Home » ‘สังคมสูงวัย’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว! Gen Z-Y ต้องปรับแผนชีวิต?

สังคมสูงวัย’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว! Gen Z-Y ต้องปรับแผนชีวิต?

สารบัญ

การเปลี่ยนแปลงสู่ สังคมสูงวัย’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว! Gen Z-Y ต้องปรับแผนชีวิต? นี่คือคำถามสำคัญที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ เมื่อโครงสร้างประชากรของประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การเงินส่วนบุคคล การทำงาน ไปจนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม การทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนเจเนอเรชัน Z และ Y ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศในปัจจุบันและอนาคต

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม
  • Gen Z และ Gen Y คือกลุ่มวัยทำงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในแง่ภาระการดูแลผู้สูงอายุ และความจำเป็นในการวางแผนการเงินเพื่ออนาคตของตนเองอย่างรัดกุม
  • การปรับตัวต้องครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ การเงิน สุขภาพ โครงสร้างครอบครัว และการปรับตัวในตลาดแรงงาน เพื่อรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้น
  • การสร้างความเข้าใจเรื่องช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมที่คนทุกวัยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและเกื้อกูลกัน
  • การวางแผนชีวิตอย่างรอบคอบตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว

ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสังคมสูงวัย

การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ครั้งใหญ่นี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม บริบทและผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละสังคมย่อมมีความแตกต่างกัน การทำความเข้าใจนิยามและสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการวางแผนรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ

นิยามและความสำคัญ

สังคมสูงวัย (Aging Society) คือ สังคมที่มีสัดส่วนของประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นอย่างน้อย 10% ของประชากรทั้งหมด หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 7% ของประชากรทั้งหมด การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานในวัยทำงานจำนวนน้อยลงในการดูแลประชากรส่วนใหญ่ และต่อโครงสร้างทางสังคมที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับความต้องการและการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงอัตราการเกิดที่ลดลงและอายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่ยืนยาวขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข

สถานการณ์สังคมสูงวัยในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลในปี พ.ศ. 2566 ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 20.17% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) อย่างเป็นทางการแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่คนในวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ต้องตระหนักถึงภาระและความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ทั้งในระดับครอบครัวและในระดับประเทศ การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อระบบสวัสดิการสังคม ระบบสาธารณสุข และตลาดแรงงานในอนาคตอันใกล้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Gen Z และ Gen Y: กลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องปรับตัว

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร Gen Z และ Gen Y ถือเป็นสองเจเนอเรชันที่ยืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนสำคัญ พวกเขาคือกลุ่มคนที่ต้องเผชิญกับผลกระทบโดยตรงและเป็นกำลังสำคัญในการกำหนดทิศทางของสังคมในอนาคต แม้จะอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน แต่ทั้งสองกลุ่มกลับมีมุมมองและเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างกันไป

Gen Y กับความท้าทายรอบด้าน

กลุ่ม Gen Y หรือกลุ่มมิลเลนเนียล (ผู้มีอายุระหว่าง 30-44 ปี ในปี 2568) เป็นกลุ่มที่กำลังอยู่ในช่วงสร้างฐานะ สร้างครอบครัว และก้าวสู่จุดสูงสุดในอาชีพการงาน พวกเขาต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่สูง ทั้งจากภาระค่าครองชีพ หนี้สิน และความคาดหวังในการดูแลพ่อแม่ที่กำลังเข้าสู่วัยชรา ขณะเดียวกันก็ต้องวางแผนอนาคตของตนเองและลูกหลาน ด้วยเหตุนี้ พฤติกรรมการใช้จ่ายของ Gen Y จึงมักผ่านการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า และการลงทุนเพื่อการดูแลตนเอง (Self-Care) ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อรับมือกับความกดดันรอบด้าน

Gen Z กับความตระหนักรู้ต่ออนาคต

ในทางกลับกัน Gen Z (ผู้มีอายุช่วง 20 ปีต้นๆ) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดแรงงาน กลับเติบโตมาพร้อมกับการรับรู้ปัญหาสังคมสูงวัยผ่านสื่อและข้อมูลต่างๆ อย่างชัดเจน ทำให้คนกลุ่มนี้มีความตื่นตัวและตระหนักถึงความท้าทายในอนาคตมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ พวกเขามีแนวโน้มที่จะเริ่มวางแผนการเงินและการลงทุนเพื่อวัยเกษียณเร็วขึ้น มีความสนใจในอาชีพที่มีความยืดหยุ่น และเปิดรับแนวคิดการทำงานและการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ๆ ที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีขึ้น

ตารางเปรียบเทียบมุมมองและสถานการณ์ของ Gen Y และ Gen Z ต่อสังคมสูงวัย
ประเด็นเปรียบเทียบ Gen Y (กลุ่มมิลเลนเนียล) Gen Z (กลุ่มเริ่มต้นทำงาน)
สถานะปัจจุบัน อยู่ในช่วงสร้างครอบครัวและฐานะทางการเงินที่มั่นคง เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดแรงงานและสร้างเส้นทางอาชีพ
แรงกดดันหลัก ภาระทางเศรษฐกิจรอบด้าน ทั้งดูแลครอบครัวและวางแผนอนาคต ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
การรับรู้ปัญหาสังคมสูงวัย เผชิญปัญหาโดยตรงจากการต้องดูแลพ่อแม่ที่เข้าสู่วัยชรา มีความตระหนักรู้สูงผ่านข้อมูลข่าวสารและสื่อต่างๆ
แนวทางการใช้จ่าย เน้นความคุ้มค่า การลงทุนเพื่อดูแลตนเอง (Self-Care) เปิดรับการลงทุนรูปแบบใหม่ และเริ่มวางแผนการเงินเพื่อเกษียณเร็วขึ้น

มิติสำคัญที่ต้องปรับแผนชีวิตเพื่อรับมือสังคมสูงวัย

การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ดังนั้น Gen Z และ Gen Y จำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนแผนชีวิตใน 4 มิติสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

การวางแผนการเงินและการออมเพื่อวัยเกษียณ

เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นและวัยแรงงานลดลง ภาระทางการคลังของประเทศจะสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงของระบบบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการภาครัฐในอนาคต คนรุ่นใหม่จึงไม่สามารถพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป การวางแผนการเงินส่วนบุคคลจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด ซึ่งรวมถึง:

  • การเริ่มต้นออมและลงทุนเพื่อการเกษียณให้เร็วที่สุด: การใช้พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้ แม้จะเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนไม่มาก
  • การศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุน: ทำความเข้าใจสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับเป้าหมาย
  • การวางแผนภาษีและการจัดการหนี้สิน: บริหารจัดการหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่เพื่อเพิ่มเงินออม

การดูแลสุขภาพและวางแผนชีวิตที่ยืนยาว

การแพทย์ที่ก้าวหน้าทำให้มนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น แต่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพต้องมาพร้อมกับสุขภาพที่ดี การวางแผนด้านสุขภาพจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย แต่คือการป้องกันและดูแลเชิงรุก ซึ่งประกอบด้วย:

  • การทำประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง: เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถานะทางการเงิน
  • การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน: การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การวางแผนการใช้ชีวิตในบั้นปลาย: การคิดและเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย การดูแลระยะยาว (Long-term care) และกิจกรรมหลังเกษียณ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวและสังคม

โครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิมที่เป็นครอบครัวขยายกำลังลดน้อยลง คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะมีขนาดครอบครัวเล็กลงหรือเลือกที่จะไม่มีบุตร ส่งผลให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุตกอยู่กับคนจำนวนน้อยลง การปรับตัวในมิตินี้จึงหมายถึง:

  • การพูดคุยและวางแผนร่วมกันในครอบครัว: สื่อสารอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับแผนการดูแลพ่อแม่ในวัยชรา ทั้งในด้านการเงินและด้านการใช้ชีวิต
  • การสร้างเครือข่ายทางสังคม: การมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชนหรือกลุ่มเพื่อนฝูงจะช่วยลดความโดดเดี่ยวและเป็นที่พึ่งพิงทางใจได้ในยามจำเป็น
  • การปรับทัศนคติต่อการอยู่ร่วมกัน: สร้างความเข้าใจและความยืดหยุ่นในการอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุในสังคม ซึ่งอาจรวมถึงการปรับสภาพแวดล้อมที่ทำงานหรือที่อยู่อาศัยให้เป็นมิตรกับคนทุกวัย

การปรับตัวทางเศรษฐกิจและการทำงาน

สังคมสูงวัยสร้างทั้งความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ในตลาดแรงงาน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ (Silver Economy) เช่น การดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีเพื่อผู้สูงวัย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จะเติบโตขึ้นอย่างมาก คนรุ่นใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมโดย:

  • การพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling/Upskilling): เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือทักษะด้านการดูแล เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
  • การมีความยืดหยุ่นในอาชีพ: เปิดรับการทำงานในรูปแบบใหม่ๆ เช่น การเป็นฟรีแลนซ์ การทำงานจากระยะไกล หรือการมีอาชีพเสริม เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้
  • การมองหาโอกาสทางธุรกิจ: สำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างธุรกิจหรือบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชากรสูงวัย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

การลดช่องว่างระหว่างวัยเพื่อสังคมที่ยั่งยืน

การลดช่องว่างระหว่างวัยเพื่อสังคมที่ยั่งยืน

อีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญในสังคมสูงวัยคือ “ช่องว่างระหว่างวัย” (Generation Gap) ซึ่งเกิดจากความแตกต่างทางด้านประสบการณ์ ค่านิยม และมุมมองในการใช้ชีวิตระหว่างคนต่างรุ่น การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างเจเนอเรชันจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สังคมสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น ทั้งในระดับองค์กรและระดับสังคมโดยรวม องค์กรต่างๆ อาจต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานเพื่อส่งเสริมให้คนต่างวัยสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ขณะที่ในระดับสังคม การสร้างพื้นที่และกิจกรรมที่คนทุกวัยสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้จะช่วยลดอคติและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันได้

บทสรุป: การวางแผนชีวิตในวันนี้เพื่ออนาคตที่มั่นคง

การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกล แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของคน Gen Z และ Gen Y การเพิกเฉยหรือรอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนจึงไม่ใช่ทางออกที่ดี การเริ่มต้นวางแผนชีวิตอย่างรอบด้านตั้งแต่วันนี้ ทั้งในมิติการเงิน สุขภาพ ครอบครัว และอาชีพการงาน คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถรับมือกับความท้าทายได้อย่างมั่นคง และเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยได้อย่างมีคุณภาพ การเตรียมความพร้อมอย่างชาญฉลาดไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับสังคมไทยในภาพรวมต่อไป