Home » AI จัดพอร์ตให้! คนไทยพร้อมใช้เงินทำงานรับปี 2026

AI จัดพอร์ตให้! คนไทยพร้อมใช้เงินทำงานรับปี 2026

สารบัญ

โลกการเงินกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กำลังเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสังคมเพื่อก้าวสู่ยุคที่เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลักภายในปี 2026 ตั้งแต่แอปพลิเคชันช่วยออมเงินไปจนถึง Robo-advisor ที่สามารถจัดพอร์ตการลงทุนอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • การสนับสนุนจากภาครัฐ: ประเทศไทยได้อนุมัติงบประมาณกว่า 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับกรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติปี 2026-2027 เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับเทคโนโลยี AI
  • นวัตกรรมการลงทุน: แพลตฟอร์มการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น Thematic Optimize ของ Jitta Wealth กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยใช้อัลกอริทึมวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนตามธีมเมกะเทรนด์ และลดอคติทางอารมณ์ของนักลงทุน
  • การยอมรับในสังคม: คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มเปิดรับและนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว สะท้อนจากจำนวนผู้ใช้งาน ChatGPT ที่เพิ่มขึ้นถึงสี่เท่าในปีที่ผ่านมา
  • เป้าหมายที่ชัดเจน: ภาครัฐตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 50 ของโลกด้านความพร้อมทาง AI ภายในปี 2027 และผลักดันให้หน่วยงานราชการทุกแห่งเสร็จสิ้นการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลภายในปี 2026

บทนำสู่ยุคใหม่ของการวางแผนการเงิน

แนวคิดที่ว่า AI จัดพอร์ตให้! คนไทยพร้อมใช้เงินทำงานรับปี 2026 กำลังจะกลายเป็นความจริงในไม่ช้า เนื่องจากเป็นจุดบรรจบกันระหว่างการผลักดันยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ นวัตกรรมการลงทุนดิจิทัล และทัศนคติของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปต่อเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ Fintech ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักลงทุนรายย่อยในการเข้าถึงกลยุทธ์การลงทุนที่ซับซ้อนและสร้างผลตอบแทนอย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางการเงินที่เท่าเทียมกันมากขึ้นสำหรับคนไทยทุกคน

ยุทธศาสตร์ชาติ AI: รากฐานสำคัญสู่อนาคตการเงินดิจิทัล

ความพร้อมของประเทศไทยในการนำ AI มาใช้ในภาคการเงินไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐที่มองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รัฐบาลไทยได้กำหนดให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นหัวใจสำคัญของวาระเศรษฐกิจและดิจิทัลของประเทศ โดยมีแผนการลงทุนและเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่สมบูรณ์ภายในปี 2026-2027

การลงทุนและเป้าหมายของภาครัฐ

รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับ “กรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ” ในช่วงปี 2026–2027 แผนการลงทุนนี้ครอบคลุมการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Centers of Excellence) จำนวน 9 แห่งในภาคส่วนสำคัญต่างๆ เช่น การศึกษา อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ นวัตกรรม การท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และการผลิต ซึ่งแต่ละศูนย์จะต้องพัฒนาแผนความพร้อมด้าน AI เฉพาะของตนเองให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2025

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (พ.ศ. 2565–2570) ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรียังมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 50 ประเทศชั้นนำของโลกด้านความพร้อมทาง AI ภายในปี 2027 พร้อมทั้งกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐทุกแห่งต้องดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2026 ซึ่งจะเป็นการผสาน AI เข้ากับการบริการสาธารณะและการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเต็มรูปแบบ

การพัฒนาระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่ง

กรอบการพัฒนานี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมีแผนการฝึกอบรมและเพิ่มทักษะ (Reskilling/Upskilling) ให้กับแรงงานไทยกว่า 1 ล้านคนภายในปี 2025 เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล, แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ของไทย (Thai Large Language Model Network), ศูนย์ประมวลผล AI ของภาครัฐ และศูนย์สอบเทียบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ AI เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพและ SME ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ การศึกษา และการเข้าถึงบริการสุขภาพในระยะยาว

AI จัดพอร์ตให้! คนไทยพร้อมใช้เงินทำงานรับปี 2026 ทำงานอย่างไร

ในปัจจุบัน การจัดการพอร์ตการลงทุนด้วย AI ได้เริ่มได้รับความสนใจในหมู่นักลงทุนรายย่อยของไทยแล้ว โดยมีแพลตฟอร์มและเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถ “ใช้เงินทำงาน” ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและตัดปัจจัยด้านอารมณ์ออกไป

นวัตกรรม Robo-advisor และแพลตฟอร์มการลงทุนอัตโนมัติ

เทคโนโลยีการเงินอย่าง Robo-advisor หรือผู้แนะนำการลงทุนอัตโนมัติ คือแอปพลิเคชันที่ใช้อัลกอริทึมในการสร้างและบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล แพลตฟอร์มเหล่านี้กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีประสบการณ์หรือความรู้ด้านการเงินมากน้อยเพียงใด

ตัวอย่างการทำงานของ AI ในการจัดพอร์ต

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในตลาดไทยคือแพลตฟอร์ม Thematic Optimize ของ Jitta Wealth ซึ่งใช้อัลกอริทึม AI ที่พัฒนาขึ้นเองเพื่อคัดเลือกและปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนตามธีมเมกะเทรนด์ระดับโลก ระบบ AI จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ทั้งผลการดำเนินงานของกองทุน ETF, ความผันผวน และผลตอบแทนในอดีต เพื่อคัดเลือกธีมการลงทุนที่ดีที่สุด 4 ธีมโดยอัตโนมัติ กระบวนการนี้ช่วยกำจัดอคติทางอารมณ์ที่มักทำให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาดได้เป็นอย่างดี

ผลการทดสอบย้อนหลัง (Back-testing) ในช่วงปี 2018–2021 แสดงให้เห็นว่าพอร์ตการลงทุนที่จัดการโดย AI สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้สูงถึง 25% ซึ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการจัดการพอร์ตโดยมนุษย์ในบางสภาวะตลาด

การเข้าถึงกลยุทธ์การลงทุนที่ซับซ้อนสำหรับทุกคน

เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI เหล่านี้กำลังสร้างประชาธิปไตยทางการลงทุน (Democratize Investment) โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อย แม้จะเป็นมือใหม่ ก็สามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกที่ซับซ้อนได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลเชิงลึกด้วยตนเองอีกต่อไป ทำให้แนวคิดของการปล่อยให้เงินทำงาน (Let money work for them) กลายเป็นจริงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนไทยจำนวนมากขึ้น

แนวโน้มสังคมไทยกับการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาด AI ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกและความพร้อมของสังคมไทยในการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

การเติบโตของการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลจาก OpenAI ระบุว่าจำนวนผู้ใช้งาน ChatGPT ในประเทศไทยที่ใช้งานเป็นประจำทุกสัปดาห์ได้เพิ่มขึ้นถึงสี่เท่าในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุ 18–24 ปี คนไทยไม่ได้ใช้ AI เพียงเพื่อการลงทุนเท่านั้น แต่ยังนำไปประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การแปลภาษา การพัฒนาตนเอง การเรียนพิเศษ การให้คำแนะนำด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย ไปจนถึงงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ การยอมรับเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วนี้แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและพร้อมที่จะผสาน AI เข้ากับการดำเนินชีวิต

AI ในฐานะเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมทางโอกาส

ผู้นำในภาคอุตสาหกรรมอย่างคุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท KBTG มองว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมทางโอกาส (Democratizing Opportunity) โดยจะช่วยลดช่องว่างและสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันสำหรับนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับทักษะด้าน AI ให้กับคนไทยกว่า 1 ล้านคนภายในปี 2025 จะช่วยให้แน่ใจว่าประโยชน์จากเทคโนโลยีการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI และภาคส่วนอื่นๆ จะกระจายไปสู่คนในวงกว้างอย่างทั่วถึง

มองไปข้างหน้า: อนาคตการเงินของไทยในปี 2026

ภายในปี 2026 คาดว่าประเทศไทยจะมีระบบนิเวศ AI ที่เติบโตเต็มที่ ซึ่งจะสนับสนุนการนำเครื่องมือทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้ทั้งในระดับสถาบันและระดับบุคคล การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และมาตรฐานทางจริยธรรม จะช่วยรับประกันว่าการลงทุนที่เปิดใช้งานด้วย AI นั้นจะสามารถเข้าถึงได้ โปร่งใส และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาของประเทศ

สำหรับนักลงทุนรายย่อย การแพร่หลายของแพลตฟอร์มการจัดการพอร์ตการลงทุนด้วย AI จะหมายถึงโอกาสที่คนไทยจำนวนมากขึ้นจะสามารถใช้เงินทำงานผ่านกลยุทธ์การลงทุนอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างเต็มศักยภาพ การเปลี่ยนแปลงนี้มีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นเมื่อความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ของประชาชนดีขึ้น และความไว้วางใจในระบบ AI เพิ่มสูงขึ้น

ความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องพิจารณา

แม้ว่าศักยภาพของ AI จะมีมหาศาล แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ ซึ่งรวมถึงการรับประกันความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล (Data Privacy and Security) การลดอคติของอัลกอริทึม (Algorithmic Bias) ที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรม และความจำเป็นในการคงไว้ซึ่งการกำกับดูแลโดยมนุษย์ (Human Oversight) ในการตัดสินใจทางการเงินที่สำคัญ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับจริยธรรม กฎหมาย และกฎระเบียบด้าน AI ถือเป็นก้าวที่ดี แต่ยังคงจำเป็นต้องมีการติดตามและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเมื่อ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางการเงินมากขึ้น

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนด้วย AI ในประเทศไทย

การเติบโตของการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในประเทศไทยภายในปี 2026 มีปัจจัยสนับสนุนหลักหลายประการที่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ระดับนโยบายของประเทศไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภครายบุคคล

ตารางสรุปปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการนำ AI มาใช้ในการลงทุนของประเทศไทยภายในปี 2026
ปัจจัยขับเคลื่อน คำอธิบาย
การลงทุนระดับชาติ งบประมาณ 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI, ศูนย์ความเป็นเลิศ และการพัฒนาบุคลากร (2026-2027)
AI ในภาคการเงิน แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI (เช่น Thematic Optimize) ที่ให้บริการจัดพอร์ตการลงทุนตามธีมโดยอัตโนมัติ
การยอมรับทางสังคม การเติบโตอย่างรวดเร็วในการใช้งาน AI โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และทัศนคติเชิงบวกต่อโอกาสที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
วิสัยทัศน์ของรัฐบาล ตั้งเป้าหมายติด 50 อันดับแรกของโลกด้านความพร้อมทาง AI ภายในปี 2027 และกำหนดเส้นตายการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของทุกหน่วยงานในปี 2026
การศึกษาและทักษะ แผนการยกระดับทักษะด้าน AI ให้กับคนไทยมากกว่า 1 ล้านคนภายในปี 2025
ความเสี่ยงที่ต้องจัดการ ประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล, อคติของอัลกอริทึม, และความจำเป็นในการมีกฎระเบียบที่ทันสมัย

บทสรุป: เตรียมพร้อมสู่ยุคใหม่ของการวางแผนการเงิน

ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะผู้นำระดับภูมิภาคด้านการยอมรับเทคโนโลยี AI โดยมีแผนงานที่ชัดเจนในการผสานปัญญาประดิษฐ์เข้ากับชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมภายในปี 2026 สำหรับนักลงทุนรายบุคคล นี่หมายถึงการเข้าถึงเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งสามารถจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงศักยภาพสูงสุดของแนวคิด “AI จัดพอร์ตให้” จะขึ้นอยู่กับการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และธรรมาภิบาลทางเทคโนโลยี เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน การเตรียมความพร้อมและเปิดรับการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นก้าวสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการวางแผนอนาคตทางการเงินในทศวรรษหน้า