Home » Gen Z เงินเก็บน้อย อยากเกษียณเร็ว ต้องทำไง?

Gen Z เงินเก็บน้อย อยากเกษียณเร็ว ต้องทำไง?

สารบัญ

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและค่าครองชีพที่สูงขึ้น คำถามที่ว่า Gen Z เงินเก็บน้อย อยากเกษียณเร็ว ต้องทำไง? ได้กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่สะท้อนถึงความท้าทายและความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน บทความนี้จะเจาะลึกถึงสถานการณ์ แนวคิด และกลยุทธ์การวางแผนการเงินที่คนรุ่น Gen Z สามารถนำไปปรับใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการเกษียณก่อนกำหนด แม้จะเริ่มต้นด้วยข้อจำกัดด้านเงินออมก็ตาม

  • คนรุ่น Gen Z เริ่มวางแผนและออมเงินเพื่อการเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีเป้าหมายเกษียณอายุก่อนคนรุ่นก่อนหน้า แม้จะเผชิญกับอุปสรรคด้านรายได้ที่ไม่แน่นอน
  • กลยุทธ์สำคัญในการบรรลุเป้าหมายเกษียณเร็ว คือ การสร้างรายได้หลายช่องทาง การลงทุนระยะยาวเพื่อใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้น และการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม
  • แนวคิด “Soft Saving” หรือการออมแบบยืดหยุ่นที่ปรับเปลี่ยนตามเป้าหมายชีวิต กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายอย่างมีสติและการมีวินัยทางการเงิน
  • เงินสำรองฉุกเฉินถือเป็นเป้าหมายการออมอันดับแรกของ Gen Z ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินในระยะสั้น ก่อนจะมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาว
  • การเปิดใจพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ทางการเงิน ช่วยลดความเครียดและสร้างแรงบันดาลใจในการวางแผนการเงินให้ประสบความสำเร็จ

Gen Z เงินเก็บน้อย อยากเกษียณเร็ว ต้องทำไง? คือโจทย์ใหญ่ที่คนรุ่นใหม่ซึ่งเกิดหลังปี 1997 ต้องเผชิญ พวกเขาเติบโตมาในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ภาวะเงินเฟ้อ และแรงกดดันทางสังคมที่ซับซ้อน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการออมและการวางแผนอนาคต อย่างไรก็ตาม คนรุ่นนี้กลับมีความตระหนักรู้และเริ่มวางแผนเพื่อการเกษียณเร็วกว่าคนรุ่นก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จึงมุ่งสำรวจความท้าทายที่ Gen Z พบเจอ และนำเสนอกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างเส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินและการเกษียณอายุก่อนกำหนด

ภาพรวมสถานการณ์การเงินของ Gen Z

กลุ่ม Gen Z คือกลุ่มประชากรที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและมีความสามารถในการปรับตัวสูง แต่ในมิติทางการเงิน พวกเขากลับต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยนัก ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า แม้พวกเขาจะมีความปรารถนาที่จะเกษียณเร็ว แต่เส้นทางกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จากการสำรวจพบว่า 52% ของคนกลุ่มนี้ระบุว่ารายได้ที่ไม่มั่นคงและเงินไม่เพียงพอ คืออุปสรรคสำคัญที่สุดในการออมเพื่อการเกษียณ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะมีข้อจำกัดทางการเงิน แต่ Gen Z กลับเริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อยมาก โดยเฉลี่ยแล้วพวกเขาเริ่มเก็บเงินอย่างจริงจังเมื่ออายุประมาณ 26 ปี และตั้งเป้าหมายที่จะเกษียณอายุเฉลี่ยที่ 53 ปี ซึ่งเร็วกว่าคนรุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อได้เปรียบของการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินที่ง่ายดายผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้พวกเขามองเห็นความสำคัญของการวางแผนระยะยาวและการเตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยข้อมูลระบุว่ากว่า 70% ของ Gen Z ได้เริ่มออมและลงทุนอย่างเป็นประจำแล้ว ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงให้กับตนเองในอนาคต

ความท้าทายทางการเงินที่ Gen Z ต้องเผชิญ

แม้จะมีความตั้งใจที่ดี แต่ Gen Z ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายมิติที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเงินและความสามารถในการเก็บออม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบรรลุเป้าหมายเกษียณเร็วมีความซับซ้อนมากขึ้น

แรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเงินเฟ้อ

ความกังวลอันดับหนึ่งของ Gen Z คือปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดย 69% ของคนกลุ่มนี้ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นความกังวลที่สำคัญที่สุด การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สวนทางกับรายได้ที่อาจเติบโตไม่ทัน ทำให้เม็ดเงินที่เหลือสำหรับการออมและลงทุนมีจำกัด ภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อยังบั่นทอนมูลค่าของเงินออมที่มีอยู่ ทำให้การเก็บเงินเพื่อเป้าหมายใหญ่ เช่น การซื้อบ้านหรือรถยนต์ กลายเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้น และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังแผนการออมเพื่อการเกษียณ

รายได้ไม่แน่นอนและภาระหนี้สินส่วนบุคคล

ลักษณะของตลาดแรงงานในปัจจุบันที่เน้นการจ้างงานแบบสัญญาจ้างชั่วคราวหรืองานฟรีแลนซ์มากขึ้น ส่งผลให้ Gen Z จำนวนมากมีรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้การวางแผนการเงินระยะยาวทำได้ยาก เพราะไม่สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดในอนาคตได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ภาระหนี้สินส่วนบุคคล เช่น หนี้การศึกษา หรือหนี้บัตรเครดิต ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ฉุดรั้งความสามารถในการออม ข้อมูลระบุว่าอัตราการออมโดยเฉลี่ยของ Gen Z ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการออมอยู่ที่เพียง 18% ของรายได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างรายรับและรายจ่ายที่ต้องจัดการ

ความวิตกกังวลต่ออนาคตหลังเกษียณ

แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวัยทำงาน แต่ความกังวลเกี่ยวกับอนาคตทางการเงินหลังเกษียณกลับมีอยู่สูงในกลุ่ม Gen Z โดยกว่าครึ่งหนึ่งของคนในช่วงอายุ 27-30 ปี แสดงความกังวลว่าจะไม่มีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในวัยชรา ความกังวลนี้เกิดจากการมองเห็นความท้าทายทางเศรษฐกิจที่คนรุ่นก่อนหน้าต้องเผชิญ ประกอบกับความไม่แน่นอนของระบบสวัสดิการสังคมในอนาคต ทำให้พวกเขารู้สึกกดดันที่จะต้องสร้างความมั่นคงทางการเงินด้วยตนเองให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เป้าหมายการออมอันดับหนึ่งของ Gen Z คือเงินสำรองฉุกเฉิน (6%) ซึ่งแซงหน้าเป้าหมายอื่นๆ เช่น การออมเพื่อค่าใช้จ่ายทั่วไป (4%) หรือการออมเพื่อซื้อทรัพย์สิน (3%) สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขามองหาความมั่นคงทางการเงินในปัจจุบันเป็นรากฐานสำคัญก่อนที่จะสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

กลยุทธ์วางแผนการเงินฉบับ Gen Z สู่เป้าหมายเกษียณเร็ว

เพื่อเอาชนะความท้าทายและบรรลุเป้าหมายการเกษียณก่อนกำหนด Gen Z ได้พัฒนาและปรับใช้กลยุทธ์ทางการเงินที่หลากหลาย ซึ่งผสมผสานระหว่างแนวคิดดั้งเดิมและแนวทางสมัยใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม

1. เริ่มต้นเร็วและวางแผนระยะยาว

หัวใจสำคัญที่สุดของความสำเร็จคือการเริ่มต้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ Gen Z จำนวนมากเข้าใจถึงพลังของ “ดอกเบี้ยทบต้น” (Compound Interest) ซึ่งการลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลตอบแทนจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ดังนั้น การไม่รอให้มีรายได้ถึงจุดที่เรียกว่า “พอ” แล้วจึงเริ่มออม แต่ให้เริ่มต้นทันทีที่เริ่มมีรายได้ คือกุญแจดอกแรก

กลยุทธ์นี้รวมถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (Stay Invested) ในระยะยาวผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมทั่วไป เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น นอกจากนี้ การสร้างแหล่งรายได้หลายทาง (Multiple Income Streams) ไม่ว่าจะเป็นงานเสริม การขายของออนไลน์ หรือการรับงานฟรีแลนซ์ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มกระแสเงินสด เร่งการสะสมเงินออม และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของรายได้หลัก

2. ปรับแนวคิดการออมสู่ Soft Saving

Gen Z กำลังเปลี่ยนผ่านจากการออมแบบดั้งเดิมที่เคร่งครัด (รายได้ – ค่าใช้จ่าย = เงินออม) ไปสู่แนวคิดที่เรียกว่า “Soft Saving” ซึ่งมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น แนวคิดนี้ไม่ได้มองว่าการออมคือการตัดค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกไป แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญและใช้จ่ายอย่างมีสติ โดยเลือกใช้เงินกับสิ่งที่สร้างคุณค่าและความสุขให้กับชีวิต ขณะเดียวกันก็มีวินัยในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

การออมแบบ Soft Saving คือการปรับเปลี่ยนแผนการออมตามเป้าหมายและสถานการณ์ในแต่ละช่วงของชีวิต เช่น อาจมีการอดออมอย่างเข้มข้นในช่วงหนึ่งเพื่อเก็บเงินสำหรับเป้าหมายระยะสั้นอย่างการท่องเที่ยว หรืออาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น แนวทางนี้ช่วยลดความเครียดจากการต้องประหยัดตลอดเวลา และทำให้การออมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ยั่งยืนและมีความสุขมากขึ้น

3. ผสานการประหยัดเข้ากับการลงทุนอย่างชาญฉลาด

การประหยัดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในยุคที่เงินเฟ้อสูง Gen Z จึงต้องผสานกลยุทธ์การลดค่าใช้จ่ายเข้ากับการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญ เช่น การทำอาหารทานเอง การใช้บริการขนส่งสาธารณะ หรือการมองหาที่พักที่มีค่าครองชีพต่ำกว่า ในขณะที่ 80% ของ Gen Z ยังคงเลือกฝากเงินในบัญชีธนาคารเพื่อความปลอดภัย แต่การกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ

การศึกษาและลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น กองทุนรวมดัชนี, หุ้น, หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์ (หากมีเงินทุนเพียงพอ) จะช่วยเร่งการเติบโตของพอร์ตการลงทุน นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เช่น กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) หรือประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากให้ทั้งความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่งคั่งในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง

4. สร้างวัฒนธรรมการพูดคุยเรื่องเงินอย่างเปิดเผย

ในอดีตเรื่องเงินมักถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่สำหรับ Gen Z การพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ทางการเงินอย่างเปิดเผยกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ การพูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือชุมชนออนไลน์ ช่วยให้ได้เรียนรู้เทคนิคการออมและการลงทุนใหม่ๆ และที่สำคัญคือช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเครียดจากการต้องต่อสู้กับปัญหาทางการเงินเพียงลำพัง การมีกลุ่มเพื่อนหรือที่ปรึกษาที่สามารถช่วยตรวจสอบแผนการเงินและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สามารถเดินตามแผนที่วางไว้ได้อย่างต่อเนื่องจนถึงเป้าหมาย

เปรียบเทียบเครื่องมือการเงินยอดนิยมสำหรับ Gen Z

การเลือกเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนเกษียณ ต่อไปนี้คือตารางเปรียบเทียบเครื่องมือการออมและการลงทุนที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z

ตารางเปรียบเทียบเครื่องมือทางการเงินสำหรับ Gen Z เพื่อการวางแผนเกษียณ
เครื่องมือ เหมาะกับ ตัวอย่าง (ไทย) ข้อดี ข้อควรระวัง
บัญชีธนาคาร ทุกคน, เน้นสภาพคล่อง เงินฝากออมทรัพย์, เงินฝากประจำ ปลอดภัยสูง, มีสภาพคล่อง, สะดวกในการถอนใช้ ผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ต่ำมาก อาจแพ้เงินเฟ้อ
ประกันชีวิต/ประกันออมทรัพย์ ผู้ที่เน้นความปลอดภัยและความคุ้มครอง ประกันบำนาญ, ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ สร้างวินัยการออม, มีเงินคืน, คุ้มครองชีวิต ค่าเบี้ยประกันอาจสูง, ขาดสภาพคล่องในระยะสั้น
กองทุนรวม RMF/SSF ผู้ที่ต้องการวางแผนภาษีและลงทุนระยะยาว กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ, กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว ได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี, มีผู้จัดการกองทุนดูแล มีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด, มีเงื่อนไขการถือครอง
การลงทุนโดยตรง ผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ในการลงทุน หุ้น, อสังหาริมทรัพย์, สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น มีความเสี่ยงสูงมาก อาจสูญเสียเงินต้นทั้งหมดได้

บทสรุป: ก้าวต่อไปสู่การเกษียณอย่างมั่นคง

สำหรับ Gen Z การมีเงินเก็บน้อยอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ท้าทาย แต่ความฝันที่จะเกษียณเร็วนั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ บทเรียนสำคัญที่ได้จากแนวทางการวางแผนการเงินของคนรุ่นนี้คือ การเริ่มต้นให้เร็วที่สุดถือเป็นข้อได้เปรียบที่ทรงพลังที่สุด การปรับกลยุทธ์การออมให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต การสร้างรายได้จากหลายช่องทางเพื่อลดความเสี่ยง และการเปิดใจเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างต่อเนื่อง คือองค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือการสร้างรากฐานที่มั่นคงด้วยเงินสำรองฉุกเฉิน ซึ่งเปรียบเสมือนตาข่ายนิรภัยที่ช่วยให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้โดยไม่กระทบต่อแผนการลงทุนระยะยาว แม้ว่า Gen Z จะต้องฝ่าฟันทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและความกดดันส่วนตัวไปพร้อมกัน แต่การเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ด้วยความเข้าใจ การวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ และการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนเป้าหมายการเกษียณเร็วให้กลายเป็นความจริงได้ในที่สุด แม้จะเริ่มต้นด้วยเงินเก็บจำนวนไม่มากก็ตาม