Home » เรือหลวงสุโขทัย: สรุปเหตุอับปาง-ภารกิจค้นหา

เรือหลวงสุโขทัย: สรุปเหตุอับปาง-ภารกิจค้นหา

สารบัญ

เหตุการณ์ เรือหลวงสุโขทัย: สรุปเหตุอับปาง-ภารกิจค้นหา นับเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญของกองทัพเรือไทย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้สร้างความสูญเสียและทิ้งไว้ซึ่งบทเรียนอันล้ำค่าต่อการปฏิบัติการทางทะเล บทความนี้จะนำเสนอข้อเท็จจริงโดยละเอียดเกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ สาเหตุของการอับปาง ไปจนถึงภารกิจการค้นหาและผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ครอบคลุมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

  • เรือหลวงสุโขทัยอับปางในอ่าวไทยเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้ายอย่างยิ่ง โดยมีคลื่นลมรุนแรงสูงถึง 6 เมตร ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวเรือ
  • น้ำทะเลได้ทะลักเข้าสู่ตัวเรือผ่านทางท้องเรือและดาดฟ้า ส่งผลให้เรือสูญเสียการทรงตัว เอียงอย่างรวดเร็ว และจมลงในที่สุด
  • ภารกิจค้นหาและกู้ภัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่พบกำลังพลที่สูญหายเพิ่มเติมทั้ง 5 นายภายในซากเรือ
  • ผลการสอบสวนสรุปว่าเหตุการณ์เกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการตัดสินใจเลือกเส้นทางกลับฐานที่ใช้เวลานานเกินไป ซึ่งถือเป็นดุลยพินิจที่ขาดความรอบคอบ แต่ไม่พบความผิดของผู้บังคับการเรือและกำลังพล

ภาพรวมของโศกนาฏกรรม

เหตุการณ์อับปางของเรือหลวงสุโขทัยเป็นอุบัติเหตุทางทะเลที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรง ขณะเรือกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่อ่าวไทย บริเวณใกล้เคียงกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่หมายถึงการสูญเสียยุทโธปกรณ์ที่สำคัญของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสูญเสียชีวิตและกำลังพลที่ยังคงสูญหาย ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อครอบครัวของกำลังพลและสังคมในวงกว้าง เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ท้าทายความสามารถในการควบคุมเรือและความปลอดภัยของลูกเรือทุกคนบนเรือลำนั้น การรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินในทะเลที่มีคลื่นลมแรงจัดกลายเป็นบททดสอบที่ยากลำบาก และนำไปสู่การตัดสินใจที่ส่งผลต่อชะตากรรมของเรือและกำลังพลในที่สุด

สาเหตุหลักที่นำไปสู่การอับปาง

สาเหตุหลักที่นำไปสู่การอับปาง

จากการรวบรวมพยานหลักฐานและการสอบสวนโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ได้ข้อสรุปว่าสาเหตุหลักของการอับปางมาจากปัจจัยซับซ้อนที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่รุนแรงเกินกว่าปกติ และปัจจัยทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับสภาพของตัวเรือในขณะนั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่จนสถานการณ์เกินกว่าจะควบคุมได้

การเผชิญหน้ากับสภาพอากาศเลวร้าย

ในวันเกิดเหตุ เรือหลวงสุโขทัยต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายอย่างที่สุดในทะเลอ่าวไทย โดยมีรายงานว่าคลื่นลมมีความสูงถึง 6 เมตร ซึ่งถือเป็นระดับที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับการเดินเรือ คลื่นขนาดใหญ่นี้ได้กระหน่ำเข้าใส่ตัวเรืออย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดแรงกระแทกมหาศาลจากภายนอก ส่งผลให้โครงสร้างของเรือได้รับความเสียหายและเกิดรอยรั่วขึ้นในหลายจุด นี่คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทั้งหมด เนื่องจากน้ำทะเลจำนวนมากเริ่มไหลทะลักเข้าสู่ตัวเรืออย่างรวดเร็วผ่านรอยรั่วเหล่านั้น

ความเสียหายทางโครงสร้างและระบบภายใน

เมื่อน้ำทะเลเริ่มทะลักเข้ามา ไม่เพียงแต่เข้าทางท้องเรือเท่านั้น แต่ยังซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่เหนือจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity – CG) ของเรือ การที่มีมวลน้ำจำนวนมากสะสมอยู่บนที่สูงเช่นนี้ ทำให้เรือสูญเสียเสถียรภาพอย่างรุนแรงและเริ่มเอียงมากขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อน้ำทะเลที่เข้ามาได้สร้างความเสียหายต่อระบบเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้า ทำให้เครื่องยนต์หลักดับลง และระบบสื่อสารล่ม การสูญเสียกำลังขับเคลื่อนและการสื่อสารทำให้เรือไม่สามารถควบคุมทิศทางหรือร้องขอความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุด เรือได้เอียงทำมุมถึง 45 องศา และเพิ่มเป็น 80 องศา ก่อนที่จะพลิกคว่ำและจมลงสู่ก้นทะเลที่ความลึกประมาณ 40 เมตร

ลำดับเหตุการณ์สำคัญก่อนเรือจม

เพื่อทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่บีบคั้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพิจารณาลำดับเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นจะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตั้งแต่การแจ้งเตือนครั้งแรกเกี่ยวกับสภาพอากาศ ไปจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนที่เรือหลวงสุโขทัยจะจมลงสู่ใต้ท้องทะเล

ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การอับปางของเรือหลวงสุโขทัยในวันที่ 18 ธันวาคม 2565
เวลา (โดยประมาณ) เหตุการณ์
15:30 น. เรือหลวงสุโขทัยแจ้งขอเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือประจวบฯ เนื่องจากเผชิญกับคลื่นลมที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
17:16 น. มีรายงานว่าน้ำทะเลเริ่มไหลเข้าสู่ตัวเรืออย่างมีนัยสำคัญ สร้างความกังวลต่อความปลอดภัย
18:00 น. แจ้งปัญหาระบบเครื่องยนต์ โดยมีเครื่องยนต์ที่สามารถใช้งานได้เพียง 1 เครื่อง ทำให้การควบคุมเรือทำได้ยากขึ้น
18:17 น. เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าทั้งหมดบนเรือดับลงโดยสมบูรณ์ เรือสูญเสียการควบคุมและลอยลำอยู่กลางทะเล
19:56 น. เรือเริ่มเอียงทำมุมประมาณ 45 องศา ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของเรือ
21:03 น. สถานการณ์วิกฤตถึงขีดสุด เรือเอียงเพิ่มขึ้นเป็น 80 องศา ทำให้การทรงตัวเป็นไปไม่ได้
23:08 น. กำลังพลเริ่มทำการปลดแพชูชีพเพื่อเตรียมการสละเรือใหญ่
23:46 น. เรือหลวงสุโขทัยจมลงสู่ใต้ทะเลทั้งหมด ที่ความลึกประมาณ 40 เมตร ห่างจากชายฝั่งประมาณ 19 ไมล์ทะเล

ปฏิบัติการค้นหาและผลการสอบสวน

หลังเกิดเหตุ กองทัพเรือได้ระดมกำลังและทรัพยากรทั้งหมดเพื่อปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่ภารกิจการสำรวจซากเรือ และการจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและถอดบทเรียนจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้

ภารกิจร่วมสำรวจซากเรือ

ภารกิจสำรวจซากเรือหลวงสุโขทัยที่จมอยู่ใต้ทะเลเป็นปฏิบัติการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยได้รับความร่วมมือจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาในการส่งผู้เชี่ยวชาญและยุทโธปกรณ์เข้าร่วม ทีมสำรวจได้ทำการดำน้ำลงไปตรวจสอบซากเรือทั้งหมด 4 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการคือ: การค้นหากำลังพลผู้สูญหาย ที่อาจติดอยู่ภายในตัวเรือ, การปลดวัตถุอันตราย เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ที่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมหรือการเดินเรือในบริเวณนั้น และ การสำรวจความเสียหาย เพื่อรวบรวมหลักฐานทางเทคนิคสำหรับคณะกรรมการสอบสวน อย่างไรก็ตาม ผลจากการสำรวจภายในซากเรืออย่างละเอียด ไม่พบร่างของกำลังพลที่ยังคงสูญหายทั้ง 5 นาย

บทสรุปจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของกองทัพเรือได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากพยานบุคคล หลักฐานทางเทคนิค และข้อมูลสภาพอากาศอย่างละเอียด เพื่อวิเคราะห์และสรุปสาเหตุของการอับปางอย่างเป็นทางการ ผลการสอบสวนได้ข้อสรุปที่สำคัญดังนี้

ผลการสอบสวนไม่พบว่ามีความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับการเรือหรือกำลังพลบนเรือ สาเหตุหลักเกิดจากสภาพอากาศที่รุนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการตัดสินใจนำเรือกลับฐานทัพด้วยเส้นทางที่ยาวและใช้ระยะเวลามากเกินไปในสภาวะที่เสี่ยงภัย ซึ่งถือเป็นดุลยพินิจที่ขาดความรอบคอบ และมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ หลักฐานเชิงเทคนิคยังยืนยันว่าน้ำทะเลได้รั่วไหลเข้าสู่เรือจากการกระแทกของคลื่นจากภายนอก ซึ่งทำให้เรือสูญเสียกำลังลอยและเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การเอียงและอับปางในที่สุด บทสรุปนี้ชี้ให้เห็นว่าโศกนาฏกรรมเป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ทั้งพลังของธรรมชาติ ความทนทานของโครงสร้างเรือ และการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน

สถานะปัจจุบันและบทสรุปของเหตุการณ์

ในปัจจุบัน ซากเรือหลวงสุโขทัยยังคงจมอยู่ที่ความลึกประมาณ 40 เมตรใต้ทะเลอ่าวไทย และยังไม่มีแผนการที่จะกู้เรือขึ้นมาทั้งลำในระยะใกล้นี้ เนื่องจากเป็นปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนสูงและต้องใช้งบประมาณมหาศาล ภารกิจการค้นหากำลังพลที่สูญหายได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว โดยไม่สามารถพบผู้สูญหายเพิ่มเติมได้

เหตุการณ์อับปางของเรือหลวงสุโขทัยถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญสำหรับกองทัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทะเลของประเทศไทย โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงจากสภาพอากาศ การบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ และการฝึกฝนกำลังพลเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลด แต่เรื่องราวของเรือหลวงสุโขทัยจะเป็นเครื่องเตือนใจและเป็นกรณีศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมในลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของกำลังพลจะต้องเป็นสิ่งที่มาก่อนเสมอในการปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ