BCI: เทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ ทำอะไรได้บ้าง?
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยี BCI
- BCI คืออะไร: ทำความเข้าใจเทคโนโลยีแห่งอนาคต
- หลักการทำงานของ Brain-Computer Interface
- การประยุกต์ใช้ BCI: เทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ ทำอะไรได้บ้าง?
- ตัวอย่างที่น่าสนใจ: กรณีศึกษาของ Neuralink และโครงการอื่นๆ
- ความท้าทายและประเด็นทางจริยธรรมของเทคโนโลยี BCI
- อนาคตของ Brain-Computer Interface
- บทสรุป: ศักยภาพที่ไม่สิ้นสุดของ BCI
BCI: เทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ ทำอะไรได้บ้าง? นับเป็นคำถามที่จุดประกายความสนใจในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง เทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) หรือ ส่วนต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ คือระบบที่สร้างช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสมองของมนุษย์กับอุปกรณ์ภายนอก โดยไม่ต้องอาศัยเส้นประสาทและกล้ามเนื้อตามปกติ สิ่งนี้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เคยถูกจำกัดอยู่แค่ในนิยายวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่การฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาตไปจนถึงการยกระดับปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยี BCI
- คำจำกัดความ: BCI คือเทคโนโลยีที่แปลสัญญาณไฟฟ้าจากสมองให้กลายเป็นคำสั่งที่คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นสามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ ทำให้เกิดการควบคุมโดยไม่ต้องใช้การเคลื่อนไหวทางกายภาพ
- หลักการทำงาน: เทคโนโลยี BCI แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามวิธีการตรวจจับสัญญาณสมอง ได้แก่ แบบไม่ผ่าตัด (Non-Invasive), แบบกึ่งผ่าตัด (Partially Invasive), และแบบผ่าตัดฝังในสมอง (Invasive) ซึ่งแต่ละประเภทมีความแม่นยำและความเสี่ยงแตกต่างกัน
- การประยุกต์ใช้: ศักยภาพของ BCI ครอบคลุมหลากหลายวงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทคโนโลยีการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหว, การสื่อสาร, การควบคุมแขน-ขาเทียม ไปจนถึงการใช้งานในด้านความบันเทิง การทหาร และการเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์
- ความท้าทายและอนาคต: แม้จะมีศักยภาพสูง แต่ BCI ยังเผชิญกับความท้าทายด้านเทคนิค เช่น ความแม่นยำของสัญญาณ ความทนทานของอุปกรณ์ และประเด็นทางจริยธรรมที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลในสมองและความเป็นส่วนตัว
BCI คืออะไร: ทำความเข้าใจเทคโนโลยีแห่งอนาคต
เทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) หรือที่รู้จักในชื่อภาษาไทยว่า “เทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์” หมายถึงระบบสื่อสารที่ช่วยให้มนุษย์สามารถสั่งการและควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์, แขนกล, หรือวีลแชร์ ได้โดยตรงผ่านความคิดหรือสัญญาณสมอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการสั่งการผ่านกล้ามเนื้อหรือการพูด เป้าหมายหลักของเทคโนโลยีนี้คือการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเจตนาของผู้ใช้ซึ่งเกิดขึ้นในสมอง กับการกระทำที่เกิดขึ้นจริงบนโลกดิจิทัลหรือโลกกายภาพ
ความสำคัญของเทคโนโลยี BCI ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมากในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นความหวังในการคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยที่มีภาวะอัมพาต, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS), หรือผู้ที่สูญเสียความสามารถในการสื่อสารและการเคลื่อนไหวจากสาเหตุต่างๆ นอกจากนี้ BCI ยังกำลังขยายขอบเขตการใช้งานไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น วิดีโอเกม, การควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) และแม้กระทั่งการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน เทคโนโลยีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการแพทย์ แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิวัติวิธีที่มนุษย์จะมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีในอนาคต
หลักการทำงานของ Brain-Computer Interface
หัวใจสำคัญของ BCI คือกระบวนการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การตรวจจับและบันทึกสัญญาณสมอง 2) การประมวลผลและถอดรหัสสัญญาณ และ 3) การแปลงสัญญาณเป็นคำสั่งเพื่อควบคุมอุปกรณ์ภายนอก โดยวิธีการตรวจจับสัญญาณสมองเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดประเภทและประสิทธิภาพของระบบ BCI ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักดังนี้
BCI แบบไม่ผ่าตัด (Non-Invasive BCI)
เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและปลอดภัยที่สุด เนื่องจากอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณจะถูกสวมใส่ไว้ภายนอกร่างกาย โดยไม่ต้องมีการผ่าตัดใดๆ วิธีนี้มีความเสี่ยงต่ำและใช้งานง่าย ทำให้เหมาะสำหรับการวิจัยและการใช้งานในวงกว้าง
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG)
Electroencephalography (EEG) เป็นเทคนิคที่ใช้บ่อยที่สุดในกลุ่มนี้ โดยใช้อิเล็กโทรดที่ติดอยู่บนหมวกหรือแถบคาดศีรษะเพื่อตรวจจับคลื่นไฟฟ้าที่เกิดจากกิจกรรมของเซลล์ประสาทในสมอง แม้ว่าสัญญาณที่ได้จะมีความละเอียดไม่สูงนักเนื่องจากถูกกะโหลกศีรษะและเนื้อเยื่อบดบัง แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานพื้นฐาน เช่น การควบคุมเคอร์เซอร์บนหน้าจอ, การเล่นเกมง่ายๆ, หรือการสื่อสารผ่านการเลือกตัวอักษร
BCI แบบกึ่งผ่าตัด (Partially Invasive BCI)
วิธีนี้เป็นการวางอิเล็กโทรดไว้ใต้กะโหลกศีรษะ แต่ยังคงอยู่นอกเนื้อสมองโดยตรง เป็นการประนีประนอมระหว่างความปลอดภัยและความแม่นยำของสัญญาณ
การตรวจคลื่นไฟฟ้าจากผิวสมอง (ECoG)
Electrocorticography (ECoG) คือการวางแผ่นอิเล็กโทรดลงบนผิวของสมองโดยตรง ทำให้สามารถรับสัญญาณไฟฟ้าที่มีความละเอียดสูงกว่าและมีสัญญาณรบกวนน้อยกว่า EEG อย่างมีนัยสำคัญ วิธีนี้มักใช้กับผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองด้วยเหตุผลทางการแพทย์อื่นๆ อยู่แล้ว เช่น การผ่าตัดรักษาโรคลมชัก ECoG ให้ความสามารถในการควบคุมที่ซับซ้อนและรวดเร็วกว่า แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงจากการผ่าตัด
BCI แบบผ่าตัดฝังในสมอง (Invasive BCI)
เป็นวิธีที่ให้สัญญาณคุณภาพสูงสุด โดยการผ่าตัดฝังอุปกรณ์ขนาดเล็กเข้าไปในเนื้อสมองโดยตรง เพื่อบันทึกกิจกรรมของเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์หรือกลุ่มเซลล์ขนาดเล็ก
ไมโครอิเล็กโทรดอาร์เรย์ (Microelectrode Arrays)
อุปกรณ์ชนิดนี้ เช่น Utah Array หรืออุปกรณ์ที่พัฒนาโดย Neuralink ประกอบด้วยอิเล็กโทรดขนาดเล็กจำนวนมากที่สามารถบันทึกสัญญาณจากเซลล์ประสาทได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมแขนกลที่มีความซับซ้อนสูง หรือแม้กระทั่งพิมพ์ข้อความด้วยความคิดด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีความเสี่ยงสูงสุด ทั้งจากการผ่าตัด, การติดเชื้อ, และการที่ร่างกายอาจสร้างพังผืดรอบอุปกรณ์ ซึ่งอาจลดทอนประสิทธิภาพของสัญญาณในระยะยาว
| คุณสมบัติ | BCI แบบไม่ผ่าตัด (Non-Invasive) | BCI แบบกึ่งผ่าตัด (Partially Invasive) | BCI แบบผ่าตัด (Invasive) |
|---|---|---|---|
| วิธีการ | สวมใส่อุปกรณ์บนศีรษะ (เช่น EEG) | วางอิเล็กโทรดใต้กะโหลก บนผิวสมอง (ECoG) | ฝังอิเล็กโทรดในเนื้อสมองโดยตรง |
| คุณภาพสัญญาณ | ต่ำ (มีสัญญาณรบกวนสูง) | ปานกลางถึงสูง | สูงมาก (มีความละเอียดสูง) |
| ความเสี่ยง | ต่ำมาก | ปานกลาง (มีความเสี่ยงจากการผ่าตัด) | สูง (มีความเสี่ยงจากการผ่าตัดและการติดเชื้อ) |
| ตัวอย่างการใช้งาน | ควบคุมเกม, การสื่อสารพื้นฐาน, การวิจัย | การควบคุมที่ซับซ้อนขึ้น, การวิจัยทางการแพทย์ | ควบคุมแขน-ขาเทียมขั้นสูง, การฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต |
การประยุกต์ใช้ BCI: เทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ ทำอะไรได้บ้าง?
ศักยภาพของเทคโนโลยี เชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ นั้นกว้างขวางและสามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมได้หลากหลายแขนง ตั้งแต่การพลิกฟื้นชีวิตผู้ป่วยไปจนถึงการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่
ด้านการแพทย์และการฟื้นฟู
นี่คือ حوزهที่ BCI สร้างผลกระทบได้ชัดเจนที่สุด การประยุกต์ใช้หลักคือการช่วยเหลือผู้ป่วยที่สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือการสื่อสาร
- การควบคุมอวัยวะเทียม: ผู้ป่วยที่สูญเสียแขนหรือขาสามารถใช้ BCI เพื่อควบคุมแขน-ขาเทียมได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยการคิดถึงการเคลื่อนไหวนั้นๆ สัญญาณสมองจะถูกแปลเป็นคำสั่งให้แขนกลทำงาน ทำให้การหยิบจับวัตถุหรือการเดินมีความลื่นไหลใกล้เคียงกับอวัยวะจริง
- การฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต: BCI สามารถช่วยผู้ป่วยอัมพาตจากไขสันหลังบาดเจ็บให้กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง โดยระบบจะอ่านสัญญาณสมองที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว แล้วส่งสัญญาณนั้นไปกระตุ้นกล้ามเนื้อโดยตรง (Functional Electrical Stimulation – FES) หรือควบคุมโครงกระดูกหุ่นยนต์ (Exoskeleton) ที่สวมใส่ภายนอก
- การสื่อสารสำหรับผู้ป่วย Locked-in Syndrome: ผู้ป่วยที่ไม่สามารถขยับร่างกายหรือพูดได้ แต่ยังมีความรู้สึกนึกคิดปกติ สามารถใช้ BCI เพื่อสื่อสารกับโลกภายนอกได้โดยการเลือกตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ผ่านความคิด หรือตอบคำถามง่ายๆ เช่น ใช่/ไม่ใช่
ด้านการสื่อสารและควบคุม
นอกเหนือจากวงการแพทย์ BCI ยังมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิธีที่คนทั่วไปมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีรอบตัว
การควบคุมอุปกรณ์โดยไม่ต้องใช้มือ (Hands-free control) อาจกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต ทำให้สามารถสั่งการบ้านอัจฉริยะ, โดรน, หรือแม้แต่ยานพาหนะได้เพียงแค่คิด
สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ผู้ใช้ไม่สามารถใช้มือได้สะดวก เช่น นักบิน, ศัลยแพทย์ หรือคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม
ด้านความบันเทิงและเกม
อุตสาหกรรมเกมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ BCI กำลังเข้ามามีบทบาท โดยสามารถสร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่สมจริงและดื่มด่ำไปอีกระดับ ผู้เล่นอาจสามารถควบคุมตัวละครในเกม, ใช้พลังพิเศษ, หรือโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมในเกมได้โดยตรงผ่านความคิด นอกจากนี้ยังมีการนำ BCI มาใช้ในงานศิลปะเชิงโต้ตอบ (Interactive Art) ที่ผลงานศิลปะจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะอารมณ์หรือระดับสมาธิของผู้เข้าชมที่วัดจากคลื่นสมอง
ด้านการทหารและความมั่นคง
การใช้งาน BCI ในด้านการทหารเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ศักยภาพรวมถึงการควบคุมฝูงโดรนด้วยความคิด, การเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจของนักบินรบ, หรือการสร้างการสื่อสารที่เงียบและรวดเร็วระหว่างหน่วยทหารในสนามรบ อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้ในด้านนี้ก็มาพร้อมกับคำถามเชิงจริยธรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง
ตัวอย่างที่น่าสนใจ: กรณีศึกษาของ Neuralink และโครงการอื่นๆ
หนึ่งในบริษัทที่ทำให้เทคโนโลยี BCI เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือ Neuralink ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนา BCI แบบผ่าตัดที่มีความสามารถสูง อุปกรณ์ของ Neuralink ที่เรียกว่า “Link” ถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กและสามารถฝังเข้าไปในสมองโดยหุ่นยนต์ผ่าตัดที่มีความแม่นยำสูง เพื่อบันทึกและกระตุ้นเซลล์ประสาทจำนวนมากพร้อมกัน เป้าหมายในระยะสั้นคือการช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพาตให้สามารถควบคุมคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนได้ ในขณะที่เป้าหมายระยะยาวคือการสร้างส่วนต่อประสานที่มีแบนด์วิดท์สูงระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
นอกเหนือจาก Neuralink ยังมีสถาบันวิจัยและบริษัทอีกหลายแห่งที่กำลังบุกเบิกเทคโนโลยีนี้ เช่น โครงการ BrainGate ที่ประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถควบคุมแขนกลและพิมพ์ข้อความได้, บริษัท Synchron ที่พัฒนา Stentrode ซึ่งเป็นอุปกรณ์ BCI ที่สามารถสอดเข้าสู่หลอดเลือดในสมองได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ, และ Meta (Facebook) ที่กำลังวิจัย BCI แบบไม่ผ่าตัดเพื่อสร้างวิธีการป้อนข้อมูลสำหรับเทคโนโลยี AR/VR ในอนาคต โครงการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของแนวทางและความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในวงการนี้
ความท้าทายและประเด็นทางจริยธรรมของเทคโนโลยี BCI
แม้ว่า BCI จะมีศักยภาพมหาศาล แต่การนำมาใช้งานจริงยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายประการ ทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงจริยธรรม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ
ความท้าทายทางเทคนิค
- ความทนทานและเสถียรภาพ: สำหรับ BCI แบบผ่าตัด ความท้าทายคือการสร้างอุปกรณ์ที่สามารถทำงานในร่างกายมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพในระยะยาวโดยไม่เสื่อมสภาพหรือถูกร่างกายต่อต้าน
- คุณภาพของสัญญาณ: สัญญาณสมองมีความซับซ้อนและมีสัญญาณรบกวนสูง การพัฒนาอัลกอริทึมที่สามารถถอดรหัสเจตนาของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยังคงเป็นงานที่ท้าทาย
- แบนด์วิดท์ข้อมูล: การส่งผ่านข้อมูลจำนวนมหาศาลจากสมองไปยังคอมพิวเตอร์แบบไร้สายและใช้พลังงานต่ำเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคทางวิศวกรรมที่สำคัญ
ประเด็นด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว
- ความเป็นส่วนตัวของความคิด: BCI เปิดความเป็นไปได้ในการเข้าถึงข้อมูลที่ส่วนตัวที่สุดของมนุษย์ นั่นคือความคิดและสภาวะอารมณ์ คำถามสำคัญคือ ใครควรมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้? และจะป้องกันการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดได้อย่างไร?
- ความปลอดภัยทางไซเบอร์: ระบบ BCI อาจตกเป็นเป้าหมายของการแฮก ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง เช่น การควบคุมร่างกายของผู้ใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการขโมยข้อมูลความคิด
- ความเท่าเทียมในการเข้าถึง: หากเทคโนโลยี BCI สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถ (Enhancement) มีราคาแพง อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างผู้ที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้และผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้
- เจตจำนงเสรีและความรับผิดชอบ: หากการกระทำผิดพลาดเกิดขึ้นจากการควบคุมผ่าน BCI ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ? ผู้ใช้, อุปกรณ์, หรืออัลกอริทึม? ประเด็นเหล่านี้ยังคงต้องการกรอบกฎหมายและจริยธรรมที่ชัดเจน
อนาคตของ Brain-Computer Interface
ในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นการพัฒนาของ เทคโนโลยี BCI ที่เน้นการใช้งานทางการแพทย์ให้มีความปลอดภัยและเข้าถึงง่ายมากขึ้น BCI แบบไม่ผ่าตัดจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในขณะที่ BCI แบบผ่าตัดจะมีความเสี่ยงลดลง การบูรณาการกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการถอดรหัสสัญญาณสมอง ทำให้การควบคุมเป็นไปอย่างธรรมชาติและราบรื่นยิ่งขึ้น
ในระยะยาว BCI อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คล้ายกับสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน เราอาจได้เห็นการสื่อสารแบบ “โทรจิตดิจิทัล” (Digital Telepathy) การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โดยการดาวน์โหลดข้อมูลเข้าสู่สมอง หรือการเชื่อมต่อกับโลกเสมือน (Metaverse) อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตาม การจะไปถึงจุดนั้นได้ สังคมจำเป็นต้องมีการถกเถียงและวางรากฐานทางกฎหมายและจริยธรรมที่แข็งแกร่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติอย่างแท้จริง
บทสรุป: ศักยภาพที่ไม่สิ้นสุดของ BCI
BCI: เทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ ทำอะไรได้บ้าง? คำตอบคือศักยภาพที่แทบจะไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่การมอบของขวัญแห่งการเคลื่อนไหวและการสื่อสารกลับคืนสู่ผู้ป่วย ไปจนถึงการกำหนดนิยามใหม่ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร BCI ไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมได้อย่างลึกซึ้ง แม้จะยังมีความท้าทายอีกมากที่ต้องก้าวข้าม แต่ทิศทางการพัฒนาก็ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอนาคตที่สมองและคอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืนนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม การศึกษาและทำความเข้าใจเทคโนโลยีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่สนใจในอนาคตของวิทยาศาสตร์และมนุษยชาติ