Home » AI เขย่าตลาดงาน! อาชีพไหนรุ่ง-ร่วง รับเทรนด์ใหม่ 2568

AI เขย่าตลาดงาน! อาชีพไหนรุ่ง-ร่วง รับเทรนด์ใหม่ 2568

สารบัญ

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดแรงงานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้โครงสร้างอาชีพและความต้องการทักษะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

  • เทคโนโลยี AI ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มอาชีพอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มงานทักษะสูงที่เป็นที่ต้องการ และกลุ่มงานลักษณะซ้ำซากที่มีความเสี่ยงจะถูกแทนที่
  • อุตสาหกรรมหลักของไทย เช่น ICT การค้าปลีก และการผลิต กำลังเป็นผู้นำในการนำ AI มาใช้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลและข้อมูล
  • แรงงานและผู้กำลังจะเข้าสู่ตลาดจำเป็นต้องพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และเรียนรู้ทักษะอื่นเพิ่มเติม (Reskill) โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล เพื่อให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่
  • รูปแบบการจ้างงานในประเทศไทยมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การจ้างงานแบบสัญญาจ้าง (Contract) และพาร์ทไทม์ (Part-time) เพื่อตอบสนองต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจากเทคโนโลยี AI

สถานการณ์ตลาดแรงงานในปี 2568 กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ล่าสุด การเข้ามาของ AI ไม่ได้เป็นเพียงการนำเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาใช้ในที่ทำงาน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของงานและความต้องการทักษะของแรงงานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อบุคลากรในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานไปจนถึงผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานมานาน การทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่ต้องการเติบโตในสายอาชีพ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีแนวโน้มว่าในช่วงปี 2025-2030 (พ.ศ. 2568-2573) AI จะสร้างตำแหน่งงานใหม่ขึ้นมาราว 11 ล้านตำแหน่ง แต่ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ตำแหน่งงานเดิมหายไปถึง 9 ล้านตำแหน่ง หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการที่ AI เข้ามาทำงานในส่วนที่เป็นงานซ้ำซาก (Repetitive Tasks) และงานที่ต้องใช้แรงงานเป็นหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มุ่งเน้นไปที่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การวางกลยุทธ์ และการตัดสินใจที่ซับซ้อนมากขึ้น สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กระแสการเติบโตของบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI กำลังเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

AI เขย่าตลาดงาน! อาชีพไหนรุ่ง-ร่วง รับเทรนด์ใหม่ 2568: ภาพรวมผลกระทบ

ผลกระทบของ AI ต่อตลาดงานในปี 2568 สามารถแบ่งออกได้เป็นสองขั้วอย่างชัดเจน คือ กลุ่มอาชีพที่รุ่งเรืองและเป็นที่ต้องการสูง กับกลุ่มอาชีพที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงและอาจถูกลดความสำคัญลง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลมาจากการที่องค์กรต่างๆ เริ่มนำระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ความเข้าใจในพลวัตนี้จะช่วยให้แรงงานสามารถวางแผนเส้นทางอาชีพและพัฒนาทักษะของตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในอนาคตได้

การมาถึงของ AI ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของงาน แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่เรียกร้องให้มนุษย์ยกระดับทักษะของตนเองไปสู่การทำงานเชิงสร้างสรรค์และกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องจักรยังไม่สามารถทำได้

ในภาพรวม อาชีพที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนา การจัดการ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะกลายเป็นกลุ่มอาชีพดาวรุ่ง ขณะที่อาชีพที่เน้นการทำงานตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตายตัว มีลักษณะซ้ำซาก และไม่ต้องการการตัดสินใจที่ซับซ้อน จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงงานในสายธุรการ การบริการลูกค้าเบื้องต้น และงานคัดกรองข้อมูลพื้นฐาน

กลุ่มอาชีพดาวรุ่งแห่งปี 2568

กลุ่มอาชีพดาวรุ่งแห่งปี 2568

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง มีกลุ่มอาชีพจำนวนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเข้ามาของ AI โดยตำแหน่งงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีความต้องการสูง แต่ยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจอีกด้วย ส่วนใหญ่เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ และการจัดการข้อมูล

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและนักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Scientist & Data Analyst)

ในยุคที่ข้อมูลเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ใหม่ของธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและนักวิเคราะห์ข้อมูลกลายเป็นบุคลากรที่ขาดไม่ได้ องค์กรต่างๆ ต้องการผู้ที่สามารถนำข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการผลิต หรือข้อมูลการตลาดมหาศาลมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวโน้ม (Trend) รูปแบบ (Pattern) และข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่ซ่อนอยู่ เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ การพัฒนากลยุทธ์ และการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพนี้ ได้แก่ ความรู้ด้านสถิติ การเขียนโปรแกรม (เช่น Python, R) และความสามารถในการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ

วิศวกรข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญระบบอัตโนมัติ (Data Engineer & Automation Specialist)

หากนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลคือผู้ที่วิเคราะห์ข้อมูล วิศวกรข้อมูลก็คือผู้ที่สร้างและดูแลโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นพร้อมใช้งาน อาชีพนี้มีหน้าที่ออกแบบ สร้าง และบำรุงรักษาสถาปัตยกรรมระบบข้อมูล เช่น ไปป์ไลน์ข้อมูล (Data Pipeline) และคลังข้อมูล (Data Warehouse) เพื่อให้การจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญระบบอัตโนมัติจะเน้นไปที่การนำ AI และ Machine Learning มาใช้ในการสร้างระบบที่ทำงานได้เอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการต่างๆ เช่น ในสายการผลิต หรือระบบโลจิสติกส์

ผู้ใช้งานเครื่องมือ AI ระดับเทคนิค (Technical AI Tool User)

นอกเหนือจากผู้สร้างเทคโนโลยีแล้ว ตลาดแรงงานยังต้องการผู้ที่สามารถนำเครื่องมือ AI ที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสายงานของตนเอง อาชีพกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่ต้องมีความเข้าใจในหลักการทำงานของ AI และสามารถใช้แพลตฟอร์มหรือซอฟต์แวร์ AI ต่างๆ ได้อย่างเชี่ยวชาญ เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลที่สามารถใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและทำโฆษณาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing) หรือนักวางแผนซัพพลายเชนที่ใช้ AI ในการพยากรณ์ความต้องการสินค้า

กลุ่มอาชีพที่เผชิญความท้าทายและความเสี่ยง

ในทางกลับกัน มีกลุ่มอาชีพจำนวนมากที่ลักษณะงานหลักกำลังถูกคุกคามโดยตรงจากระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ งานเหล่านี้มักมีลักษณะร่วมกันคือเป็นงานที่มีขั้นตอนชัดเจน ทำซ้ำๆ และไม่ต้องการการตีความหรือความคิดสร้างสรรค์ที่ซับซ้อน

งานธุรการและเอกสารที่ทำซ้ำ

งานประเภทการป้อนข้อมูล (Data Entry) การจัดเก็บและคัดแยกเอกสาร การทำรายงานสรุปตามรูปแบบเดิมๆ หรือการนัดหมายประชุมพื้นฐาน ล้วนเป็นงานที่ AI สามารถทำได้รวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์ ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์จำนวนมากที่สามารถสแกนเอกสารและดึงข้อมูลออกมาจัดเก็บในระบบได้โดยอัตโนมัติ ทำให้ความต้องการแรงงานในส่วนนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

งานคัดกรองเบื้องต้นในฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR)

กระบวนการสรรหาบุคลากรในอดีตต้องใช้เจ้าหน้าที่ HR จำนวนมากในการอ่านและคัดกรองใบสมัคร (Résumé) หลายร้อยหลายพันฉบับ แต่ในปัจจุบัน ระบบ Applicant Tracking System (ATS) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถทำหน้าที่นี้ได้โดยอัตโนมัติ ระบบสามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้สมัคร เปรียบเทียบคุณสมบัติกับตำแหน่งงาน และจัดลำดับความสำคัญของผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้จัดการฝ่ายบุคคล ซึ่งช่วยลดเวลาและภาระงานในส่วนนี้ลงได้อย่างมาก

งานบริการลูกค้าพื้นฐาน

งานตอบคำถามลูกค้าที่พบบ่อย (FAQ) การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์เบื้องต้น หรือการรับเรื่องร้องเรียนที่ไม่ซับซ้อน กำลังถูกแทนที่ด้วย Chatbot และ Voicebot ที่ทำงานด้วย AI ซึ่งสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด แม้ว่างานบริการลูกค้าที่ต้องใช้ความเข้าใจในอารมณ์และแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนจะยังคงมีความสำคัญ แต่บทบาทของพนักงานบริการลูกค้าจะเปลี่ยนไปสู่การดูแลเคสที่ยากและต้องการการปฏิสัมพันธ์ระดับสูงมากขึ้น

อุตสาหกรรมหลักในไทยที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ในประเทศไทย มีหลายอุตสาหกรรมที่เริ่มนำเทคโนโลยี AI เข้ามาปรับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างความต้องการแรงงานทักษะใหม่ๆ ขึ้นมา การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดทิศทางของตลาดแรงงานในภาพรวม

ตารางสรุปการประยุกต์ใช้ AI และตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ปี 2568
อุตสาหกรรม การประยุกต์ใช้ AI ตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการสูง
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) การพัฒนาซอฟต์แวร์ AI, ระบบคลาวด์, ความปลอดภัยทางไซเบอร์, การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ นักพัฒนา AI/ML, วิศวกรข้อมูล, ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์, วิศวกรคลาวด์
การขายส่งและการขายปลีก ระบบแนะนำสินค้าส่วนบุคคล, การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า, การจัดการสินค้าคงคลังอัตโนมัติ, Chatbot บริการลูกค้า นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล, นักวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด, ผู้เชี่ยวชาญด้าน E-commerce, ผู้ใช้งานเครื่องมือ AI ทางการตลาด
การผลิต ระบบควบคุมคุณภาพอัตโนมัติ (AI Vision), หุ่นยนต์ในสายการผลิต (Robotics), การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) วิศวกรระบบอัตโนมัติ, นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล, วิศวกรหุ่นยนต์, ผู้เชี่ยวชาญด้าน IoT (Internet of Things)

การปรับตัวของตลาดแรงงานและองค์กรในประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ส่งผลให้ทั้งฝั่งแรงงานและองค์กรต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในสภาวะแวดล้อมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

ผลกระทบต่องานระดับเริ่มต้น (Entry-level)

หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาและกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน เนื่องจากงานระดับเริ่มต้นจำนวนมากที่มีลักษณะเป็นงานซ้ำซากกำลังถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ สิ่งนี้ทำให้การแข่งขันเพื่อเข้าทำงานในตำแหน่งแรกสูงขึ้น และยังส่งผลต่อความคาดหวังด้านเงินเดือนอีกด้วย ผู้สมัครงานรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีทักษะดิจิทัลติดตัวและแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความโดดเด่นและเพิ่มโอกาสในการได้งาน

ความยืดหยุ่นในรูปแบบการจ้างงาน

ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนและแรงกดดันทางการค้า องค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานไปสู่ความยืดหยุ่นมากขึ้น มีการจ้างงานในรูปแบบสัญญาจ้างระยะสั้น (Contract) หรือพาร์ทไทม์ (Part-time) เพิ่มขึ้น เพื่อให้องค์กรสามารถปรับขนาดทีมงานได้ตามความจำเป็น นอกจากนี้ บางองค์กรยังมีการเสนอโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) เพื่อเปิดทางให้มีการปรับโครงสร้างองค์กรและรับบุคลากรที่มีทักษะใหม่ๆ เข้ามาแทนที่

ความจำเป็นของการ Upskill และ Reskill

สำหรับแรงงานในปัจจุบัน การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นในการอยู่รอด การพัฒนาทักษะเดิมให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น (Upskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่ตลาดต้องการ (Reskill) โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI กลายเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาตำแหน่งงานและสร้างโอกาสในการเติบโตทางอาชีพ องค์กรและภาครัฐเองก็จำเป็นต้องมีบทบาทในการสนับสนุนและจัดหาหลักสูตรการเรียนรู้ที่ทันสมัยและเข้าถึงได้ง่ายให้กับแรงงาน

บทสรุป และแนวทางเตรียมความพร้อมสู่อนาคต

ในปี 2568 ตลาดงานประเทศไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้เกิดการแบ่งขั้วระหว่างอาชีพที่เป็นที่ต้องการสูงอย่างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและวิศวกรระบบอัตโนมัติ กับอาชีพที่เน้นงานซ้ำซากซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงาน แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานไปสู่ความยืดหยุ่นมากขึ้น

การเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของตลาดแรงงานจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน สำหรับบุคลากร การเปิดใจเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่อง คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่นคงและความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพ ท่ามกลางคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันหยุดนิ่งนี้ ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดคือผู้ที่จะสามารถคว้าโอกาสและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน