กนง. เคาะดอกเบี้ย! กระทบเงินกู้-เงินฝากเราแค่ไหน?
- สรุปประเด็นสำคัญจากการปรับอัตราดอกเบี้ย
- เข้าใจภาพรวม: การตัดสินใจของ กนง. และความสำคัญต่อเศรษฐกิจ
- สรุปผลการประชุม กนง. ล่าสุด (สิงหาคม 2568)
- ผลกระทบโดยตรง: จาก กนง. สู่ธนาคารพาณิชย์
- เจาะลึกผลกระทบต่อประชาชน: ผู้กู้และผู้ฝากเงิน
- ตารางเปรียบเทียบผลกระทบ: ผู้กู้ vs. ผู้ฝากเงิน
- มุมมองในภาพใหญ่: ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
- สรุป: เตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่ละครั้ง ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือภาคประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจถึงผลลัพธ์ที่ตามมาจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน
สรุปประเด็นสำคัญจากการปรับอัตราดอกเบี้ย
- การลดดอกเบี้ยนโยบาย: กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวและรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ
- ผลกระทบต่อผู้กู้: ผู้ที่มีสินเชื่อประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อธุรกิจ จะได้รับประโยชน์จากภาระดอกเบี้ยที่ลดลง ส่งผลให้ค่างวดผ่อนชำระต่อเดือนลดลง
- ผลกระทบต่อผู้ฝากเงิน: ผู้ออมเงินจะได้รับผลตอบแทนจากเงินฝากในอัตราที่ลดลง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามทิศทางของ กนง.
- กลไกการส่งผ่าน: การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อาจไม่เท่ากับการปรับของ กนง. เสมอไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพคล่อง ต้นทุน และกลยุทธ์ของแต่ละธนาคาร
- เป้าหมายทางเศรษฐกิจ: นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน กระตุ้นการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศให้กลับมาขยายตัว
การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. เพื่อพิจารณาและประกาศทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดต้นทุนทางการเงินในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด การประกาศว่า กนง. เคาะดอกเบี้ย! กระทบเงินกู้-เงินฝากเราแค่ไหน? จึงไม่ใช่แค่หัวข้อข่าว แต่เป็นคำถามที่สะท้อนถึงผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางการเงินของประชาชนทุกคน ตั้งแต่ภาระหนี้สินไปจนถึงผลตอบแทนจากการออม การเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลต่อการวางแผนทางการเงินในระยะยาวได้
บทความนี้จะวิเคราะห์และอธิบายถึงกลไกการทำงานของนโยบายการเงิน ผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังการตัดสินใจของ กนง. โดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากการประชุมในเดือนสิงหาคม 2568 เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลต่อสินเชื่อและเงินฝากอย่างไร และประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร
เข้าใจภาพรวม: การตัดสินใจของ กนง. และความสำคัญต่อเศรษฐกิจ
ก่อนจะเจาะลึกถึงผลกระทบ การทำความเข้าใจบทบาทของ กนง. และความหมายของ “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เห็นภาพรวมของกลไกทางเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
กนง. คือใคร และมีบทบาทอย่างไร?
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หรือ Monetary Policy Committee (MPC) เป็นองค์กรภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภายในและภายนอก ธปท. มีหน้าที่หลักในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของประเทศ โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการคือ:
- เสถียรภาพด้านราคา: ควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนด เพื่อรักษาอำนาจซื้อของประชาชนและไม่ให้ราคาสินค้าและบริการผันผวนรุนแรงจนเกินไป
- การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน: สนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ มีความสมดุล และยั่งยืนในระยะยาว
- เสถียรภาพของระบบการเงิน: ดูแลให้ระบบสถาบันการเงินของประเทศมีความมั่นคงและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงิน
โดยปกติแล้ว กนง. จะมีการประชุมกันประมาณ 6-8 ครั้งต่อปี เพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจ การเงิน และแนวโน้มในอนาคต ก่อนจะมีมติว่าจะ “คง” “ขึ้น” หรือ “ลด” อัตราดอกเบี้ยนโยบาย
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย: เครื่องมือสำคัญในการควบคุมเศรษฐกิจ
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ อัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะข้ามคืน (1-day Repurchase Rate) คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคิดกับสถาบันการเงิน เมื่อสถาบันการเงินมากู้ยืมเงินระยะสั้นจาก ธปท. ผ่านตลาดซื้อคืนพันธบัตร
อาจฟังดูซับซ้อน แต่โดยสรุปแล้ว อัตราดอกเบี้ยนโยบายทำหน้าที่เป็น “ต้นทุน” พื้นฐานในการกู้ยืมเงินระหว่างสถาบันการเงินด้วยกันเอง และระหว่างสถาบันการเงินกับธนาคารกลาง ดังนั้น การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณและกำหนดทิศทางต้นทุนทางการเงินของทั้งระบบ ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์คิดกับลูกค้า ทั้งในฝั่งของเงินกู้และเงินฝาก
หาก กนง. ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้ต้นทุนของธนาคารพาณิชย์สูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากตามไปด้วย เป็นการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อ
ในทางกลับกัน หาก กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้ต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ลดลง ธนาคารจึงสามารถลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมไปลงทุนและบริโภคมากขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
สรุปผลการประชุม กนง. ล่าสุด (สิงหาคม 2568)
ในการดำเนินนโยบายการเงินช่วงปี 2568 ถึง 2569 กนง. ได้พิจารณาถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศที่เผชิญกับความท้าทายหลายด้าน นำมาสู่การตัดสินใจที่สำคัญในการประชุมครั้งล่าสุด
มติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
จากการประชุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จากเดิม 1.75% มาอยู่ที่ระดับ 1.50% ต่อปี การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการปรับลดต่อเนื่องหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ: รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว
การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก 2 ประการด้วยกัน:
- ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว: ข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาบ่งชี้ถึงการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพ ทั้งในภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การลดดอกเบี้ยจึงเป็นมาตรการที่คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับภาคธุรกิจ ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ และกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน
- อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงิน ซึ่งเปิดช่องให้ กนง. สามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ โดยยังไม่มีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่น่ากังวล
โดยสรุป การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อประคับประคองการขยายตัวทางเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของภาคธุรกิจและประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบโดยตรง: จาก กนง. สู่ธนาคารพาณิชย์
เมื่อ กนง. ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการส่งผ่านนโยบายไปสู่ระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญที่เชื่อมโยงนโยบายการเงินไปสู่ประชาชนและภาคธุรกิจ
กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% หมายความว่าต้นทุนที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการจัดหาเงินทุนระยะสั้นลดลง เมื่อต้นทุนทางการเงินของธนาคารลดลง ธนาคารก็มีความสามารถที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้า (ดอกเบี้ยเงินกู้) และอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับลูกค้า (ดอกเบี้ยเงินฝาก) ได้ กลไกนี้เรียกว่า “การส่งผ่านนโยบายการเงิน” (Monetary Policy Transmission)
ทำไมธนาคารจึงปรับดอกเบี้ยตาม กนง.?
ธนาคารพาณิชย์มักจะปรับอัตราดอกเบี้ยในทิศทางเดียวกับ กนง. ด้วยเหตุผลหลักด้านการแข่งขันและผลกำไร:
- การแข่งขัน: หากธนาคารแห่งหนึ่งประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามนโยบายของ กนง. แต่ธนาคารคู่แข่งไม่ลดตาม ลูกค้าสินเชื่อก็จะย้ายไปใช้บริการธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า ในทางกลับกัน หากธนาคารไม่ลดดอกเบี้ยเงินฝาก ในขณะที่คู่แข่งลด ก็จะสามารถดึงดูดเงินฝากได้มากขึ้น การปรับดอกเบี้ยจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรักษาส่วนแบ่งตลาด
- การบริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin – NIM): ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินกู้และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสำหรับเงินฝากคือแหล่งรายได้หลักของธนาคาร การปรับอัตราดอกเบี้ยทั้งสองฝั่งให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนไปจึงจำเป็นต่อการรักษาความสามารถในการทำกำไร
ปัจจัยที่ทำให้การปรับดอกเบี้ยของธนาคารไม่เท่ากับ กนง.
แม้ทิศทางจะเป็นไปในทางเดียวกัน แต่ขนาดของการปรับขึ้นหรือลงของดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์อาจไม่เท่ากับ 0.25% ตามที่ กนง. ประกาศเสมอไป เนื่องจากมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ธนาคารต้องพิจารณาประกอบด้วย เช่น:
- สภาพคล่องของธนาคาร: หากธนาคารมีสภาพคล่องส่วนเกินสูง อาจมีความจำเป็นน้อยกว่าในการแย่งชิงเงินฝาก และสามารถลดดอกเบี้ยเงินฝากได้มากกว่า หรือในทางกลับกัน
- ต้นทุนการดำเนินงาน: ธนาคารแต่ละแห่งมีโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างกัน ทั้งต้นทุนด้านบุคลากร เทคโนโลยี และสาขา ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดอัตราดอกเบี้ย
- การประเมินความเสี่ยง: ธนาคารอาจพิจารณาความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละกลุ่มและสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ก่อนตัดสินใจว่าจะส่งผ่านการลดดอกเบี้ยไปยังสินเชื่อประเภทต่าง ๆ ในสัดส่วนเท่าใด
- โครงสร้างสินเชื่อและเงินฝาก: สัดส่วนของสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่ต่อดอกเบี้ยลอยตัว หรือสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์ต่อเงินฝากประจำ ก็มีผลต่อความเร็วและขนาดในการปรับดอกเบี้ยเช่นกัน
เจาะลึกผลกระทบต่อประชาชน: ผู้กู้และผู้ฝากเงิน
ผลกระทบที่ชัดเจนและจับต้องได้มากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย คือผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของประชาชน ซึ่งแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มผู้กู้สินเชื่อ และกลุ่มผู้ฝากเงิน
กลุ่มผู้กู้สินเชื่อ: หายใจโล่งขึ้นจริงหรือ?
สำหรับผู้ที่มีภาระหนี้สิน โดยเฉพาะสินเชื่อระยะยาวที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) เช่น สินเชื่อบ้านที่ใช้อัตราดอกเบี้ย MRR (Minimum Retail Rate) การลดดอกเบี้ยนโยบายถือเป็นข่าวดี เพราะจะช่วยลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยลงได้โดยตรง
กรณีศึกษา: สินเชื่อบ้านกับภาระผ่อนที่ลดลง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้:
- วงเงินกู้: 3,000,000 บาท
- ระยะเวลาผ่อนชำระ: 30 ปี (360 เดือน)
- อัตราดอกเบี้ย MRR เดิม: 7.00% ต่อปี
- ธนาคารปรับลด MRR ลง 0.25% ตาม กนง.: อัตราดอกเบี้ย MRR ใหม่เหลือ 6.75% ต่อปี
การคำนวณภาระผ่อน (โดยประมาณ):
- ค่างวดเดิม (ที่ 7.00%): ประมาณ 19,959 บาทต่อเดือน
- ค่างวดใหม่ (ที่ 6.75%): ประมาณ 19,396 บาทต่อเดือน
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย MRR ลง 0.25% ทำให้ผู้กู้สามารถประหยัดค่าผ่อนบ้านไปได้ประมาณ 563 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 6,756 บาทต่อปี แม้จำนวนเงินอาจดูไม่มากนัก แต่เมื่อพิจารณาตลอดอายุสัญญา ก็ถือเป็นจำนวนเงินที่สำคัญและช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในแต่ละเดือนได้
สินเชื่อประเภทอื่นๆ ได้รับอานิสงส์อย่างไร
นอกเหนือจากสินเชื่อบ้าน สินเชื่อประเภทอื่น ๆ ที่ใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว เช่น สินเชื่อธุรกิจที่อ้างอิง MLR (Minimum Loan Rate) หรือสินเชื่ออเนกประสงค์บางประเภท ก็จะได้รับประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน คือมีภาระดอกเบี้ยที่ลดลง อย่างไรก็ตาม สินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ หรือสินเชื่อส่วนบุคคลบางสัญญา จะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้จนกว่าจะครบกำหนดสัญญาหรือมีการขอสินเชื่อใหม่
กลุ่มผู้ฝากเงิน: ผลตอบแทนที่เปลี่ยนแปลงไป
ในทางกลับกัน สำหรับผู้ออมเงินหรือผู้ที่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ย การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถือเป็นข่าวที่ส่งผลกระทบในเชิงลบ เนื่องจากผลตอบแทนจากการฝากเงินจะลดน้อยลง
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับตัวช้ากว่าเงินกู้
โดยปกติแล้ว ธนาคารพาณิชย์มักจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากช้ากว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เหตุผลหลักคือธนาคารยังคงต้องการรักษาฐานเงินฝากไว้เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนและรักษาสภาพคล่อง การรีบปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลงอย่างรวดเร็วอาจทำให้ลูกค้าที่มีเงินฝากจำนวนมากย้ายเงินไปยังสถาบันการเงินอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น
อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางของดอกเบี้ยเงินฝากก็จะปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด ทั้งเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ ซึ่งหมายความว่าผู้ออมจะมีรายได้จากดอกเบี้ยลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่วางแผนการเงินโดยอาศัยผลตอบแทนจากการฝากเงินเป็นหลัก เช่น กลุ่มผู้เกษียณอายุ
กลยุทธ์สำหรับผู้ออมเงินในยุคดอกเบี้ยต่ำ
ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ ผู้ออมอาจจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกในการบริหารจัดการเงินที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การมองหาผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำที่มีเงื่อนไขพิเศษ หรือการกระจายความเสี่ยงไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ที่มีศักยภาพให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การศึกษาและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ตารางเปรียบเทียบผลกระทบ: ผู้กู้ vs. ผู้ฝากเงิน
| หัวข้อเปรียบเทียบ | กลุ่มผู้กู้สินเชื่อ (ดอกเบี้ยลอยตัว) | กลุ่มผู้ฝากเงิน |
|---|---|---|
| ทิศทางผลกระทบ | ได้รับผลกระทบเชิงบวก | ได้รับผลกระทบเชิงลบ |
| ภาระทางการเงิน | ภาระการผ่อนชำระต่อเดือนลดลง เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายน้อยลง | ไม่มีผลต่อภาระหนี้สิน แต่รายได้จากดอกเบี้ยลดลง |
| สภาพคล่อง | มีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง | สภาพคล่องจากรายรับดอกเบี้ยลดลง อาจกระทบการใช้จ่าย |
| แรงจูงใจ | มีแรงจูงใจในการก่อหนี้เพื่อการบริโภคหรือลงทุนมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนต่ำ | มีแรงจูงใจในการออมเงินผ่านบัญชีเงินฝากลดลง อาจมองหาการลงทุนทางเลือก |
| การวางแผนการเงิน | โอกาสในการรีไฟแนนซ์สินเชื่อเดิมไปยังเงื่อนไขที่ดีกว่า หรือพิจารณาขอสินเชื่อใหม่ | ต้องทบทวนแผนการออมและเป้าหมายผลตอบแทน อาจต้องยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น |