BNPL คืออะไร? รู้จักบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง
ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่พฤติกรรมการซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รูปแบบการชำระเงินใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค หนึ่งในนั้นคือบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือที่รู้จักในชื่อ Buy Now, Pay Later (BNPL) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย
- บริการ BNPL คือรูปแบบสินเชื่อระยะสั้นที่อนุญาตให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการได้ทันที โดยแบ่งชำระค่าสินค้าเป็นงวดๆ ในภายหลัง
- มักมีขั้นตอนการอนุมัติที่รวดเร็วและง่ายกว่าสินเชื่อแบบดั้งเดิม ทำให้เข้าถึงได้ง่ายสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น
- ส่วนใหญ่เสนอทางเลือกการชำระเงินแบบปลอดดอกเบี้ย หากชำระครบตามกำหนดเวลา ซึ่งเป็นจุดดึงดูดสำคัญ
- แม้จะมอบความสะดวกสบาย แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงหากขาดวินัยทางการเงิน เช่น การเกิดหนี้สินจากการใช้จ่ายเกินตัวและค่าธรรมเนียมจากการผิดนัดชำระ
- BNPL กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซในการกระตุ้นยอดขายและขยายฐานลูกค้า
บทความนี้จะสำรวจในรายละเอียดว่า BNPL คืออะไร? รู้จักบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง อย่างไร ตั้งแต่หลักการทำงานพื้นฐาน การเปรียบเทียบกับบริการทางการเงินอื่นๆ ไปจนถึงข้อดี ข้อควรระวัง และภาพรวมของตลาดในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ครอบคลุมเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินที่กำลังเติบโตนี้
ทำความเข้าใจบริการ BNPL ฉบับสมบูรณ์
Buy Now, Pay Later (BNPL) หรือบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” เป็นบริการทางการเงินประเภทหนึ่งที่ให้สินเชื่อระยะสั้น ณ จุดขาย (Point-of-Sale) ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าหรือบริการได้ทันทีและแบ่งชำระเงินออกเป็นงวดๆ ในอนาคต โดยทั่วไปมักจะเป็นการแบ่งชำระ 3-4 งวด ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์หรือเดือน และมักจะไม่มีการคิดดอกเบี้ยหากชำระคืนครบถ้วนตามกำหนดเวลา
ความนิยมของ BNPL เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญพร้อมกับการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ บริการนี้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z ที่อาจยังไม่มีบัตรเครดิต หรือต้องการทางเลือกในการบริหารจัดการกระแสเงินสดที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า นอกจากนี้ ขั้นตอนการสมัครและอนุมัติที่ง่ายและรวดเร็วผ่านช่องทางดิจิทัล ทำให้ BNPL เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับการขอสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิตแบบดั้งเดิมซึ่งมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่า
ผู้ให้บริการ BNPL มักร่วมมือกับร้านค้าปลีกทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเสนอทางเลือกการชำระเงินนี้แก่ลูกค้าโดยตรงในขั้นตอนการชำระเงิน (Checkout) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อ แต่ยังเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ร้านค้าสามารถเพิ่มยอดขายและขนาดคำสั่งซื้อโดยเฉลี่ยได้อีกด้วย
หลักการทำงานของ BNPL
หลักการทำงานของบริการ BNPL นั้นไม่ซับซ้อนและถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายสำหรับผู้บริโภค โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลักสามฝ่ายคือ ผู้บริโภค (ผู้ซื้อ), ร้านค้า (ผู้ขาย), และผู้ให้บริการ BNPL (บริษัทฟินเทคหรือสถาบันการเงิน)
ขั้นตอนการใช้งาน BNPL
กระบวนการใช้งานบริการ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง โดยทั่วไปมีดังนี้:
- การเลือกชำระเงิน: ณ หน้าชำระเงินของร้านค้าออนไลน์หรือที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน ผู้บริโภคจะเลือกตัวเลือกการชำระเงินแบบ BNPL แทนการชำระเงินเต็มจำนวนด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิต
- การสมัครและอนุมัติ: ผู้บริโภคจะถูกนำไปยังหน้าต่างหรือแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ BNPL เพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวพื้นฐาน เช่น ชื่อ-นามสกุล, เบอร์โทรศัพท์, และอาจรวมถึงเลขบัตรประชาชน ผู้ให้บริการจะทำการประเมินความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว (Soft Credit Check) ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่มีผลกระทบต่อคะแนนเครดิต การอนุมัติมักจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีหรือนาที
- การชำระเงินงวดแรก: ในบางกรณี ผู้ให้บริการอาจกำหนดให้ผู้บริโภคชำระเงินงวดแรกทันที (เช่น 25% ของราคาสินค้า) ณ วันที่ซื้อสินค้า
- การรับสินค้าและบริการ: หลังจากได้รับการอนุมัติและชำระเงินงวดแรก (ถ้ามี) ร้านค้าจะดำเนินการจัดส่งสินค้าหรือให้บริการตามปกติเสมือนว่าได้รับการชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว
- การชำระเงินงวดที่เหลือ: ผู้บริโภคจะต้องชำระเงินงวดที่เหลือตามกำหนดการที่ตกลงไว้ (เช่น ทุก 2 สัปดาห์ หรือทุกเดือน) ผ่านช่องทางการชำระเงินที่กำหนด เช่น การตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติ หรือบัตรเดบิต/เครดิต
โมเดลรายได้ของผู้ให้บริการ BNPL
แม้ว่าผู้ให้บริการ BNPL หลายรายจะโฆษณาว่าเป็นบริการปลอดดอกเบี้ยสำหรับผู้บริโภค แต่ก็มีรูปแบบการสร้างรายได้ที่ชัดเจนจากช่องทางต่างๆ ดังนี้:
- ค่าธรรมเนียมจากร้านค้า (Merchant Fees): นี่คือแหล่งรายได้หลัก ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้าพันธมิตรเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการทำธุรกรรมแต่ละครั้ง (โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 2% – 8%) ซึ่งสูงกว่าค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตทั่วไป ร้านค้ายอมจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นนี้เพื่อแลกกับโอกาสในการเพิ่มยอดขาย, เพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อของลูกค้า (Conversion Rate), และเพิ่มมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ย (Average Order Value)
- ค่าธรรมเนียมจากการผิดนัดชำระ (Late Fees): หากผู้บริโภคไม่สามารถชำระเงินคืนตามกำหนดเวลา ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้า ซึ่งค่าธรรมเนียมส่วนนี้เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญอีกทางหนึ่งและเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคชำระเงินตรงเวลา
- ดอกเบี้ยจากแผนการผ่อนชำระระยะยาว (Interest Income): สำหรับแผนการผ่อนชำระที่มีระยะเวลานานขึ้น (เช่น 6-36 เดือน) หรือสำหรับสินค้าราคาสูงบางประเภท ผู้ให้บริการ BNPL อาจมีการคิดดอกเบี้ยเช่นเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคคล
เปรียบเทียบ BNPL กับบริการทางการเงินประเภทอื่น
เพื่อทำความเข้าใจตำแหน่งของ บริการ BNPL ในตลาดการเงิน การเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล จะช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
| คุณสมบัติ | บริการ BNPL | บัตรเครดิต | สินเชื่อส่วนบุคคล |
|---|---|---|---|
| กระบวนการอนุมัติ | รวดเร็วมาก (ไม่กี่นาที) ผ่านช่องทางดิจิทัล ใช้ข้อมูลพื้นฐาน | ใช้เวลาหลายวันถึงสัปดาห์ ต้องใช้เอกสารรายได้และมีการตรวจสอบเครดิตบูโร (Hard Check) | ใช้เวลาหลายวันถึงสัปดาห์ ต้องใช้เอกสารประกอบการพิจารณาจำนวนมากและมีการตรวจสอบเครดิตบูโร (Hard Check) |
| อัตราดอกเบี้ย | มักจะปลอดดอกเบี้ยสำหรับแผนระยะสั้น หากชำระตรงเวลา | มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย (Grace Period) หลังจากนั้นคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ค่อนข้างสูง | มีอัตราดอกเบี้ยคงที่หรือลอยตัวตลอดอายุสัญญา |
| วงเงินสินเชื่อ | วงเงินไม่สูงมาก เหมาะสำหรับการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป | วงเงินสูงกว่า ขึ้นอยู่กับรายได้และประวัติทางการเงินของผู้สมัคร | วงเงินสูง เหมาะสำหรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ เช่น ซื้อรถยนต์ หรือปรับปรุงบ้าน |
| ผลกระทบต่อคะแนนเครดิต | โดยทั่วไปการสมัคร (Soft Check) ไม่มีผล แต่การผิดนัดชำระอาจถูกรายงานไปยังเครดิตบูโร | การสมัคร (Hard Check) และพฤติกรรมการใช้งานมีผลโดยตรงต่อคะแนนเครดิต | การสมัคร (Hard Check) และประวัติการชำระหนี้มีผลโดยตรงต่อคะแนนเครดิต |
| กรณีการใช้งาน | การซื้อสินค้าออนไลน์, สินค้าแฟชั่น, อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก | ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน, ชำระค่าบริการ, สะสมคะแนน, การผ่อนชำระสินค้าที่มีโปรโมชัน | ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่วางแผนไว้ล่วงหน้า, การรวบหนี้ |
ข้อดีและประโยชน์ของบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง
ความนิยมของ BNPL ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล บริการนี้มีข้อดีหลายประการที่ดึงดูดทั้งผู้บริโภคและร้านค้า
ความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าถึง
จุดเด่นที่สุดของ BNPL คือขั้นตอนการ สมัคร BNPL และการอนุมัติที่ง่ายดายและรวดเร็ว ผู้ใช้สามารถสมัครและได้รับการอนุมัติวงเงินได้ภายในไม่กี่นาทีโดยตรงจากหน้าชำระเงินของร้านค้า ไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารแสดงรายได้หรือผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ซับซ้อนเหมือนการขอสินเชื่อแบบดั้งเดิม ทำให้ประสบการณ์การซื้อของเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่สะดุด
ความยืดหยุ่นทางการเงิน
บริการ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการซื้อสินค้าที่มีราคาสูง การแบ่งชำระค่าใช้จ่ายออกเป็นงวดเล็กๆ ช่วยลดภาระทางการเงินในครั้งเดียว ทำให้สามารถซื้อสินค้าที่จำเป็นได้โดยไม่ต้องรอเก็บเงินก้อนใหญ่ และยังช่วยให้สามารถวางแผนการเงินในแต่ละเดือนได้ง่ายขึ้น
โปรโมชันปลอดดอกเบี้ย
ผู้ให้บริการ BNPL ส่วนใหญ่มักเสนอแผนการชำระเงินแบบปลอดดอกเบี้ย (0% interest) หากผู้ใช้ชำระเงินคืนครบถ้วนตามกำหนดเวลา ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคจะจ่ายเฉพาะค่าสินค้าตามจริงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ทำให้ BNPL เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการใช้บัตรเครดิตกดเงินสดหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยสูง
ทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิต
BNPL เป็นทางออกสำหรับกลุ่มคนที่อาจเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม เช่น นักศึกษา, ผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน, หรือฟรีแลนซ์ที่ไม่มีเอกสารรายได้ที่แน่นอน บริการนี้เปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้สามารถ ผ่อนของไม่ใช้บัตร เครดิตได้ ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อและสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็น
ความเสี่ยงและข้อควรระวังในการใช้ BNPL
แม้ว่า BNPL จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็เหมือนกับเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่มาพร้อมกับความเสี่ยงและข้อควรระวังที่ผู้ใช้ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในกับดักหนี้สิน
ความสะดวกสบายของ BNPL อาจเป็นดาบสองคมที่นำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัวได้ง่าย การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองก่อนการตัดสินใจซื้อทุกครั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ความเสี่ยงในการใช้จ่ายเกินตัว
ความง่ายในการเข้าถึงและการแบ่งชำระเงินเป็นงวดเล็กๆ อาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าภาระค่าใช้จ่ายไม่สูง และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นหรือเกินความสามารถในการชำระคืน การสะสมยอดหนี้จากหลายๆ รายการซื้อผ่าน BNPL อาจทำให้เกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวได้โดยไม่รู้ตัว
ค่าธรรมเนียมแฝงและดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระ
แม้ว่าแผนการชำระเงินส่วนใหญ่จะปลอดดอกเบี้ย แต่เงื่อนไขนี้มีผลก็ต่อเมื่อชำระตรงเวลาเท่านั้น หากมีการผิดนัดชำระแม้เพียงงวดเดียว ผู้ให้บริการจะเริ่มคิดค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้า ซึ่งอาจมีอัตราที่สูงและสะสมอย่างรวดเร็ว ในบางกรณี การผิดนัดชำระอาจทำให้แผนปลอดดอกเบี้ยถูกยกเลิกและมีการคิดดอกเบี้ยย้อนหลังทั้งหมด ซึ่งจะเพิ่มภาระหนี้สินให้สูงขึ้นอย่างมาก
ผลกระทบต่อคะแนนเครดิต
ในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ผู้ให้บริการ BNPL บางรายเริ่มมีการรายงานข้อมูลการชำระหนี้ไปยังบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) แล้ว ซึ่งหมายความว่าประวัติการผิดนัดชำระหนี้ BNPL อาจส่งผลเสียต่อคะแนนเครดิตของผู้ใช้ ทำให้การขอสินเชื่ออื่นๆ ในอนาคต เช่น สินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อรถยนต์ เป็นไปได้ยากขึ้น
การขาดกฎระเบียบกำกับดูแลที่ชัดเจน
เนื่องจาก BNPL เป็นบริการทางการเงินที่ค่อนข้างใหม่ ในหลายประเทศจึงยังไม่มีกฎระเบียบที่กำกับดูแลโดยตรงและชัดเจนเหมือนกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งอาจหมายถึงการคุ้มครองผู้บริโภคที่น้อยกว่าในด้านต่างๆ เช่น การเปิดเผยข้อมูลค่าธรรมเนียมที่ไม่โปร่งใส หรือกระบวนการจัดการข้อพิพาทที่ไม่เป็นมาตรฐาน
บริการ BNPL ในประเทศไทยและแนวโน้มตลาด
ตลาด BNPL ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ, การยอมรับการชำระเงินดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น, และความต้องการสินเชื่อที่เข้าถึงง่ายของผู้บริโภค
ภาพรวมตลาด BNPL ในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ตลาด BNPL ในไทยมีการแข่งขันที่สูงขึ้น มีผู้เล่นหลากหลายประเภทเข้ามาให้บริการ ทั้งบริษัทฟินเทคสตาร์ทอัพ, บริษัทนอนแบงก์, แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่, ไปจนถึงธนาคารพาณิชย์ที่เริ่มปรับตัวและนำเสนอบริการในลักษณะเดียวกัน บริการเหล่านี้ถูกผนวกเข้ากับแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์และแอปพลิเคชันต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย
ใครคือผู้ให้บริการหลัก
ผู้ให้บริการ BNPL ในตลาดสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม:
- ผู้ให้บริการฟินเทค (FinTech Players): บริษัทที่มุ่งเน้นการให้บริการ BNPL โดยเฉพาะ มักมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ที่ราบรื่น
- แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและวอลเล็ต (E-commerce & Wallet Platforms): แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์และผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่พัฒนาบริการ BNPL ของตนเองขึ้นมาเพื่อสร้าง Ecosystem ที่สมบูรณ์และรักษาฐานลูกค้า
- สถาบันการเงินดั้งเดิม (Traditional Financial Institutions): ธนาคารและบริษัทสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) เริ่มเข้ามาแข่งขันโดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกับ BNPL ผ่านแอปพลิเคชันของตนเอง
อนาคตของ BNPL
แนวโน้มในอนาคตของตลาด BNPL คาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย จะเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลบริการนี้มากขึ้น เพื่อสร้างมาตรฐานและคุ้มครองผู้บริโภคให้รัดกุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอาจนำไปสู่การเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การใช้ BNPL กับบริการประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากการซื้อสินค้า เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าเล่าเรียน รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบเครดิตบูโรที่จะกลายเป็นมาตรฐานในอนาคต
สรุป: BNPL เครื่องมือทางการเงินที่ต้องใช้อย่างรอบคอบ
โดยสรุปแล้ว BNPL คือ เครื่องมือทางการเงินยุคใหม่ที่มอบความยืดหยุ่นและความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าและบริการ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจัดการการเงินและเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิต อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายนี้มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ผู้ใช้ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงของการใช้จ่ายเกินตัวและภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากการผิดนัดชำระ
การทำความเข้าใจเงื่อนไขการให้บริการอย่างละเอียด, การเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม, และการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ คือหัวใจสำคัญของการใช้บริการ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง อย่างชาญฉลาด หากใช้อย่างมีวินัยและรอบคอบ BNPL จะสามารถเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการการเงิน แต่หากขาดความระมัดระวัง ก็อาจกลายเป็นกับดักหนี้ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางการเงินในระยะยาวได้
ก่อนตัดสินใจใช้บริการ BNPL ควรพิจารณาถึงความจำเป็นของสินค้าและวางแผนการชำระเงินคืนให้ชัดเจน เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากความสะดวกสบายนี้โดยไม่สร้างภาระทางการเงินที่ไม่จำเป็นในอนาคต