เปิดวาร์ป 5 อาชีพใหม่สาย AI ที่ไทยต้องการตัวปี 2026
- ภาพรวมอนาคตตลาดแรงงาน AI ในประเทศไทย
-
เจาะลึก 5 อาชีพใหม่สาย AI ที่คาดว่าจะเป็นที่ต้องการสูงสุด
- 1. วิศวกรพัฒนา AI ด้านอารมณ์ (AI Prompt Engineer for Emotions)
- 2. นักออกแบบบุคลิกดิจิทัล (Digital Persona Designer)
- 3. นักพัฒนาระบบ AI และวิศวกรควบคุม (AI/Machine Learning/Control Systems Engineer)
- 4. วิศวกรข้อมูลและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (AI/Data Engineer/Scientist)
- 5. ผู้เชี่ยวชาญ AI สำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง
- ตารางสรุปทักษะสำคัญสำหรับอาชีพสาย AI ในอนาคต
- ผลกระทบของ AI ต่ออาชีพดั้งเดิมในตลาดแรงงานไทย
- แนวทางการเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานยุค AI
การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังปรับโฉมหน้าตลาดแรงงานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ขณะที่หลายฝ่ายกังวลว่า AI จะเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ อีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีนี้กลับกำลังสร้างโอกาสและตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน บทความนี้จะพาไปสำรวจและ เปิดวาร์ป 5 อาชีพใหม่สาย AI ที่ไทยต้องการตัวปี 2026 ซึ่งเป็นตำแหน่งงานที่ผสมผสานทั้งทักษะด้านเทคโนโลยีและความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
ภาพรวมอนาคตตลาดแรงงาน AI ในประเทศไทย
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและแทรกซึมเข้าไปในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อตลาดแรงงาน ทำให้ทักษะที่เคยเป็นที่ต้องการในอดีตอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ในขณะเดียวกัน ก็ได้เปิดประตูสู่โอกาสทางอาชีพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การคาดการณ์แนวโน้มตลาดแรงงานในปี 2026 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคที่ความต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ การเกิดขึ้นของตำแหน่งงานที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สายเทคนิคเข้มข้นอย่างนักพัฒนาหรือวิศวกร แต่ยังขยายไปสู่อาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร และความเข้าใจในศาสตร์อื่นๆ เช่น จิตวิทยา การออกแบบ และการตลาด เพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือที่มาแทนที่มนุษย์โดยสมบูรณ์ แต่เป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังซึ่งต้องการผู้ควบคุมและผู้สร้างสรรค์ที่มีวิสัยทัศน์ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะใหม่จึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับแรงงานไทยในการคว้าโอกาสและเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคตอันใกล้นี้
เจาะลึก 5 อาชีพใหม่สาย AI ที่คาดว่าจะเป็นที่ต้องการสูงสุด
จากการวิเคราะห์ข้อมูลและแนวโน้มตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ พบว่ามี 5 กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นที่ต้องการอย่างสูงในประเทศไทยภายในปี 2026 โดยแต่ละอาชีพมีลักษณะเฉพาะตัวและต้องการทักษะที่แตกต่างกันไป ดังนี้
1. วิศวกรพัฒนา AI ด้านอารมณ์ (AI Prompt Engineer for Emotions)
นี่คือหนึ่งในอาชีพใหม่ที่น่าจับตามองและสะท้อนถึงวิวัฒนาการขั้นต่อไปของ AI ได้อย่างชัดเจนที่สุด วิศวกรพัฒนา AI ด้านอารมณ์ไม่ได้เป็นเพียงผู้เขียนคำสั่ง (Prompt) ทั่วไป แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่ “สอน” และ “ฝึกฝน” ให้ระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถเข้าใจ ตีความ และตอบสนองต่ออารมณ์อันซับซ้อนของมนุษย์ได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
บริบทและความต้องการในตลาด: ในยุคที่ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) คือหัวใจสำคัญของธุรกิจ บริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น แชทบอท ผู้ช่วยเสมือน หรือระบบตอบกลับอัตโนมัติ จำเป็นต้องมีความสามารถมากกว่าแค่การให้ข้อมูลตามสคริปต์ แต่ต้องสามารถรับรู้ถึงความคับข้องใจ ความสุข หรือความกังวลของลูกค้า เพื่อมอบบริการที่น่าประทับใจและใส่ใจมากยิ่งขึ้น อุตสาหกรรมบริการ, การดูแลสุขภาพจิต, การศึกษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) และการดูแลผู้สูงอายุ คือกลุ่มธุรกิจที่จะมีความต้องการบุคลากรในตำแหน่งนี้สูงมาก นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าตำแหน่งงานนี้อาจมีศักยภาพในการสร้างรายได้สูงถึงหลักหลายแสนดอลลาร์สหรัฐต่อปีในตลาดโลก
ทักษะที่จำเป็น: ผู้ที่ทำงานในสายนี้ต้องมีทักษะแบบผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างศาสตร์และศิลป์ กล่าวคือ ต้องมีความเข้าใจพื้นฐานทางเทคนิคในการทำงานของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ควบคู่ไปกับความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในด้านจิตวิทยามนุษย์ พฤติกรรมศาสตร์ และการสื่อสาร นอกจากนี้ ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบสถานการณ์และชุดคำสั่งที่หลากหลายเพื่อทดสอบและปรับปรุงการตอบสนองทางอารมณ์ของ AI ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
2. นักออกแบบบุคลิกดิจิทัล (Digital Persona Designer)
กระแสความนิยมของ Virtual Influencer หรืออินฟลูเอนเซอร์เสมือนที่สร้างจาก AI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทยและทั่วโลก แต่เบื้องหลังตัวตนดิจิทัลที่น่าสนใจเหล่านี้ คือบทบาทของ “นักออกแบบบุคลิกดิจิทัล” ผู้ทำหน้าที่เสมือนผู้กำกับและนักเขียนบท ที่สร้างสรรค์ทุกองค์ประกอบของตัวตนนั้นขึ้นมา ตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกไปจนถึงแก่นแท้ของบุคลิก
บริบทและความต้องการในตลาด: แบรนด์และองค์กรต่างๆ เริ่มหันมาใช้ Virtual Assistant และ AI Influencer เป็นเครื่องมือทางการตลาดและการสื่อสารมากขึ้น เพราะสามารถควบคุมภาพลักษณ์และสารที่ต้องการสื่อได้อย่างสมบูรณ์ นักออกแบบบุคลิกดิจิทัลจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้าง “ตัวตน” ที่มีเอกลักษณ์น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเรื่องราวเบื้องหลัง (Backstory), ลักษณะนิสัย, โทนเสียง, สไตล์การพูด, ไปจนถึงการออกแบบท่าทางและพฤติกรรมการตอบโต้กับผู้ติดตาม เพื่อให้บุคลิกดิจิทัลนั้นมีความน่าเชื่อถือและสามารถสร้างความผูกพันกับกลุ่มเป้าหมายได้จริง
ทักษะที่จำเป็น: อาชีพนี้ต้องการความคิดสร้างสรรค์เป็นแกนหลัก ผสานกับความรู้ด้านการออกแบบกราฟิก, การสร้างแบรนด์, การตลาดดิจิทัล, การเล่าเรื่อง (Storytelling) และความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีมเทคนิค เช่น นักพัฒนา AI และนักออกแบบ 3D ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อทำให้วิสัยทัศน์ด้านบุคลิกภาพที่ออกแบบไว้ปรากฏออกมาเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์
3. นักพัฒนาระบบ AI และวิศวกรควบคุม (AI/Machine Learning/Control Systems Engineer)
กลุ่มอาชีพนี้ถือเป็นแกนหลักทางเทคนิคและเป็นที่ต้องการสูงสุดในตลาดแรงงานที่เกี่ยวข้องกับ AI และการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทย บทบาทของพวกเขาคือการออกแบบ พัฒนา และนำโมเดลปัญญาประดิษฐ์และ Machine Learning ไปใช้งานจริงในระบบต่างๆ โดยเฉพาะในภาคการผลิตและอุตสาหกรรม
บริบทและความต้องการในตลาด: โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory), ระบบอัตโนมัติ, และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต นักพัฒนาและวิศวกรกลุ่มนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างระบบเหล่านี้ ตั้งแต่การพัฒนาอัลกอริทึมสำหรับควบคุมแขนกล, การออกแบบระบบตรวจสอบคุณภาพสินค้าด้วยภาพ (Computer Vision), ไปจนถึงการสร้างระบบควบคุมอัตโนมัติแบบดิจิทัลที่ซับซ้อน ความต้องการบุคลากรสายนี้จึงสูงมากในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, และโลจิสติกส์
ทักษะที่จำเป็น: ทักษะทางเทคนิคขั้นสูงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการเขียนโปรแกรมภาษา Python, ความสามารถในการใช้เฟรมเวิร์กยอดนิยมอย่าง TensorFlow หรือ PyTorch, และความเข้าใจในคณิตศาสตร์ สถิติ และแคลคูลัสอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้ ความรู้เกี่ยวกับระบบควบคุม (Control Systems) และวิศวกรรมเครื่องกลหรือไฟฟ้าจะเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในการทำงาน
4. วิศวกรข้อมูลและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (AI/Data Engineer/Scientist)
หากเปรียบ AI เป็นเครื่องยนต์ ข้อมูลก็คือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนเครื่องยนต์นั้น วิศวกรข้อมูลและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจึงเป็นกลุ่มอาชีพที่ยังคงมีความสำคัญและเป็นที่ต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก บทบาทของพวกเขามีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในการเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าสำหรับธุรกิจและระบบ AI
บริบทและความต้องการในตลาด: ทุกองค์กรในปัจจุบันต่างต้องการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ (Data-Driven Decision) และพัฒนาโมเดล AI เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน วิศวกรข้อมูล (Data Engineer) จะรับผิดชอบในการออกแบบและสร้างระบบฐานข้อมูล รวมถึงท่อส่งข้อมูล (Data Pipeline) เพื่อรวบรวม จัดเก็บ และเตรียมข้อมูลให้พร้อมใช้งาน ในขณะที่ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) จะนำข้อมูลที่เตรียมไว้นั้นมาวิเคราะห์ สร้างแบบจำลองทางสถิติและ Machine Learning เพื่อค้นหารูปแบบ แก้ปัญหาทางธุรกิจ และคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต
ทักษะที่จำเป็น: สำหรับวิศวกรข้อมูล ทักษะที่สำคัญคือความเชี่ยวชาญด้าน SQL, Python, และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Big Data ส่วนนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรม (Python, R), ความรู้ลึกซึ้งด้านสถิติและคณิตศาสตร์, ความสามารถในการใช้เครื่องมือวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูล (Data Visualization) เช่น Tableau หรือ PowerBI รวมถึงทักษะในการสื่อสารเพื่อนำเสนอผลการวิเคราะห์ที่ซับซ้อนให้ฝ่ายบริหารเข้าใจได้ง่าย
5. ผู้เชี่ยวชาญ AI สำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง
นี่คือบทบาทที่ผสมผสานความรู้ทางเทคโนโลยี AI เข้ากับความเชี่ยวชาญในโดเมนธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ (Domain Expertise) ผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงนักเทคนิค แต่เป็นนักแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ที่สามารถมองเห็นโอกาสในการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับองค์กร
บริบทและความต้องการในตลาด: การประยุกต์ใช้ AI ในปัจจุบันมีความจำเพาะเจาะจงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ภาคการเกษตรต้องการ AI มาช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อทำนายผลผลิต (เกษตรอัจฉริยะ), ภาคการแพทย์ต้องการ AI ช่วยวินิจฉัยโรคจากภาพถ่ายทางการแพทย์, ภาคการเงินใช้ AI ในการตรวจจับการฉ้อโกง, และภาครัฐต้องการนำ AI มาพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ดังนั้น ตลาดจึงต้องการบุคลากรที่ไม่ได้รู้แค่เรื่อง AI แต่ต้องเข้าใจปัญหาและความท้าทายของอุตสาหกรรมนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง เพื่อบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการทำงานเดิมได้อย่างราบรื่น
ทักษะที่จำเป็น: นอกจากความรู้พื้นฐานด้าน AI และ Data Science แล้ว ทักษะที่สำคัญที่สุดคือความรู้เฉพาะทางในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ควบคู่ไปกับทักษะการบริหารโครงการ (Project Management), การสื่อสาร, และการคิดเชิงธุรกิจ เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมเทคนิคและฝ่ายธุรกิจ ให้สามารถพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง
ตารางสรุปทักษะสำคัญสำหรับอาชีพสาย AI ในอนาคต
| ชื่ออาชีพ | รายละเอียดงานโดยสังเขป | ทักษะและคุณสมบัติที่สำคัญ |
|---|---|---|
| วิศวกรพัฒนา AI ด้านอารมณ์ | สอนและพัฒนา AI ให้เข้าใจและตอบสนองต่ออารมณ์มนุษย์ เพื่อประยุกต์ใช้ในงานบริการ การบำบัด และการศึกษา | ความเข้าใจจิตวิทยามนุษย์, ความคิดสร้างสรรค์, ทักษะการสื่อสาร, การเขียน Prompt เชิงลึก |
| นักออกแบบบุคลิกดิจิทัล | สร้างสรรค์ตัวตนดิจิทัล ทั้งบุคลิก เรื่องราว และลักษณะเฉพาะของ AI Influencer หรือ Virtual Assistant | ทักษะการออกแบบ, ความรู้ด้านศิลปะ, การเล่าเรื่อง, การตลาดดิจิทัล, ความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภค |
| นักพัฒนา AI/วิศวกรควบคุม | ออกแบบและพัฒนาโมเดล AI, ระบบควบคุมอัตโนมัติ, หุ่นยนต์ และระบบการผลิตอัจฉริยะในโรงงาน | คณิตศาสตร์, สถิติ, แคลคูลัส, การเขียนโปรแกรม (Python), TensorFlow/PyTorch, ความรู้ด้านวิศวกรรม |
| วิศวกร/นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล | จัดการและสร้างท่อส่งข้อมูล (Data Pipeline), วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อสนับสนุนการทำงานของ AI และการตัดสินใจทางธุรกิจ | Python, SQL, Tableau/PowerBI, ความรู้ด้านสถิติและคณิตศาสตร์, การวิเคราะห์ข้อมูล |
| ผู้เชี่ยวชาญ AI เฉพาะทาง | ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะทางในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การแพทย์, การเกษตร, การเงิน, Smart City | ความรู้เฉพาะทางในอุตสาหกรรมนั้นๆ, ทักษะการบริหารโครงการ, การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ |
ผลกระทบของ AI ต่ออาชีพดั้งเดิมในตลาดแรงงานไทย
ในขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังสร้างโอกาสทางอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย ก็เป็นที่ยอมรับว่ามีอาชีพดั้งเดิมอีกหลายกลุ่มที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกทดแทนหรือลดบทบาทลงอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแรงงานจำเป็นต้องตระหนักและเตรียมพร้อมปรับตัว
อาชีพที่มีลักษณะงานซ้ำซ้อน, เป็นกิจวัตร, และอาศัยการทำงานตามกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่:
- พนักงานแคชเชียร์และพนักงานขายหน้าร้าน: ระบบชำระเงินอัตโนมัติ (Self-Checkout) และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถจัดการกระบวนการซื้อขายและแนะนำสินค้าได้โดยไม่ต้องมีคนกลาง
- พนักงานขับรถบรรทุกและขนส่ง: เทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับกำลังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในอนาคต
- ผู้ช่วยลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Service): แชทบอทและระบบตอบกลับอัตโนมัติที่ชาญฉลาดขึ้น สามารถตอบคำถามพื้นฐานและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- นักข่าว (สายรายงานข้อเท็จจริง): AI สามารถรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และเขียนสรุปข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง เช่น รายงานผลกีฬา หรือรายงานสถานการณ์ตลาดหุ้น ได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของอาชีพเหล่านี้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาท หน้าที่ของมนุษย์จะเปลี่ยนจากการทำงานซ้ำๆ ไปสู่การทำงานที่ต้องใช้ทักษะที่ AI ยังทำได้ไม่ดีนัก เช่น การคิดวิเคราะห์เชิงลึก, ความคิดสร้างสรรค์, การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน, และการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์กับผู้อื่น การปรับตัวและพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling/Upskilling) จึงเป็นทางออกที่สำคัญที่สุดในการรับมือกับความท้าทายนี้
ปัญญาประดิษฐ์ยังสามารถสร้างอาชีพใหม่ ๆ ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ทดแทนงานเดิมเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้เปิดโอกาสให้เกิดตำแหน่งงานที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี
แนวทางการเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานยุค AI
การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้คือกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาชีพและคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึงในปี 2026 และหลังจากนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเรียนรู้ทักษะทางเทคนิค แต่ยังรวมถึงการปรับกระบวนทัศน์และพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ ที่จำเป็น
บทสรุปของแนวโน้มทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ตลาดแรงงานไทยในอนาคตอันใกล้จะต้องการบุคลากรที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคในการสร้างและพัฒนาระบบ AI, กลุ่มที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบประสบการณ์และบุคลิกภาพดิจิทัล, และกลุ่มที่มีความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับโจทย์ทางธุรกิจและอุตสาหกรรมเฉพาะทางได้อย่างลงตัว
สำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโอกาสในยุค AI 2026 ควรพิจารณาพัฒนาทักษะในสายงานต่อไปนี้:
- AI Developer/Engineer: ผู้สร้างและพัฒนาโมเดล AI โดยตรง
- Data Engineer/Scientist: ผู้จัดการและวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งเป็นหัวใจของ AI
- Robotics/Control Systems Engineer: ผู้นำ AI ไปใช้ในระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์
- Digital Persona Designer: ผู้สร้างสรรค์ตัวตนและเรื่องราวในโลกดิจิทัล
- AI Emotion Prompt Engineer: สายงานใหม่ที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่าง AI และมนุษย์
นอกเหนือจากตำแหน่งงานเหล่านี้ การเสริมทักษะเฉพาะด้านและความเข้าใจในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ตนเองสนใจ จะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความโดดเด่นในตลาดแรงงานได้อย่างมาก การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และความพร้อมที่จะปรับตัว คือทักษะที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ทุกคนสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างยั่งยืน