสีทองที่เพิ่มความแกลมให้กับชุดสูทสีดำล้วน นอกจากนี้ รองเท้าผ้าใบที่มีดีเทลสะท้อนแสงก็เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ถูกนำเสนอ เพื่อตอบโจทย์สตรีทสไตล์ที่ต้องการความโดดเด่น

บริบทตลาดและการประยุกต์ใช้: รองเท้าเมทัลลิกเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มความน่าสนใจให้กับการแต่งตัวโดยไม่ต้องพยายามมากเกินไป มันสามารถเปลี่ยนชุดที่ดูเรียบง่ายให้กลายเป็นลุคสำหรับไปงานปาร์ตี้ได้ในทันที ในประเทศไทย ซึ่งผู้คนชื่นชอบการแต่งตัวที่มีสีสันและลูกเล่น รองเท้าเมทัลลิกจึงเป็นไอเท็มที่คาดว่าจะได้รับความนิยมอย่างสูง สามารถนำมาแมตช์ได้ทั้งกับลุคกลางวันและกลางคืนได้อย่างลงตัว

4. แฟชั่นยั่งยืนและกลิ่นอายวินเทจ (Sustainability and Vintage)

กระแสความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่น Paris Fashion Week S/S 26 จึงสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน ผ่านการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในทุกมิติ

คำจำกัดความ: เทรนด์นี้ครอบคลุมแนวคิดที่หลากหลาย ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, การนำเสนอเสื้อผ้าวินเทจและผลงานจากคลัง lưu trữ (Archival Pieces), ไปจนถึงการสนับสนุนโมเดลธุรกิจแบบหมุนเวียน เช่น การเช่า (Rental) และการขายต่อ (Resale)

ตัวอย่างที่เห็นบนรันเวย์และสตรีทสไตล์: หลายแบรนด์เริ่มนำเสนอความโปร่งใสในกระบวนการผลิตและที่มาของวัตถุดิบมากขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือเทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนรันเวย์ แต่ยังแพร่หลายไปยังสไตล์การแต่งตัวของผู้ที่มาร่วมงาน (Attendees) ด้วย หลายคนเลือกสวมใส่ชุดวินเทจจากดีไซเนอร์ระดับตำนาน เพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนแฟชั่นที่ยั่งยืนและสร้างความโดดเด่นท่ามกลางสื่อมวลชน

บริบทตลาดและการประยุกต์ใช้: ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ให้ความสำคัญกับจริยธรรมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของแบรนด์ที่พวกเขาเลือกสนับสนุน ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับตัว เทรนด์นี้ส่งเสริมให้ผู้คนมองหาเสื้อผ้ามือสองที่มีคุณภาพ, สนับสนุนธุรกิจเช่าชุด, และเรียนรู้ที่จะซ่อมแซมเสื้อผ้าเก่าแทนการซื้อใหม่ตลอดเวลา ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะแฟชั่น แต่ยังเป็นการสร้างสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์และไม่ซ้ำใครอีกด้วย

5. นวัตกรรมดิจิทัลและการผสมผสานโลกเสมือน

เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์แฟชั่นวีคไปอย่างสิ้นเชิง รูปแบบการจัดงานแบบผสมผสาน (Hybrid Format) ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ช่วยให้แฟชั่นเข้าถึงผู้คนได้กว้างขวางขึ้น

คำจำกัดความ: เทรนด์นี้คือการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับแฟชั่นโชว์แบบดั้งเดิม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชมทั่วโลก ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม

ตัวอย่างที่เห็นในวงการ: แบรนด์ต่างๆ เริ่มใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ในการนำเสนอคอลเลกชัน ซึ่งผู้ชมสามารถใช้สมาร์ทโฟนเพื่อดูโมเดล 3 มิติของเสื้อผ้าได้ในสภาพแวดล้อมจริงของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสรรค์แฟชั่นในรูปแบบดิจิทัลที่ไม่สามารถจับต้องได้ หรือ NFTs (Non-Fungible Tokens) ซึ่งกลายเป็นของสะสมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและเทคโนโลยี การถ่ายทอดสดโชว์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์พร้อมมุมมองพิเศษที่ไม่สามารถเห็นได้จากการชมในสถานที่จริง ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ชมทั่วโลก

บริบทตลาดและการประยุกต์ใช้: การผสมผสานโลกจริงและโลกเสมือนกำลังจะกลายเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น มันเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรงและสร้างชุมชนออนไลน์ที่แข็งแกร่ง สำหรับผู้บริโภค นี่คือโอกาสในการเข้าถึงแฟชั่นระดับโลกได้ง่ายขึ้น และยังมีส่วนร่วมกับแบรนด์ที่ชื่นชอบในรูปแบบใหม่ๆ ที่นอกเหนือไปจากการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว

อิทธิพลของเซเลบริตี้ในแฟชั่นวีคยุคใหม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในองค์ประกอบที่สร้างสีสันและมูลค่าสื่อมหาศาลให้กับแฟชั่นวีคคือการปรากฏตัวของเหล่าเซเลบริตี้, ศิลปิน, และอินฟลูเอนเซอร์จากทั่วโลก ใน Paris Fashion Week S/S 26 ก็เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลของศิลปินจากเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จากข้อมูลล่าสุดในช่วง Men’s Paris Fashion Week S/S 26 ที่ผ่านมา ศิลปินไทยอย่าง มาย – ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และ อาโป – ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 5 อันดับแรกของผู้ที่สร้างผลกระทบทางสื่อ (Media Impact Value) สูงสุด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของฐานแฟนคลับและอิทธิพลของพวกเขาในเวทีแฟชั่นระดับโลก การที่แบรนด์ลักซ์ชัวรีต่างเชิญศิลปินไทยเข้าร่วมงานในฐานะแขกคนสำคัญ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างกระแสในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดตลาดและสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติอีกด้วย

บทสรุป: ทิศทางแฟชั่นปี 2026 และอนาคต

โดยสรุปแล้ว Paris Fashion Week S/S 26 ได้นำเสนอภาพอนาคตของแฟชั่นที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นการเดินทางที่สมดุลระหว่างขั้วตรงข้าม: ความสบายที่มาพร้อมกับความหรูหรา, ความคลาสสิกที่ผสมผสานกับความล้ำสมัย, และโลกทางกายภาพที่เชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลอย่างลงตัว

เทรนด์ทั้ง 5 ประการที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้าที่สวมใส่สบายแต่มีสไตล์, โครงสร้างสุดเนี้ยบและ Statement Shoulders, รองเท้าเมทัลลิกสะท้อนแสง, กระแสแฟชั่นยั่งยืนและวินเทจ, และ การบูรณาการนวัตกรรมดิจิทัล ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อนขึ้น สำหรับผู้ที่รักในแฟชั่น การติดตามและทำความเข้าใจเทรนด์เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการนำไปปรับใช้เพื่อสร้างสรรค์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์และก้าวทันโลกอยู่เสมอ