Home » รู้จัก Quiet Thriving เทรนด์ใหม่คนทำงาน ไม่อยากหมดไฟ

รู้จัก Quiet Thriving เทรนด์ใหม่คนทำงาน ไม่อยากหมดไฟ

สารบัญ

ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิดและเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคนทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะและสมดุลชีวิตมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Quiet Thriving ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองในฐานะทางเลือกใหม่ที่สร้างสรรค์กว่าการลาออกเงียบ (Quiet Quitting)

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • นิยามที่แตกต่าง: Quiet Thriving คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างตั้งใจ เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและสุขภาวะในงาน ไม่ใช่การทำงานให้น้อยลงเพื่อรอวันลาออก
  • เป้าหมายหลัก: แนวคิดนี้มุ่งเน้นการสร้าง Work-Life Balance ที่ยั่งยืน ค้นหาความหมายในงาน และปกป้องสุขภาพจิต เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ (Burnout)
  • การปรับเปลี่ยนจากภายใน: หัวใจสำคัญอยู่ที่การปรับมุมมองต่องาน การสร้างขอบเขตที่ชัดเจน และการดูแลตัวเองในระหว่างวันทำงาน
  • บทบาทขององค์กร: การสนับสนุนจากนายจ้าง เช่น การให้ความยืดหยุ่น การส่งเสริมการพักผ่อน และการสร้างบรรยากาศที่ดี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้ประสบความสำเร็จ
  • ทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า: Quiet Thriving นำเสนอทางออกที่เป็นบวกสำหรับคนทำงานที่รู้สึกเหนื่อยล้า แต่ยังต้องการเติบโตและมีความสุขกับงาน โดยไม่ต้องเลือกเส้นทางของการหมดใจหรือลาออก

บทความนี้จะพาไปรู้จัก Quiet Thriving เทรนด์ใหม่คนทำงาน ไม่อยากหมดไฟ อย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจว่าแนวคิดนี้คืออะไร แตกต่างจาก Quiet Quitting อย่างไร และมีหลักการใดบ้างที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จในวิถีการทำงานยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดแรงงาน ซึ่งพนักงานกำลังทวงคืนอำนาจในการจัดการชีวิตการทำงานของตนเอง โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพที่มาพร้อมกับสุขภาวะที่ดี แทนที่จะยอมจำนนต่อวัฒนธรรมการทำงานหนักที่นำไปสู่ภาวะหมดไฟในที่สุด

Quiet Thriving ไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่เป็นการบริหารจัดการพลังงานและความคาดหวังอย่างชาญฉลาด เป็นการค้นหาวิธีการ “ทำงานได้ดีขึ้น” ไม่ใช่แค่ “ทำงานหนักขึ้น” เพื่อให้สามารถรักษาประสิทธิภาพในระยะยาว พร้อมกับมีความสุขและความพึงพอใจกับชีวิตการทำงานในทุกๆ วัน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับคนทำงานในยุคปัจจุบันและอนาคต

Quiet Thriving คืออะไร: เจาะลึกนิยามเทรนด์ใหม่แห่งปี 2568

Quiet Thriving หรือ “การเติบโตอย่างเงียบๆ” เป็นเทรนด์การทำงานที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปี 2568 ซึ่งเป็นแนวทางที่พนักงานเลือกที่จะปรับปรุงสุขภาวะและความพึงพอใจในงานของตนเอง ผ่านการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำอย่างจงใจและสม่ำเสมอ แทนที่จะเลือกวิธีการทำงานหนักขึ้นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง หรือถอดใจและลาออกไปเลย แนวคิดนี้เป็นการแสวงหาความสมดุล จุดมุ่งหมาย และความเติมเต็มในหน้าที่การงาน พร้อมกับปกป้องสุขภาพจิตของตนเองไปพร้อมกัน

แก่นแท้ของ Quiet Thriving คือการที่พนักงานกลับมาเป็นผู้ควบคุมประสบการณ์การทำงานของตนเองอีกครั้ง โดยไม่ได้เป็นการต่อต้านองค์กร แต่เป็นการทำงานร่วมกับองค์กรเพื่อสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นการเปลี่ยนจากความคิดที่ว่า “ต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่องาน” มาเป็น “จะทำงานอย่างไรให้ชีวิตโดยรวมดีขึ้น”

เปรียบเทียบความแตกต่าง: Quiet Thriving vs. Quiet Quitting

แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ Quiet Thriving และ Quiet Quitting มีความหมายและเป้าหมายที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง Quiet Quitting คือการที่พนักงานทำเฉพาะงานที่จำเป็นตามขอบเขตความรับผิดชอบขั้นต่ำสุด เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟหรือแสดงออกถึงความไม่พอใจ เป็นกลยุทธ์เชิงรับที่เน้นการ “เอาตัวรอด” ในขณะที่ Quiet Thriving เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่เน้นการ “เติบโต” และ “สร้างสุข”

ตารางเปรียบเทียบแนวคิด Quiet Thriving และ Quiet Quitting เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในด้านเป้าหมาย การกระทำ และผลลัพธ์ต่อการทำงานและสุขภาวะส่วนบุคคล
คุณลักษณะ Quiet Thriving (การเติบโตอย่างเงียบๆ) Quiet Quitting (การลาออกเงียบ)
เป้าหมายหลัก เพิ่มความสุข ความพึงพอใจ และสุขภาวะที่ดีในงาน เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ทำงานตามขอบเขตขั้นต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟ
ทัศนคติ เชิงรุก: “ฉันจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้งานและการใช้ชีวิตของฉันดีขึ้น” เชิงรับ: “ฉันจะทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ให้เดือดร้อน”
การกระทำ สร้างขอบเขต, หาความหมายในงาน, พักเบรก, พัฒนาตนเอง, ดูแลสุขภาพจิต ปฏิเสธงานนอกเหนือหน้าที่, ไม่ทำงานล่วงเวลา, ลดความกระตือรือร้น
ผลลัพธ์ต่อพนักงาน รู้สึกมีพลัง, มีความสุขกับงาน, สุขภาพจิตดีขึ้น, มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน รู้สึกไม่ผูกพันกับงาน, ขาดแรงจูงใจ, อาจนำไปสู่ความรู้สึกว่างเปล่า
ผลลัพธ์ต่อองค์กร พนักงานมีส่วนร่วมสูง, รักษาบุคลากรคุณภาพได้, มีประสิทธิภาพคงที่ ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมลดลง, บรรยากาศในทีมแย่ลง, เสียบุคลากรในระยะยาว

เหตุผลที่ Quiet Thriving กลายเป็นกระแสสำคัญ

การเกิดขึ้นของ Quiet Thriving เป็นผลพวงโดยตรงจากการที่คนทำงานทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงผลเสียของ “Hustle Culture” หรือวัฒนธรรมการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ แต่ในความเป็นจริงกลับนำไปสู่ภาวะหมดไฟและความเครียดสะสม คนทำงานยุคใหม่จึงเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและ Work-Life Balance มากขึ้น และมองหาแนวทางการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องแลกชีวิตส่วนตัวกับความก้าวหน้าทางอาชีพ

ดังนั้น Quiet Thriving จึงเปรียบเสมือนวิวัฒนาการขั้นต่อไปของคนทำงาน ที่ไม่ได้เลือกจะยอมจำนน (ทำงานหนักต่อไป) หรือหนีปัญหา (ลาออกเงียบ) แต่เลือกที่จะเผชิญหน้าและปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นให้กับตนเองจากภายใน

หลักการสำคัญของ Quiet Thriving: สร้างสุขภาวะที่ดีในที่ทำงาน

การนำแนวคิด Quiet Thriving มาปรับใช้ในชีวิตการทำงานนั้น ไม่ได้อาศัยการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญหลายประการ

การปรับเปลี่ยนมุมมองและเชื่อมโยงงานกับคุณค่าส่วนตัว

หลักการข้อแรกคือการพยายามมองหาวิธีเชื่อมโยงงานที่ทำอยู่กับคุณค่า (Values) ที่ตนเองยึดถือ แม้ว่าบางครั้งงานอาจดูซ้ำซากจำเจ แต่การเปลี่ยนมุมมองและพยายามค้นหาว่างานชิ้นนั้นส่งผลดีต่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่าอย่างไร จะช่วยเพิ่มความรู้สึกถึงคุณค่าและความหมายได้ เช่น พนักงานฝ่ายบริการลูกค้าอาจมองว่างานของตนไม่ใช่แค่การรับเรื่องร้องเรียน แต่คือการช่วยเหลือผู้คนให้แก้ปัญหาได้สำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับคุณค่าเรื่องการช่วยเหลือผู้อื่น

การเปลี่ยนมุมมองจาก “งานที่ต้องทำ” ไปสู่ “งานที่มีส่วนสร้างผลกระทบเชิงบวก” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความผูกพันกับงานอย่างแท้จริง

พลังของการพักเบรกเล็กๆ และการดูแลตนเอง

Quiet Thriving ให้ความสำคัญกับการผสมผสานการพักเบรกสั้นๆ (Micro-breaks) และการดูแลตนเอง (Self-care) เข้าไปในตารางการทำงานประจำวัน การลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุกชั่วโมง, การนั่งสมาธิสั้นๆ 5 นาที, หรือการเดินออกไปรับแสงแดดช่วงพักกลางวัน ล้วนเป็นวิธีเติมพลังงานและลดความเครียดสะสมที่มีประสิทธิภาพ การกระทำเล็กๆ เหล่านี้ช่วยให้สมองได้พักและกลับมาทำงานได้อย่างมีสมาธิและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การสร้างขอบเขตเพื่อปกป้องพลังงานและสุขภาพจิต

การกำหนดขอบเขต (Boundaries) เป็นหัวใจสำคัญของ Quiet Thriving ซึ่งหมายถึงการกำหนดเวลาเลิกงานที่ชัดเจน, การปิดการแจ้งเตือนเรื่องงานนอกเวลา, และการเรียนรู้ที่จะปฏิเสธงานที่เกินขอบเขตความรับผิดชอบหรือเกินกำลังของตนเองอย่างสุภาพ การสร้างขอบเขตไม่ได้หมายถึงการไม่ทุ่มเท แต่เป็นการบริหารจัดการพลังงานของตนเองอย่างชาญฉลาด เพื่อให้มีแรงเหลือพอที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่ในวันถัดไป และมีเวลาสำหรับชีวิตส่วนตัว

ค้นหาความผูกพันในงานโดยไม่ทำงานหนักเกินไป

แนวคิดนี้สนับสนุนให้พนักงานค้นหาความมีส่วนร่วมและความผูกพันกับงานในรูปแบบที่สร้างสรรค์ โดยไม่จำเป็นต้องทำงานล่วงเวลาหรือรับโครงการเพิ่มเสมอไป อาจเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมของบริษัท, การเป็นพี่เลี้ยงให้กับพนักงานใหม่, หรือการเสนอไอเดียเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานเล็กๆ น้อยๆ การกระทำเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและเพิ่มความพึงพอใจในงานได้โดยไม่เพิ่มภาระงานจนเกินไป

บทบาทขององค์กรในการสนับสนุน Quiet Thriving

แม้ Quiet Thriving จะเป็นแนวคิดที่เริ่มต้นจากตัวพนักงาน แต่จะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยการสนับสนุนจากองค์กรและนายจ้างด้วยเช่นกัน องค์กรที่ชาญฉลาดจะมองเห็นประโยชน์ของเทรนด์นี้และปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรเพื่อส่งเสริมให้พนักงานสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

การส่งเสริมวัฒนธรรมการพักผ่อนอย่างแท้จริง

องค์กรสามารถสนับสนุนได้โดยการส่งเสริมให้พนักงานใช้เวลาพักเบรกอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการพักระหว่างวันหรือการลาพักร้อน การสร้างวัฒนธรรมที่ไม่คาดหวังให้พนักงานต้องตอบอีเมลหรือทำงานนอกเวลาราชการเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ การมีนโยบายวันหยุดเพื่อสุขภาพจิต (Mental Health Days) ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยป้องกันภาวะหมดไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสร้างความสัมพันธ์และสายใยในทีม

การจัดกิจกรรมสร้างทีม (Team-building) หรือการพบปะพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานรู้สึกผูกพันและมีความสุขกับที่ทำงานมากขึ้น เมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่อบอุ่น ก็จะมีแนวโน้มที่จะทำงานอย่างมีส่วนร่วมและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

การมอบความยืดหยุ่นและโอกาสในการพัฒนาทักษะ

การให้ความยืดหยุ่นในการทำงาน เช่น การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Work) หรือการกำหนดเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ ช่วยให้พนักงานสามารถจัดสมดุลระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้พนักงานได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่พวกเขาสนใจ ยังเป็นการเพิ่มแรงจูงใจและความผูกพันต่องานและองค์กรในระยะยาว

Quiet Thriving กับการโอบรับความแตกต่าง: พื้นที่สำหรับชาว Introvert

อีกแง่มุมที่น่าสนใจของ Quiet Thriving คือการที่แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับจุดแข็งของคนที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว (Introvert) และส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายทางบุคลิกภาพ ในโลกการทำงานแบบเดิมๆ มักจะให้รางวัลกับคนที่แสดงออกอย่างโดดเด่น, กล้าแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม หรือมีความทะเยอทะยานที่เห็นได้ชัด ซึ่งเป็นลักษณะของชาว Extrovert

แต่ Quiet Thriving กลับให้คุณค่ากับการทำงานที่มาจากการไตร่ตรอง, การคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง และการเติบโตจากภายใน ซึ่งเป็นจุดแข็งของชาว Introvert แนวคิดนี้สร้างพื้นที่ให้พนักงานสามารถประสบความสำเร็จและเติบโตได้ในแบบของตนเอง โดยไม่ต้องกดดันให้ต้องเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพหรือแสดงออกในแบบที่ไม่ใช่ตัวเอง สิ่งนี้ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทุกคนรู้สึกเป็นที่ยอมรับและสามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

บทสรุป: ก้าวสู่การทำงานที่ยั่งยืนและเปี่ยมด้วยความสุข

โดยสรุปแล้ว การรู้จัก Quiet Thriving เทรนด์ใหม่คนทำงาน ไม่อยากหมดไฟ คือการทำความเข้าใจแนวทางการทำงานที่มุ่งเน้นการ “ทำงานให้ดีขึ้นเพื่อสุขภาวะของตนเอง” ผ่านการปรับเปลี่ยนที่จัดการได้ เพื่อเพิ่มความพึงพอใจในงานและรักษาสุขภาพจิตให้แข็งแรง ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาประสิทธิภาพการทำงานไว้ได้ แนวคิดนี้นำเสนอทางเลือกที่เป็นบวกและสร้างสรรค์สำหรับชีวิตการทำงานยุคใหม่ ซึ่งเป็นทางออกจากวังวนของภาวะหมดใจ (Disengagement) และภาวะหมดไฟ (Burnout)

การปรับใช้หลักการของ Quiet Thriving ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อตัวพนักงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อองค์กรในภาพรวม เพราะเมื่อพนักงานมีความสุข สุขภาพจิตดี และรู้สึกว่าสามารถสร้างสมดุลให้ชีวิตได้ พวกเขาก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและผูกพันกับองค์กรได้อย่างยั่งยืน นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่โลกการทำงานแห่งอนาคต ที่ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ชั่วโมงการทำงาน แต่-วัดกันที่คุณภาพชีวิตและผลงานที่เกิดขึ้นอย่างมีความสุข