Home » มรดกอลวน! ส่องกฎหมายภาษีใหม่ 2569 ต้องรู้ก่อนโอน

มรดกอลวน! ส่องกฎหมายภาษีใหม่ 2569 ต้องรู้ก่อนโอน

สารบัญ

การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายภาษีเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการวางแผนทางการเงินในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการส่งต่อทรัพย์สินจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งในปี 2569 มีการคาดการณ์ถึงการปรับปรุงและบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับภาษีมรดกอย่างจริงจังมากขึ้น การทำความเข้าใจในหลักการและเงื่อนไขต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเจ้าของทรัพย์สินและทายาท

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีมรดกปี 2569

  • เกณฑ์การเสียภาษี: ผู้รับมรดกที่มีมูลค่าทรัพย์สินรวมเกิน 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีเฉพาะในส่วนที่เกินจากเกณฑ์ดังกล่าว
  • ประเภททรัพย์สิน: กฎหมายครอบคลุมทรัพย์สินหลัก 5 ประเภท ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ไปจนถึงสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ
  • หน้าที่ทางกฎหมาย: ผู้รับมรดกมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ม.60) ภายใน 180 วันนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
  • บทลงโทษ: การยื่นล่าช้าหรือการไม่ยื่นแบบตามกำหนดมีบทลงโทษทั้งในรูปแบบของเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งอาจสร้างภาระทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ
  • การวางแผนภาษี: การวางแผนการโอนทรัพย์สินล่วงหน้าเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สามารถช่วยลดภาระภาษีมรดกได้อย่างถูกกฎหมาย

การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษีมรดกที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่า มรดกอลวน! ส่องกฎหมายภาษีใหม่ 2569 ต้องรู้ก่อนโอน มีประเด็นใดบ้างที่ต้องให้ความสำคัญ ภาษีมรดกคือภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลผู้ได้รับทรัพย์สินสืบทอดหลังจากเจ้าของทรัพย์สินเดิมถึงแก่ความตาย การปรับปรุงกฎหมายในปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการกระจายความมั่งคั่งและเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อครอบครัวที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง และกระตุ้นให้เกิดความจำเป็นในการวางแผนมรดกอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการศึกษากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ที่มีทรัพย์สินเกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่อาจเป็นทายาทในอนาคต การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การส่งต่อทรัพย์สินเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในครอบครัว และป้องกันภาระภาษีที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจบั่นทอนมูลค่าของมรดกที่ได้รับ การทำความเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ เช่น ประเภททรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี วิธีการประเมินมูลค่า และกำหนดเวลาในการยื่นแบบ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ทำความเข้าใจสาระสำคัญของกฎหมายภาษีมรดก 2569

กฎหมายภาษีมรดก พ.ศ. 2558 ถือเป็นรากฐานสำคัญของกฎเกณฑ์ที่จะถูกนำมาปรับใช้ในปี 2569 โดยมีหลักการเพื่อจัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่งที่ถูกส่งต่อ การทำความเข้าใจในนิยาม ผู้มีหน้าที่เสียภาษี และเกณฑ์ขั้นต่ำของมูลค่าทรัพย์สินจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อประเมินผลกระทบและวางแผนได้อย่างถูกต้อง

นิยามและความหมายของภาษีมรดก

ภาษีมรดก (Inheritance Tax) คือ ภาษีทางตรงประเภทหนึ่งที่รัฐจัดเก็บจากบุคคลธรรมดาที่ได้รับทรัพย์สินในฐานะทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม โดยคำนวณจากมูลค่าสุทธิของทรัพย์มรดกที่ได้รับหลังจากหักหนี้สินและภาระผูกพันต่างๆ ของเจ้ามรดกแล้ว วัตถุประสงค์หลักของภาษีประเภทนี้คือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีไปใช้ในการพัฒนาประเทศและจัดสวัสดิการสาธารณะ

ใครคือผู้มีหน้าที่เสียภาษีมรดก

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมรดกตามกฎหมายไทยคือ “ผู้รับมรดก” ซึ่งหมายถึงบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสัญชาติไทยหรือต่างด้าว ที่ได้รับทรัพย์สินจากเจ้ามรดก โดยสถานะของผู้รับมรดกแบ่งได้ดังนี้:

  • บุคคลสัญชาติไทย: มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับมรดกที่ได้รับทั้งหมด ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะตั้งอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ
  • บุคคลต่างด้าว: มีหน้าที่เสียภาษีเฉพาะมรดกที่เป็นทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

ในกรณีที่ผู้รับมรดกเสียชีวิตก่อนที่จะได้ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี หน้าที่ดังกล่าวจะตกเป็นของผู้จัดการมรดกหรือทายาทลำดับถัดไปของผู้รับมรดกนั้น

เกณฑ์มูลค่ามรดกที่ต้องเสียภาษี

กฎหมายได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของมูลค่ามรดกที่ต้องเสียภาษีไว้อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ โดยกำหนดให้ผู้ที่ได้รับมรดกมีมูลค่าสุทธิรวมกันเกิน 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษี การคำนวณจะคิดเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากทายาทได้รับมรดกสุทธิเป็นมูลค่า 120 ล้านบาท ส่วนที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีคือ 20 ล้านบาท (120 ล้าน – 100 ล้าน) ส่วน 100 ล้านบาทแรกจะได้รับการยกเว้น

การกำหนดเกณฑ์มูลค่า 100 ล้านบาทนี้มีจุดประสงค์เพื่อมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง และเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการหารายได้ของรัฐกับการไม่สร้างภาระให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป

ทรัพย์สิน 5 ประเภทที่อยู่ภายใต้กฎหมายภาษีมรดก

กฎหมายภาษีมรดกระบุประเภทของทรัพย์สินที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีไว้อย่างชัดเจน 5 ประเภท การทราบว่าทรัพย์สินใดบ้างที่เข้าข่ายจะช่วยให้การประเมินภาระภาษีเป็นไปอย่างแม่นยำ

อสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ถือเป็นทรัพย์สินประเภทแรกและมักมีมูลค่าสูงที่สุดในกองมรดก ซึ่งรวมถึง ที่ดิน บ้าน อาคารชุด (คอนโดมิเนียม) และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ติดอยู่กับที่ดิน การประเมินมูลค่าจะอิงตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์ที่ใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ซึ่งเป็นราคามาตรฐานที่ภาครัฐกำหนด

หลักทรัพย์ตามกฎหมาย

ทรัพย์สินประเภทนี้ครอบคลุมถึงตราสารทางการเงินต่างๆ ที่ออกโดยภาครัฐหรือเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตัวอย่างที่พบบ่อยได้แก่:

  • หุ้นในตลาดหลักทรัพย์
  • หุ้นกู้
  • หน่วยลงทุนในกองทุนรวม
  • พันธบัตรรัฐบาล

มูลค่าของหลักทรัพย์เหล่านี้จะถูกประเมินตามราคาตลาด ณ วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เพื่อให้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงมากที่สุด

เงินฝากและสินทรัพย์ทางการเงิน

เงินฝากในบัญชีสถาบันการเงินทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบัญชีออมทรัพย์, ประจำ, หรือกระแสรายวัน รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายเงินฝากซึ่งเจ้ามรดกมีสิทธิเรียกถอนคืนได้ จะถูกนำมารวมคำนวณเป็นมรดกทั้งหมด มูลค่าที่ใช้คือยอดเงินคงเหลือในบัญชี ณ วันสิ้นสุดของวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต

ยานพาหนะ

ยานพาหนะที่มีทะเบียนเป็นหลักฐาน เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ หรือเครื่องบิน จะถูกนับเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องเสียภาษี การประเมินมูลค่ามักจะอ้างอิงจากราคากลางของยานพาหนะรุ่นและปีเดียวกันในตลาดซื้อขาย หรือตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญในกรณีที่เป็นยานพาหนะชนิดพิเศษ

ทรัพย์สินอื่นๆ ที่เข้าข่าย

นอกเหนือจาก 4 ประเภทข้างต้น กฎหมายยังครอบคลุม “ทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง” ซึ่งเปิดช่องให้ภาครัฐสามารถกำหนดทรัพย์สินประเภทใหม่ๆ เพิ่มเติมได้ในอนาคต เพื่อให้กฎหมายมีความยืดหยุ่นและทันต่อรูปแบบของสินทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น สิทธิเรียกร้องต่างๆ หรือสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภทที่อาจถูกกำหนดขึ้นในอนาคต

ตารางสรุปกระบวนการและบทลงโทษเกี่ยวกับภาษีมรดก
หัวข้อ รายละเอียด ข้อควรระวัง
แบบฟอร์มที่ใช้ยื่น ภ.ม.60 (แบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก) ต้องกรอกข้อมูลทรัพย์สินที่ได้รับทั้งหมดให้ถูกต้องและครบถ้วน
กำหนดเวลายื่น ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เป็นกำหนดเวลาที่ตายตัว ไม่สามารถขอขยายเวลาได้โดยง่าย
บทลงโทษ (ไม่ยื่นแบบ) เบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ภาระภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทันที
บทลงโทษ (ชำระล่าช้า) เงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ ดอกเบี้ยจะถูกคิดเป็นรายเดือนจนกว่าจะชำระครบถ้วน

กระบวนการยื่นภาษีและข้อกำหนดทางกฎหมาย

เมื่อทายาทได้รับมรดกที่มีมูลค่าเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จะต้องเข้าสู่กระบวนการทางภาษีซึ่งมีขั้นตอนและกำหนดเวลาที่ชัดเจน การละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามอาจนำไปสู่บทลงโทษทางการเงินที่รุนแรง

ขั้นตอนการยื่นแบบ ภ.ม.60

ผู้รับมรดกมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก หรือที่เรียกว่า ภ.ม.60 ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาใดก็ได้ พร้อมเอกสารประกอบ เช่น สำเนาใบมรณบัตรของเจ้ามรดก, เอกสารแสดงสิทธิในทรัพย์สิน, และเอกสารประเมินมูลค่าทรัพย์สิน การยื่นแบบต้องดำเนินการภายใน 180 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นชับเมื่อเทียบกับความซับซ้อนของการรวบรวมเอกสารและประเมินมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด

กำหนดเวลาและบทลงโทษ

การปฏิบัติตามกำหนดเวลาเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง กฎหมายได้กำหนดบทลงโทษไว้ชัดเจนเพื่อบังคับให้เกิดการปฏิบัติตาม:

  • กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนด: ผู้รับมรดกจะต้องเสียเบี้ยปรับเป็นจำนวน 1 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งหมายความว่าภาระภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทันที
  • กรณียื่นแบบแล้วแต่ชำระภาษีล่าช้า: จะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ โดยไม่รวมเบี้ยปรับ

บทลงโทษเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้มีผลกระทบสูง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทางเลือกในการผ่อนชำระ

ในกรณีที่ผู้รับมรดกไม่สามารถชำระภาษีเต็มจำนวนได้ในครั้งเดียว เนื่องจากมรดกที่ได้รับอาจเป็นสินทรัพย์ที่ขาดสภาพคล่อง เช่น ที่ดิน หรือหุ้นที่ยังไม่สามารถขายได้ กฎหมายได้เปิดช่องให้สามารถขอผ่อนชำระภาษีได้ โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กรมสรรพากรกำหนด กลไกนี้ช่วยลดภาระทางการเงินให้แก่ทายาท ทำให้สามารถจัดการชำระภาษีได้โดยไม่จำเป็นต้องรีบขายทรัพย์สินมรดกในราคาที่ไม่เหมาะสม

กลยุทธ์การวางแผนมรดกเพื่อประสิทธิภาพทางภาษี

การวางแผนมรดกล่วงหน้าเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น การดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายสามารถช่วยรักษามูลค่าของทรัพย์สินที่ส่งต่อไปยังทายาทได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

การโอนทรัพย์สินระหว่างมีชีวิต

หนึ่งในกลยุทธ์ที่นิยมมากที่สุดคือการทยอยโอนทรัพย์สินให้แก่ทายาทในขณะที่เจ้าของทรัพย์สินยังมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกว่า “การให้โดยเสน่หา” การกระทำดังกล่าวจะอยู่ภายใต้บังคับของ “ภาษีการรับให้” ซึ่งมีอัตราและเกณฑ์การยกเว้นที่แตกต่างจากภาษีมรดก โดยทั่วไปแล้ว การให้ทรัพย์สินแก่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส จะได้รับยกเว้นภาษีในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีภาษี การวางแผนโอนทรัพย์สินเป็นรายปีจึงสามารถช่วยลดขนาดกองมรดกที่จะต้องเสียภาษีในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม การโอนลักษณะนี้ต้องพิจารณาถึงความพร้อมทางการเงินของเจ้าของทรัพย์สินหลังการโอนด้วย

การใช้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษี

กฎหมายภาษีมรดกมีการกำหนดข้อยกเว้นบางประการที่สามารถนำมาใช้ในการวางแผนได้ เช่น การยกมรดกให้แก่องค์กรสาธารณกุศล วัดวาอาราม หรือหน่วยงานของรัฐ ทรัพย์สินส่วนนี้จะไม่ถูกนำมาคำนวณภาษี นอกจากนี้ การทำประกันชีวิตโดยระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์เป็นทายาทก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง เนื่องจากเงินสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันชีวิตไม่ถือเป็นทรัพย์มรดกตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่ต้องเสียภาษีมรดก

การจัดตั้งทรัสต์และนิติบุคคล

สำหรับครอบครัวที่มีทรัพย์สินซับซ้อนหรือมีธุรกิจครอบครัว การจัดตั้งทรัสต์ (Trust) หรือการโอนทรัพย์สินเข้าไปไว้ในนิติบุคคล เช่น บริษัทโฮลดิ้ง สามารถเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและส่งต่อความมั่งคั่งได้อย่างเป็นระบบ การดำเนินการในลักษณะนี้จะเปลี่ยนรูปแบบการถือครองจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล ซึ่งอาจมีผลทางภาษีที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้มีความซับซ้อนและต้องอาศัยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาษีโดยเฉพาะ

ผลกระทบจากนโยบายภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

การวางแผนมรดกไม่ได้พิจารณาเฉพาะกฎหมายภาษีมรดกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองภาพรวมของระบบภาษีทั้งหมด โดยเฉพาะนโยบายที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงปี 2568-2569 ตัวอย่างเช่น นโยบายของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรที่อาจมีการผ่อนปรนเกณฑ์ภาษีสำหรับเงินได้จากต่างประเทศที่นำกลับเข้ามาในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ นโยบายลักษณะนี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจในการจัดการสินทรัพย์ที่อยู่ต่างประเทศของเจ้าของมรดก ซึ่งจะกระทบต่อขนาดและองค์ประกอบของกองมรดกในท้ายที่สุด ดังนั้น การติดตามข่าวสารและนโยบายทางเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนมรดกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สรุป: การเตรียมความพร้อมสำหรับกฎหมายภาษีมรดกฉบับใหม่

การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษีมรดกในปี 2569 เน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินและการส่งต่อทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ แม้ว่ากฎหมายจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีทรัพย์สินมูลค่าสูง แต่หลักการและกระบวนการที่เกี่ยวข้องเป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนควรทำความเข้าใจ การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านการศึกษาข้อมูล การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และการพิจารณากลยุทธ์ต่างๆ เช่น การโอนทรัพย์สินระหว่างมีชีวิต หรือการใช้ประโยชน์จากข้อยกเว้นทางภาษี จะช่วยให้การส่งมอบมรดกเป็นไปอย่างราบรื่นและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเจ้ามรดก

การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาษีจึงเป็นขั้นตอนที่แนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินซับซ้อนหรือมีมูลค่าสูง เพื่อให้แน่ใจว่าการวางแผนนั้นถูกต้องตามกฎหมายและสามารถลดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การเตรียมตัวที่ดีไม่เพียงแต่จะช่วยรักษามูลค่าของมรดกไว้ให้แก่ทายาท แต่ยังช่วยลดความขัดแย้งและปัญหาที่อาจตามมาในอนาคตได้อีกด้วย