Home » เจนี้ไม่จำเจ! ส่อง 5 เทรนด์อาหาร Plant-based สุดล้ำ

เจนี้ไม่จำเจ! ส่อง 5 เทรนด์อาหาร Plant-based สุดล้ำ

สารบัญ

อาหาร Plant-based หรืออาหารจากพืชได้ก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ ที่จำกัดอยู่แค่โปรตีนเกษตรหรือเต้าหู้ไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบัน นวัตกรรมทางเทคโนโลยีได้เข้ามาปฏิวัติวงการ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลกินเจที่กำลังจะมาถึง

ภาพรวมสำคัญของเทรนด์อาหารจากพืช

  • ความสมจริงที่เหนือกว่า: เนื้อจากพืชได้รับการพัฒนาให้มีรสชาติ สีสัน และเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริงมากที่สุด เพื่อตอบสนองผู้ที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์แต่ยังคงโหยหาประสบการณ์เดิมๆ
  • เน้นความเป็นธรรมชาติ: ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ไม่ผ่านการแปรรูปสูง ลดการใช้สารเติมแต่ง และเน้นส่วนผสมจากธรรมชาติเพื่อความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน
  • การขยายตัวของกลุ่ม Flexitarian: ตลาดไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มวีแกนหรือมังสวิรัติเท่านั้น แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ยืดหยุ่นซึ่งเลือกรับประทานอาหารจากพืชเป็นหลัก แต่ยังคงบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณน้อย
  • นวัตกรรมวัตถุดิบ: มีการนำพืชชนิดใหม่ๆ เช่น เห็ด สาหร่าย และถั่วหลากหลายชนิด มาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างสรรค์โปรตีนทางเลือก แทนที่โปรตีนเกษตรแบบดั้งเดิม
  • ปัจจัยด้านความยั่งยืนและจริยธรรม: การเลือกบริโภคอาหาร Plant-based ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสุขภาพ แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเคารพต่อสิทธิของสัตว์ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่

นิยามใหม่ของอาหาร Plant-based ในปี 2568

เมื่อพูดถึงอาหารจากพืช หลายคนอาจนึกถึงอาหารมังสวิรัติที่เคร่งครัด หรืออาหารเจที่คุ้นเคยในช่วงเทศกาล แต่ในปี 2568 และอนาคตข้างหน้า คำว่า Plant-based มีความหมายที่กว้างและลึกซึ้งกว่านั้นมาก มันคือแนวทางการบริโภคที่เน้นพืชเป็นหัวใจสำคัญของมื้ออาหาร โดยไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากเนื้อสัตว์โดยสิ้นเชิง แนวคิดนี้เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นและเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก บทความนี้จะพาไปสำรวจว่า เจนี้ไม่จำเจ! ส่อง 5 เทรนด์อาหาร Plant-based สุดล้ำ ได้อย่างไร และนวัตกรรมเหล่านี้กำลังจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมอาหารไปตลอดกาล

ความสำคัญของเทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้รักสุขภาพ แต่ยังส่งผลกระทบในระดับมหภาค ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรมไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก ด้วยการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จากบริษัทชั้นนำ ทำให้การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Plant-based ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคหลักในปัจจุบันคือกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่ม Flexitarian ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่และมีกำลังซื้อสูง พวกเขามองหาทางเลือกที่ยืดหยุ่น อร่อย และสอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว ทั้งในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และจริยธรรม เทรนด์อาหาร Plant-based จึงไม่ใช่แค่กระแสนิยมชั่วข้ามคืน แต่เป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของการบริโภคอย่างยั่งยืน

เจาะลึก 5 เทรนด์อาหาร Plant-based ที่ไม่ควรพลาด

การเปลี่ยนแปลงของตลาดอาหาร Plant-based ในปี 2568 สามารถสรุปได้เป็น 5 เทรนด์หลักที่สะท้อนถึงนวัตกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

เทรนด์ที่ 1: เนื้อจากพืช (Plant-Based Meat) สู่มิติใหม่แห่งความสมจริง

ในอดีต เนื้อจากพืชมักถูกมองว่าเป็นเพียงของทดแทนที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างจากเนื้อสัตว์จริงอย่างเห็นได้ชัด แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาหาร (Food Tech) ทำให้เนื้อจากพืชในปัจจุบันสามารถเลียนแบบเนื้อสัตว์จริงได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งในด้านรูปลักษณ์ สีสัน กลิ่น รสชาติ และที่สำคัญคือ “เนื้อสัมผัส” ไม่ว่าจะเป็นความชุ่มฉ่ำของเนื้อบด ความเหนียวนุ่มของสเต็ก หรือแม้กระทั่งลายไขมันแทรกที่ดูสมจริง

นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นจากการใช้โปรตีนจากพืชหลากหลายชนิด เช่น ถั่วพี ถั่วเหลือง ผสมผสานกับไขมันพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว และสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น บีทรูท เพื่อให้ได้สีแดงคล้ายเลือด การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชสามารถเข้าไปอยู่ในเมนูอาหารต่างๆ ได้อย่างกลมกลืน ตั้งแต่เบอร์เกอร์ ไส้กรอก ไปจนถึงเมนูอาหารไทยอย่างผัดกะเพราหรือลาบ ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ แต่ยังคงต้องการประสบการณ์การรับประทานอาหารที่คุ้นเคย ตลาดในกลุ่มนี้จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดดและดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่ให้เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เทรนด์ที่ 2: กลับสู่ธรรมชาติ (Rethinking Plants) เน้นวัตถุดิบแท้ ลดการแปรรูป

ในขณะที่เทรนด์หนึ่งมุ่งเน้นการสร้างสิ่งที่เหมือนเนื้อสัตว์มากที่สุด อีกเทรนด์ที่มาแรงไม่แพ้กันคือการหวนคืนสู่ความเป็นธรรมชาติ ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับอาหาร Plant-based ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปสูง (Ultra-processed) และมีส่วนผสมที่ไม่คุ้นเคยเป็นจำนวนมาก พวกเขามองหาผลิตภัณฑ์ที่ “สะอาด” และ “เรียบง่าย” มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่มาจากพืชจริงๆ ที่สามารถมองเห็นและเข้าใจได้

เทรนด์นี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคบางกลุ่มให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติของอาหารมากกว่าปัจจัยด้านความยั่งยืนหรือสิ่งแวดล้อมเสียอีก การใช้ส่วนผสมที่ไม่ผ่านการแปรรูปมากนัก ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้กับผู้บริโภค

ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์นี้มักจะชูวัตถุดิบหลักอย่างเห็ดชนิดต่างๆ มะเขือม่วง ขนุนอ่อน หรือพืชตระกูลถั่ว มาเป็นส่วนประกอบสำคัญแทนที่จะพึ่งพาสารสกัดโปรตีนเพียงอย่างเดียว แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองความอร่อยและความหลากหลายของพืชผักตามธรรมชาติอย่างแท้จริง

เทรนด์ที่ 3: การเติบโตของกลุ่ม Flexitarian ผู้กำหนดทิศทางตลาด

การเติบโตของตลาดอาหาร Plant-based ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มมังสวิรัติ (Vegetarian) หรือวีแกน (Vegan) ที่มีจำนวนจำกัดอีกต่อไป แต่ผู้เล่นสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในปัจจุบันคือกลุ่ม “Flexitarian” หรือผู้บริโภคที่ยืดหยุ่น พวกเขาไม่ได้งดเนื้อสัตว์อย่างถาวร แต่เลือกที่จะลดปริมาณการบริโภคลง และหันมารับประทานอาหารจากพืชให้บ่อยขึ้น อาจจะเป็นสัปดาห์ละ 2-3 วัน หรือเลือกทานเฉพาะบางมื้อ

กลุ่ม Flexitarian มีจำนวนมากกว่ากลุ่มวีแกนและมังสวิรัติรวมกันหลายเท่า และเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ไลฟ์สไตล์ของพวกเขาไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่เน้นความสมดุลระหว่างสุขภาพ ความอร่อย และความสะดวกสบาย พวกเขามองหาผลิตภัณฑ์ Plant-based ที่สามารถทดแทนเมนูเนื้อสัตว์ที่ชื่นชอบได้อย่างไม่รู้สึกแตกต่าง และพร้อมที่จะจ่ายเพื่อทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การเกิดขึ้นของกลุ่มผู้บริโภคนี้ได้เปลี่ยนโจทย์ของผู้ผลิต จากการสร้างอาหารสำหรับคนไม่กินเนื้อสัตว์ มาเป็นการสร้างสรรค์อาหารอร่อยที่ “ทำจากพืช” สำหรับทุกคน

เทรนด์ที่ 4: ความหลากหลายของวัตถุดิบและโปรตีนทางเลือกใหม่

อุตสาหกรรมอาหาร Plant-based กำลังก้าวออกจากกรอบเดิมๆ ที่พึ่งพาโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก ไปสู่การค้นหาและใช้วัตถุดิบจากพืชที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อสร้างสรรค์รสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการที่เหนือกว่าเดิม ปัจจุบันมีการนำพืชหลายชนิดมาใช้เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่น่าสนใจ

  • เห็ด: ด้วยเนื้อสัมผัสที่แน่นและรสชาติอูมามิที่เป็นเอกลักษณ์ เห็ดหลายชนิด เช่น เห็ดนางรมหลวง เห็ดพอร์โทเบลโล ถูกนำมาใช้ทำสเต็ก เบอร์เกอร์ หรือ “เนื้อ” ฉีก
  • สาหร่าย: เป็นแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุที่สำคัญ มีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากพืช (Plant-based Seafood) เช่น เนื้อปลา หรือหอยเชลล์
  • ถั่วและธัญพืชอื่นๆ: นอกจากถั่วเหลืองและถั่วพีแล้ว ยังมีการใช้โปรตีนจากอัลมอนด์ ถั่วลูกไก่ ควินัว และเมล็ดทานตะวัน เพื่อสร้างคุณสมบัติที่แตกต่างและลดความเสี่ยงสำหรับผู้ที่แพ้ถั่วเหลือง

เทคโนโลยีการสกัดและผสมผสานโปรตีนจากพืชหลายชนิดเข้าด้วยกัน (Protein Blending) ยังช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างโปรไฟล์กรดอะมิโนที่สมบูรณ์ และควบคุมคุณสมบัติต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่นวัตกรรมอาหารวีแกนและอาหารสุขภาพที่น่าตื่นเต้นและมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เทรนด์ที่ 5: ความยั่งยืนและจริยธรรม (Sustainability & Ethics) หัวใจสำคัญของการบริโภค

สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials การตัดสินใจเลือกซื้ออาหารไม่ได้จบลงที่รสชาติหรือราคา แต่ยังรวมถึงที่มาและผลกระทบของอาหารจานนั้นๆ ที่มีต่อโลกด้วย ประเด็นด้านความยั่งยืนและจริยธรรมจึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับตลาด Plant-based

ในมิติของสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมปศุสัตว์เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญและใช้ทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ทั้งที่ดินและน้ำ การผลิตอาหารจากพืชใช้ทรัพยากรน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ จึงถูกมองว่าเป็นทางออกในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะเดียวกัน มิติทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการลดการเบียดเบียนสัตว์ก็เป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากขึ้น การเลือกบริโภคอาหาร Plant-based จึงเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นค่านิยมที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

เปรียบเทียบ 5 เทรนด์อาหาร Plant-based แห่งอนาคต

ตารางสรุปเปรียบเทียบ 5 เทรนด์อาหาร Plant-based ที่สำคัญในปี 2568 เพื่อให้เห็นภาพรวมของแต่ละแนวทางอย่างชัดเจน
เทรนด์ แนวคิดหลัก กลุ่มเป้าหมายหลัก วัตถุดิบเด่น
1. เนื้อจากพืชสมจริง ใช้เทคโนโลยีสร้างรสชาติและเนื้อสัมผัสให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริงที่สุด ผู้ที่ต้องการลดเนื้อสัตว์, Flexitarian โปรตีนสกัดจากถั่วพี, ถั่วเหลือง, ไขมันพืช
2. กลับสู่ธรรมชาติ เน้นวัตถุดิบจากพืชแท้ ลดการแปรรูป และใช้ส่วนผสมที่เรียบง่าย ผู้รักสุขภาพ, ผู้ที่กังวลเรื่องสารเติมแต่ง เห็ด, ขนุนอ่อน, มะเขือม่วง, พืชเต็มเมล็ด
3. การเติบโตของ Flexitarian การบริโภคที่ยืดหยุ่น ลดเนื้อสัตว์แต่ไม่ตัดขาด เน้นทางเลือกที่หลากหลาย คนรุ่นใหม่, ผู้ที่เริ่มต้นดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ Plant-based ทุกรูปแบบ
4. ความหลากหลายของวัตถุดิบ ค้นหาและใช้โปรตีนจากพืชชนิดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มคุณค่าและรสชาติ ผู้บริโภคที่มองหาความแปลกใหม่, นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ สาหร่าย, ถั่วอัลมอนด์, เห็ด, ควินัว
5. ความยั่งยืนและจริยธรรม เลือกบริโภคโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพสัตว์ คนรุ่นใหม่, ผู้บริโภคที่ใส่ใจสังคม ผลิตภัณฑ์ที่มาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืนและโปร่งใส

บทสรุป: อนาคตของเทศกาลกินเจและอาหาร Plant-based

เทศกาลกินเจปี 2568 และในอนาคตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การมาถึงของนวัตกรรมอาหาร Plant-based ได้เปิดมิติใหม่ที่น่าตื่นเต้น ทำให้การงดบริโภคเนื้อสัตว์ไม่ใช่เรื่องที่จำเจหรือขาดรสชาติอีกต่อไป แต่กลายเป็นโอกาสในการสำรวจรสชาติใหม่ๆ ที่ดีต่อสุขภาพและดีต่อโลก เทรนด์ทั้ง 5 ประการที่กล่าวมา ตั้งแต่เนื้อจากพืชที่สมจริง, การหวนคืนสู่ธรรมชาติ, การขยายตัวของกลุ่ม Flexitarian, ความหลากหลายของวัตถุดิบ ไปจนถึงการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ประกอบกันเป็นภาพอนาคตของอุตสาหกรรมอาหาร

เทรนด์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่คือ “The Next Big Thing” ที่กำลังเติบโตอย่างยั่งยืนและจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงวิวัฒนาการของผู้บริโภคที่ไม่ได้มองอาหารเป็นเพียงปัจจัยในการดำรงชีวิต แต่เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงตัวตน ค่านิยม และความรับผิดชอบต่อโลก การเปิดรับนวัตกรรมอาหารจากพืชเหล่านี้จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพและโลกใบนี้ไปพร้อมๆ กันอย่างลงตัว