Home » มรดกดิจิทัลต้องเสียภาษี? ทายาทสายเทคต้องรู้ก่อนปี 69

มรดกดิจิทัลต้องเสียภาษี? ทายาทสายเทคต้องรู้ก่อนปี 69

สารบัญ

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สินทรัพย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงที่ดิน อาคาร หรือเงินในบัญชีธนาคารอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่ามหาศาล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี, NFT และบัญชีการลงทุนออนไลน์ต่างๆ สิ่งนี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญที่ว่า มรดกดิจิทัลต้องเสียภาษี? ทายาทสายเทคต้องรู้ก่อนปี 69 หรือไม่ เนื่องจากกฎหมายภาษีมรดกของไทยในปัจจุบันยังไม่มีการระบุถึงสินทรัพย์ประเภทนี้ไว้อย่างชัดเจน การทำความเข้าใจสถานะทางกฎหมายและความท้าทายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของสินทรัพย์และทายาท เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

ภาพรวมสำคัญ: สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับภาษีมรดกดิจิทัล

  • ความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย: ปัจจุบัน พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ของไทย ยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี หรือ NFT จัดเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดกหรือไม่
  • เกณฑ์การเสียภาษี: ภาษีมรดกจะถูกเรียกเก็บก็ต่อเมื่อทายาทแต่ละคนได้รับมรดกจากเจ้ามรดกรายเดียวมีมูลค่าสุทธิเกิน 100 ล้านบาท โดยจะคิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น
  • ความท้าทายในการจัดการ: การจัดการมรดกดิจิทัลมีความซับซ้อนหลายประการ ทั้งการประเมินมูลค่าที่ผันผวน การเข้าถึงบัญชีของผู้เสียชีวิต และการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับทายาท
  • การเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญ: เจ้าของสินทรัพย์และทายาทควรเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้ โดยการจัดทำบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล กำหนดวิธีการเข้าถึง และพิจารณาจัดทำพินัยกรรมดิจิทัล เพื่อลดปัญหาในอนาคต
  • แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต: มีความเป็นไปได้สูงที่กรมสรรพากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการตีความหรือแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงก่อนปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาจมีการทบทวนกฎหมายภาษี

ความสำคัญของการจัดการมรดกดิจิทัลในโลกยุคใหม่

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้สร้างรูปแบบใหม่ของความมั่งคั่งที่จับต้องไม่ได้ แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงของสะสมหรือเครื่องมือสื่อสาร แต่ยังเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมหาศาล สิ่งนี้ทำให้การวางแผนจัดการมรดกมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทายาทในปัจจุบันไม่เพียงต้องจัดการกับมรดกที่เป็นรูปธรรม แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการเข้าถึงและจัดการสินทรัพย์ที่อยู่ในโลกออนไลน์

ความสำคัญของการทำความเข้าใจเรื่องภาษีมรดกดิจิทัลจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากความคลุมเครือทางกฎหมายอาจนำไปสู่ข้อพิพาท การประเมินภาษีที่ไม่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งการสูญเสียสินทรัพย์ไปอย่างถาวรหากทายาทไม่สามารถเข้าถึงได้ บุคคลที่มีสินทรัพย์ดิจิทัลในครอบครองจึงจำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่เพื่อส่งต่อความมั่งคั่ง แต่เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทายาทจะสามารถรับมอบและจัดการมรดกได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

มรดกดิจิทัลคืออะไร? ทำความเข้าใจสินทรัพย์แห่งอนาคต

มรดกดิจิทัล (Digital Inheritance) หรือ สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) หมายถึง ทรัพย์สินใดๆ ที่มีอยู่และถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งมีมูลค่าทั้งในเชิงเศรษฐกิจและในเชิงส่วนตัว สินทรัพย์เหล่านี้ไม่มีตัวตนทางกายภาพ แต่สามารถเป็นเจ้าของ ซื้อขาย และส่งต่อได้ผ่านระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การนิยามและจัดประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการวางแผนจัดการมรดกในยุคปัจจุบัน

ประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัลที่พบบ่อย

สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามลักษณะและการใช้งาน โดยประเภทที่สำคัญและมีมูลค่าสูงซึ่งมักถูกพิจารณาเป็นมรดก ได้แก่:

  • คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency): สกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการรักษาความปลอดภัย เช่น Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) ซึ่งถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล (Crypto Wallet)
  • โทเคนดิจิทัลที่ไม่สามารถทดแทนได้ (NFTs): สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่สามารถทำซ้ำหรือทดแทนได้ มักใช้แสดงความเป็นเจ้าของในงานศิลปะดิจิทัล, ของสะสม, หรือไอเท็มในเกม
  • บัญชีการลงทุนออนไลน์: บัญชีสำหรับซื้อขายหุ้น, กองทุน, หรือตราสารหนี้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีมูลค่าตามหลักทรัพย์ที่ถือครองอยู่
  • บัญชีโซเชียลมีเดียและอีเมล: แม้บางบัญชีอาจไม่มีมูลค่าทางการเงินโดยตรง แต่บัญชีที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก หรือมีความสำคัญทางธุรกิจ สามารถถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าได้
  • ทรัพย์สินทางปัญญาดิจิทัล: สิทธิ์ในผลงานดิจิทัล เช่น e-book, เพลง, ภาพถ่าย, หรือซอฟต์แวร์ รวมถึงสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนออนไลน์
  • บัญชีบริการและสมาชิกต่างๆ: เช่น บัญชีเกมออนไลน์ที่มีไอเท็มมูลค่าสูง หรือบัญชีบริการสตรีมมิ่งที่ชำระเงินล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน

กฎหมายภาษีการรับมรดกของไทย: ครอบคลุมสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่?

ประเด็นสำคัญที่ก่อให้เกิดคำถามว่า มรดกดิจิทัลต้องเสียภาษี? ทายาทสายเทคต้องรู้ก่อนปี 69 นั้น มีต้นตอมาจากความไม่ชัดเจนในตัวบทกฎหมายภาษีการรับมรดกของไทย พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้บังคับในปัจจุบัน ได้กำหนดประเภทของทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีไว้ แต่ยังไม่ได้กล่าวถึงสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง

ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายปัจจุบัน

ตามกฎหมายฉบับดังกล่าว ทรัพย์สินมรดกที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมี 5 ประเภทหลัก ได้แก่:

  1. อสังหาริมทรัพย์: เช่น ที่ดิน, บ้าน, และอาคารชุด (คอนโดมิเนียม)
  2. หลักทรัพย์: ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้น, ตราสารหนี้, และหน่วยลงทุน
  3. เงินฝาก: หรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ที่เจ้ามรดกมีสิทธิเรียกถอนคืนจากสถาบันการเงิน
  4. ยานพาหนะ: ที่มีทะเบียน เช่น รถยนต์ และรถจักรยานยนต์
  5. ทรัพย์สินทางการเงินอื่น: ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

สถานะของมรดกดิจิทัลในมุมมองกฎหมายไทย

ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการออกกฎกระทรวงหรือคำวินิจฉัยจากกรมสรรพากรที่ระบุอย่างชัดเจนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจัดอยู่ในประเภทใด อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตอาจมีการตีความให้สินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท เช่น คริปโทเคอร์เรนซีที่ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต หรือโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน เข้าข่ายเป็น “หลักทรัพย์” หรือ “ทรัพย์สินทางการเงินอื่น” ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น มรดกเหล่านี้จะต้องถูกนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีตามกฎหมาย ความไม่ชัดเจนนี้เองที่สร้างความเสี่ยงและความท้าทายให้กับทายาทผู้รับมรดกในยุคดิจิทัล

เจาะลึกเกณฑ์และอัตราภาษีมรดก: ใครบ้างที่ต้องจ่าย?

แม้สถานะของมรดกดิจิทัลจะยังไม่ชัดเจน แต่การทำความเข้าใจเกณฑ์และอัตราภาษีมรดกตามกฎหมายปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถประเมินภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้นได้หากสินทรัพย์ดิจิทัลถูกนำมารวมคำนวณในอนาคต

เกณฑ์มูลค่ามรดก 100 ล้านบาท

หัวใจสำคัญของกฎหมายภาษีมรดกไทยคือเกณฑ์การยกเว้นมูลค่ามรดก โดยกฎหมายกำหนดว่า ภาษีมรดกจะถูกเรียกเก็บต่อเมื่อผู้รับมรดกแต่ละคน ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกคนเดียว ในคราวเดียวหรือหลายคราวรวมกัน มีมูลค่าสุทธิเกิน 100 ล้านบาท

ตัวอย่างเช่น หากนาย ก. เสียชีวิตและทิ้งมรดกมูลค่า 150 ล้านบาทให้แก่บุตรเพียงคนเดียว บุตรจะต้องเสียภาษีจากส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท คือ 50 ล้านบาท แต่หากนาย ก. ทิ้งมรดก 150 ล้านบาทให้แก่บุตรสองคน คนละ 75 ล้านบาท บุตรทั้งสองคนจะไม่ต้องเสียภาษีมรดก เนื่องจากแต่ละคนได้รับมรดกไม่เกิน 100 ล้านบาท

อัตราภาษีสำหรับทายาทแต่ละประเภท

อัตราภาษีจะแตกต่างกันไปตามความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ามรดกและผู้รับมรดก โดยแบ่งเป็น 2 อัตราดังนี้:

  • อัตราร้อยละ 5 (5%): สำหรับผู้รับมรดกที่เป็นบุพการี (พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย) หรือผู้สืบสันดาน (ลูกหลาน)
  • อัตราร้อยละ 10 (10%): สำหรับผู้รับมรดกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดาน เช่น พี่น้อง, คู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน, หรือบุคคลภายนอก

ทายาทมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดกเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ความท้าทายในการจัดการภาษีมรดกดิจิทัล

นอกเหนือจากความไม่ชัดเจนทางกฎหมายแล้ว การจัดการมรดกดิจิทัลยังมีอุปสรรคในทางปฏิบัติอีกหลายประการ ซึ่งทายาทและเจ้าของสินทรัพย์ควรตระหนักและเตรียมการรับมือ

ความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย

ดังที่กล่าวไปข้างต้น การที่กฎหมายไม่ได้ระบุถึงสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ทำให้เกิดความสับสนว่าทายาทมีหน้าที่ต้องสำแดงสินทรัพย์เหล่านี้เพื่อเสียภาษีหรือไม่ หากไม่สำแดงจะมีความผิดหรือไม่ และหากต้องการสำแดง จะต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่สำคัญ

ปัญหาการประเมินมูลค่าสินทรัพย์

สินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมาก โดยเฉพาะคริปโทเคอร์เรนซีและ NFT มีความผันผวนของราคาสูงมาก การกำหนดมูลค่าของสินทรัพย์ ณ วันที่ได้รับมรดกจึงทำได้ยาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการคำนวณภาระภาษี นอกจากนี้ สินทรัพย์บางประเภท เช่น บัญชีโซเชียลมีเดีย หรือของสะสมดิจิทัลที่ไม่มีตลาดรองรับชัดเจน การประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินยิ่งทำได้ยากขึ้นไปอีก

อุปสรรคในการเข้าถึงและโอนย้าย

การเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลมักต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ซับซ้อน เช่น Private Key, Seed Phrase, หรือรหัสผ่านแบบหลายชั้น หากเจ้าของสินทรัพย์ไม่ได้ทิ้งข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้ ทายาทอาจไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านั้นได้เลย เท่ากับว่ามรดกนั้นจะสูญหายไปตลอดกาล อีกทั้งผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลหลายแห่งมีนโยบายความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวด และอาจไม่อนุญาตให้ทายาทเข้าถึงบัญชีของผู้เสียชีวิตได้โดยง่าย

ความเสี่ยงที่ทายาทอาจไม่ทราบถึงการมีอยู่ของมรดก

เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลไม่มีตัวตนทางกายภาพ หากเจ้าของมรดกไม่เคยแจ้งให้ทายาททราบว่าตนมีสินทรัพย์เหล่านี้เก็บไว้ที่ใดบ้าง ก็มีความเสี่ยงสูงที่ทายาทจะไม่เคยค้นพบมรดกส่วนนี้เลย ซึ่งแตกต่างจากสินทรัพย์ทั่วไป เช่น โฉนดที่ดิน หรือสมุดบัญชีเงินฝาก ที่มักมีเอกสารหลักฐานเก็บไว้ในที่ที่สามารถค้นหาได้

แนวทางปฏิบัติสำหรับทายาท: เตรียมตัวอย่างไรก่อนปี 2569

แม้กฎหมายจะยังไม่ชัดเจน แต่การนิ่งนอนใจไม่ใช่ทางออกที่ดี การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การจัดการมรดกดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านที่อาจมีการปรับปรุงกฎหมายก่อนปี 2569

การสำรวจและจัดทำบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล

ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือการจัดทำรายการสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดที่ตนเองมีอยู่ โดยระบุรายละเอียดที่จำเป็น เช่น:

  • ประเภทของสินทรัพย์ (เช่น Bitcoin, NFT ชิ้นงานศิลปะ)
  • แพลตฟอร์มหรือกระเป๋าเงินที่ใช้จัดเก็บ (เช่น Binance, MetaMask)
  • ชื่อผู้ใช้งาน (Username)
  • คำแนะนำในการเข้าถึง (เช่น สถานที่เก็บรหัสผ่าน, Seed Phrase)
  • ข้อมูลสำหรับติดต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม

ควรจัดเก็บข้อมูลนี้ในที่ปลอดภัยและแจ้งให้บุคคลที่ไว้วางใจหรือผู้จัดการมรดกทราบถึงวิธีการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

การติดตามความคืบหน้าทางกฎหมาย

ทายาทและเจ้าของสินทรัพย์ควรติดตามข่าวสารและประกาศจากกรมสรรพากรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการตีความกฎหมายภาษีมรดกให้ครอบคลุมสินทรัพย์ดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เช่น การยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเกณฑ์ยกเว้น 100 ล้านบาท อาจส่งผลกระทบต่อภาระภาษีอย่างมีนัยสำคัญ

การวางแผนภาษีและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

หากประเมินแล้วว่ามรดกดิจิทัลมีมูลค่าสูงและอาจเข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีในอนาคต การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาษีเป็นสิ่งที่ควรทำ ผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำแนะนำในการวางแผนส่งต่อมรดกอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การทยอยให้โดยเสน่หาในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือการจัดตั้งทรัสต์เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สิน ซึ่งอาจช่วยลดภาระภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย

ความสำคัญของการจัดทำพินัยกรรมดิจิทัล (Digital Will)

พินัยกรรมดิจิทัล คือเอกสารที่ระบุแนวทางการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดหลังการเสียชีวิต แม้ในทางกฎหมายไทยจะยังไม่มีรูปแบบของพินัยกรรมดิจิทัลโดยเฉพาะ แต่การจัดทำเอกสารแนบท้ายพินัยกรรมฉบับปกติเพื่อระบุถึงสินทรัพย์ดิจิทัลและวิธีการเข้าถึง ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่จะช่วยให้ผู้จัดการมรดกและทายาทสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

คำแนะนำสำหรับทายาทสายเทค: การวางแผนมรดกดิจิทัลและภาษีต้องมีความรอบคอบ ติดตามแนวทางจากหน่วยงานรัฐ และเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและการเข้าถึงมรดกดิจิทัล หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและภาษีในอนาคต

สรุปมาตรฐานการจัดเก็บภาษีมรดกปัจจุบัน

เพื่อความชัดเจนในการทำความเข้าใจภาระภาษีมรดกภายใต้กฎหมายปัจจุบัน สามารถสรุปเกณฑ์และอัตราภาษีได้ดังตารางต่อไปนี้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการประเมินหากมรดกดิจิทัลถูกนำมารวมคำนวณในอนาคต

ตารางสรุปเกณฑ์และอัตราภาษีการรับมรดกตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2558
เกณฑ์การเสียภาษี อัตราภาษี ผู้ได้รับยกเว้น
มูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท 5% สำหรับบุพการี/ผู้สืบสันดาน ส่วนที่ไม่เกิน 100 ล้านบาทแรก ได้รับการยกเว้น
(ต่อผู้รับ 1 คน จากเจ้ามรดก 1 คน) 10% สำหรับทายาทอื่นๆ หากมูลค่ารวมไม่เกิน 100 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี

บทสรุปและข้อควรระวังสำหรับอนาคต

สถานการณ์เกี่ยวกับภาษีมรดกดิจิทัลในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันยังไม่มีข้อกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์เหล่านี้จะปลอดจากภาระภาษีเสมอไป ในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงที่กรมสรรพากรจะออกแนวปฏิบัติหรือมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมทรัพย์สินรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงก่อนปี 2569

ดังนั้น สำหรับเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัลและทายาท การเตรียมความพร้อมโดยการจัดทำบัญชีสินทรัพย์ วางแผนการเข้าถึง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชาญฉลาดและรอบคอบที่สุด การวางแผนที่ดีไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังช่วยให้การส่งต่อมรดกไปยังคนรุ่นหลังเป็นไปอย่างราบรื่น ป้องกันปัญหาสินทรัพย์สูญหาย และลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การตระหนักรู้และลงมือทำตั้งแต่วันนี้ คือกุญแจสำคัญในการจัดการมรดกยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ