โค้งสุดท้าย! 5 วิธีลดหย่อนภาษี 2568 ที่ต้องรีบทำ
เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีภาษี 2568 การวางแผนภาษีถือเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือฟรีแลนซ์ การทำความเข้าใจและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างเต็มศักยภาพจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มเงินออมในกระเป๋าได้ การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญสู่การบริหารจัดการเงินที่มีประสิทธิภาพ
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษี
- ค่าลดหย่อนพื้นฐาน: สิทธิลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้มีเงินได้ทุกคนควรตรวจสอบและใช้ให้ครบถ้วน ทั้งค่าลดหย่อนส่วนตัว คู่สมรส และบุตร
- การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี: กองทุน SSF, RMF, และ Thai ESG เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ให้ประโยชน์สองต่อ คือการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวและสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปัจจุบัน
- ค่าใช้จ่ายด้านความคุ้มครอง: เบี้ยประกันชีวิตและเงินสมทบประกันสังคมเป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระและสร้างความมั่นคงทางการเงิน
- สิทธิประโยชน์จากการบริโภค: โครงการที่สนับสนุนการใช้ e-Tax Invoice และ e-Receipt มอบสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด
- ความสำคัญของการวางแผน: การวางแผนภาษีล่วงหน้าช่วยให้สามารถจัดสรรเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม ทำให้ใช้สิทธิลดหย่อนได้ครบตามเกณฑ์และเกิดประโยชน์สูงสุด
การวางแผนเพื่อใช้ โค้งสุดท้าย! 5 วิธีลดหย่อนภาษี 2568 ที่ต้องรีบทำ เป็นเรื่องที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินทุกคนควรให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นกลไกที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระภาษี การศึกษาเงื่อนไขของแต่ละรายการลดหย่อนอย่างละเอียดจะช่วยให้สามารถเลือกใช้สิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินและเป้าหมายชีวิตของแต่ละบุคคลได้มากที่สุด การดำเนินการในช่วงปลายปีจึงเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทบทวนและจัดการรายการต่างๆ ให้ครบถ้วนก่อนสิ้นสุดรอบปีภาษี
ความสำคัญของการวางแผนภาษีในช่วงปลายปี
การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นหน้าที่ของพลเมืองผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด การวางแผนภาษีจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารการเงินส่วนบุคคลอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้เสียภาษีสามารถประเมินรายได้ทั้งปีของตนเองได้อย่างแม่นยำ และเป็นโอกาสสุดท้ายในการดำเนินการเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนต่างๆ ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายอนุญาต
สำหรับมนุษย์เงินเดือนและกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ การวางแผนภาษีที่ดีจะส่งผลโดยตรงต่อจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ หรืออาจทำให้ได้รับเงินคืนภาษีเพิ่มขึ้น เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้สามารถนำไปต่อยอดการลงทุน สร้างสภาพคล่อง หรือใช้จ่ายเพื่อเป้าหมายอื่นๆ ในชีวิตได้ การละเลยการวางแผนในช่วงเวลานี้อาจหมายถึงการสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางการเงินที่ควรจะได้รับไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น การสละเวลาเพื่อทบทวนและจัดการเรื่องภาษีในช่วงโค้งสุดท้ายของปีจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับอนาคตทางการเงิน
เจาะลึก 5 วิธีลดหย่อนภาษี 2568 ที่ต้องรีบทำ
เพื่อให้การวางแผนภาษีเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขของแต่ละรายการลดหย่อนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อไปนี้คือการเจาะลึก 5 วิธีลดหย่อนภาษีที่สำคัญซึ่งควรได้รับการพิจารณาและดำเนินการก่อนสิ้นปีภาษี 2568
1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว: สิทธิพื้นฐานที่ต้องใช้
กลุ่มค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัวเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่กรมสรรพากรมอบให้แก่ผู้เสียภาษีทุกคนโดยอัตโนมัติและตามเงื่อนไขสถานะครอบครัว การตรวจสอบและใช้สิทธิ์ในส่วนนี้ให้ครบถ้วนจึงเป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในการวางแผนภาษี
ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัวถือเป็นฐานในการคำนวณภาษี การใช้สิทธิ์ในส่วนนี้อย่างถูกต้องจะช่วยลดเงินได้สุทธิลงได้อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น
ค่าลดหย่อนส่วนตัว: ผู้มีเงินได้ทุกคนสามารถหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้ทันที 60,000 บาท โดยไม่ต้องมีเอกสารหรือเงื่อนไขใดๆ เพิ่มเติม สิทธินี้เป็นสิทธิพื้นฐานสำหรับผู้ยื่นภาษีทุกคน
ค่าลดหย่อนคู่สมรส: ในกรณีที่ผู้ยื่นภาษีมีคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและคู่สมรสไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีนั้นๆ หรือเลือกยื่นภาษีร่วมกัน สามารถหักลดหย่อนสำหรับคู่สมรสได้อีก 60,000 บาท เงื่อนไขสำคัญคือความเป็นสามีภรรยาต้องเป็นไปตามกฎหมายตลอดปีภาษีนั้น หากมีการสมรสหรือหย่าร้างระหว่างปี จะไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้ หากคู่สมรสมีเงินได้และเลือกยื่นภาษีร่วมกัน จะสามารถรวมสิทธิลดหย่อนส่วนตัวของทั้งสองคนได้เป็น 120,000 บาท
ค่าลดหย่อนบุตร: สำหรับผู้เสียภาษีที่มีบุตร การลดหย่อนส่วนนี้มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาตามจำนวนและสถานะของบุตร ดังนี้
- เงื่อนไขของบุตร: บุตรต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี หรือหากอายุระหว่าง 20-25 ปี จะต้องกำลังศึกษาอยู่ในระดับอนุปริญญา (ปวส.) หรือปริญญาตรีขึ้นไป และที่สำคัญคือบุตรจะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีนั้นเกิน 30,000 บาท (ยกเว้นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้น)
- อัตราการลดหย่อน:
- บุตรคนแรกสามารถลดหย่อนได้ 30,000 บาท
- บุตรคนที่สองเป็นต้นไป (ที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561) สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
- ในกรณีที่มีบุตรบุญธรรม สามารถลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท แต่จะนับรวมกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ไม่เกิน 3 คน
การตรวจสอบสถานะของบุตรและจำนวนที่สามารถนำมาลดหย่อนได้อย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในส่วนนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
2. การลงทุนในกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษี
นอกจากการลดหย่อนพื้นฐานแล้ว การลงทุนในกองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดภาษีในปัจจุบันแล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยการออมและลงทุนเพื่อเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวอีกด้วย
กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF – Super Saving Fund): เป็นกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยมีเงื่อนไขการลดหย่อนดังนี้
- วงเงินลดหย่อน: สามารถนำค่าซื้อหน่วยลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
- เงื่อนไขการถือครอง: ต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ
- ข้อดี: ไม่มีข้อกำหนดการซื้อต่อเนื่องทุกปี และไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีและสามารถลงทุนในระยะยาวได้
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF – Retirement Mutual Fund): เป็นกองทุนที่มุ่งเน้นการออมเพื่อวัยเกษียณโดยเฉพาะ และมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่า SSF
- วงเงินลดหย่อน: สามารถลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กอช., และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ)
- เงื่อนไขการถือครองและการลงทุน: ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (หรือปีเว้นปี) จนกระทั่งอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องมีระยะเวลาลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม
- ข้อดี: เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการสร้างวินัยการออมเพื่อการเกษียณอย่างเป็นระบบ และให้วงเงินลดหย่อนที่สูงกว่า
กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG): เป็นกองทุนประเภทใหม่ที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล
- วงเงินลดหย่อน: สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (วงเงินนี้แยกต่างหากจากวงเงินรวม 500,000 บาทของกลุ่ม RMF และอื่นๆ)
- เงื่อนไขการถือครอง: ต้องถือหน่วยลงทุนเป็นเวลาอย่างน้อย 8 ปีเต็ม
- ข้อดี: เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม
กลยุทธ์การลงทุน: การทยอยซื้อกองทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging – DCA) เป็นกลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับนักลงทุนระยะยาว การลงทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และช่วยเฉลี่ยต้นทุนในการซื้อหน่วยลงทุน ทำให้ไม่ต้องกังวลกับการจับจังหวะตลาด
3. ประโยชน์จากเบี้ยประกันและเงินสมทบประกันสังคม
ค่าใช้จ่ายด้านความคุ้มครองสุขภาพและชีวิต รวมถึงการออมภาคบังคับผ่านระบบประกันสังคม ล้วนเป็นรายการที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการส่งเสริมให้ประชาชนสร้างหลักประกันทางการเงินให้กับตนเอง
ค่าเบี้ยประกันชีวิต: เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป (ที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป) สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท การทำประกันชีวิตไม่เพียงแต่เป็นการสร้างหลักประกันให้กับครอบครัวในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่ยังเป็นเครื่องมือในการออมเงินและลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
เงินสมทบกองทุนประกันสังคม: สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 (พนักงานบริษัท), มาตรา 39 (ผู้ประกันตนโดยสมัครใจต่อเนื่อง), หรือมาตรา 40 (ผู้ประกอบอาชีพอิสระ) สามารถนำเงินสมทบที่จ่ายไปตลอดทั้งปีมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยยอดเงินสมทบสูงสุดที่สามารถนำมาลดหย่อนได้จะแตกต่างกันไปในแต่ละมาตราตามที่กฎหมายกำหนด ผู้เสียภาษีควรเก็บหลักฐานการจ่ายเงินสมทบไว้เพื่อประกอบการยื่นภาษี
4. การใช้สิทธิลดหย่อนผ่าน e-Tax Invoice และ e-Receipt
เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ภาครัฐมักจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ สำหรับปีภาษี 2568 มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
เงื่อนไขและวงเงิน: ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ได้ มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท
ระยะเวลาที่กำหนด: สิทธิประโยชน์นี้จะจำกัดอยู่ในช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น โดยสำหรับปีภาษี 2568 จะต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2568 ดังนั้น ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิ์นี้ต้องวางแผนการใช้จ่ายและตรวจสอบให้แน่ใจว่าร้านค้าที่ใช้บริการนั้นเข้าร่วมโครงการและสามารถออกเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ การขอเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องและครบถ้วน ณ จุดซื้อขายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
5. กลยุทธ์การวางแผนภาษีล่วงหน้าเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
หัวใจสำคัญของการประหยัดภาษีไม่ได้อยู่ที่การรีบทำทุกอย่างในช่วงสิ้นปี แต่อยู่ที่การวางแผนอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ต้นปี การวางแผนล่วงหน้าช่วยให้สามารถตัดสินใจทางการเงินได้อย่างรอบคอบและใช้ประโยชน์จากรายการลดหย่อนต่างๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ
การจัดสรรรายได้และการลงทุน: การวางแผนภาษีที่ดีควรเริ่มต้นจากการประเมินรายได้ทั้งปี และคำนวณฐานภาษีเบื้องต้น จากนั้นจึงวางแผนจัดสรรเงินส่วนหนึ่งเพื่อการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น SSF หรือ RMF ให้ครบตามสิทธิที่ตนเองมี การทยอยลงทุนตั้งแต่ต้นปีจะช่วยลดภาระทางการเงินที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในช่วงปลายปี และยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้เงินลงทุนได้เติบโตอีกด้วย
การตรวจสอบสิทธิอย่างสม่ำเสมอ: เงื่อนไขทางภาษีและรายการลดหย่อนอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี การติดตามข่าวสารและตรวจสอบสิทธิของตนเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ไม่พลาดโอกาสในการใช้สิทธิประโยชน์ใหม่ๆ นอกจากนี้ การรวบรวมเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น หนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุน, ใบเสร็จค่าเบี้ยประกัน, และ e-Tax Invoice ไว้ให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้กระบวนการยื่นภาษีในต้นปีถัดไปเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องแม่นยำ การวางแผนที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระภาษี แต่ยังเป็นการสร้างวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสถานะทางการเงินในระยะยาว
ตารางสรุปรายการลดหย่อนภาษีปี 2568
เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นและเป็นแนวทางในการตรวจสอบสิทธิ์ของตนเอง ตารางด้านล่างนี้ได้สรุปรายการลดหย่อนภาษีที่สำคัญสำหรับปี 2568 พร้อมวงเงินสูงสุดที่สามารถหักลดหย่อนได้
| รายการลดหย่อน | วงเงินลดหย่อนสูงสุด (บาท) | เงื่อนไขสำคัญ |
|---|---|---|
| ค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 | สำหรับผู้ยื่นภาษีทุกคน |
| ค่าลดหย่อนคู่สมรส | 60,000 | คู่สมรสต้องไม่มีเงินได้และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย |
| ค่าลดหย่อนบุตร | คนแรก 30,000 / คนที่สองขึ้นไป 60,000 | บุตรอายุไม่เกิน 20 ปี หรือ 20-25 ปี และกำลังศึกษา |
| ประกันสังคม | ตามที่จ่ายจริง | ขึ้นอยู่กับอัตราเงินสมทบที่จ่ายในแต่ละมาตรา |
| เบี้ยประกันชีวิต | 100,000 | กรมธรรม์ต้องมีอายุคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป |
| กองทุน SSF | ไม่เกิน 200,000 | ต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ และถือครอง 10 ปี |
| กองทุน RMF | ไม่เกิน 500,000* | ต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ และลงทุนถึงอายุ 55 ปี |
| กองทุน Thai ESG | ไม่เกิน 100,000 | ต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ และถือครอง 8 ปี (วงเงินแยก) |
| e-Tax Invoice | 50,000 | ค่าใช้จ่ายตามช่วงเวลาที่ภาครัฐกำหนด |
*หมายเหตุ: วงเงิน 500,000 บาทสำหรับ RMF เป็นวงเงินที่ต้องนับรวมกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., กองทุนสงเคราะห์ครูฯ, กอช. และประกันบำนาญ
บทสรุปและการเตรียมตัวสำหรับอนาคต
การบริหารจัดการภาษีในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการลงมือทำอย่างทันท่วงที การใช้สิทธิประโยชน์จาก 5 วิธีลดหย่อนภาษีที่กล่าวมา ตั้งแต่ค่าลดหย่อนพื้นฐานสำหรับครอบครัว การลงทุนในกองทุน SSF, RMF และ Thai ESG การใช้สิทธิ์จากเบี้ยประกันและประกันสังคม ไปจนถึงการใช้จ่ายผ่านระบบ e-Tax Invoice ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้มีเงินได้สามารถลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
การดำเนินการวางแผนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ และตรวจสอบสิทธิของตนเองให้ครบถ้วนก่อนถึงกำหนดเส้นตายสิ้นปี ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดเงินในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินสำหรับอนาคตอีกด้วย ดังนั้น การสละเวลาเพื่อทบทวนและจัดการเรื่องภาษีจึงเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดและส่งผลดีต่อสุขภาพทางการเงินในระยะยาว